วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559

รูขุมขนตัน

รูขุมขนตัน
   ในเรื่องของลมในร่างกาย เป็นเรื่องที่ต้องจินตนาการ ลมในกายเป็นผู้อยู่เบื้องหลังอาการเจ็บป่วยต่างๆ  หลายๆคนรู้ว่าอาการป่วยที่เกิดกับตัวเรามีเหตุมาจากลม และส่วนมากก็เข้าไปแก้ไขไม่ได้
    จากความหมายของการนวดเส้น คือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ ดังนั้นถ้าการบำบัดอาการต่างๆในร่างกาย ถ้าเราทำให้ลมไหลเวียนได้เป็นปกติไม่ได้ อาการป่วยไข้ก็จะวนเวียนมาหาเราอย่างไม่มีวันจบสิ้น
      ในทางกรรมฐานเรื่องการหายใจ ปกติแล้วเราหายใจเข้าออกได้ทุกรูขุมขนของร่างกาย ดังนั้นสภาวะที่ธาตุลมในกายเราไหลเวียนไม่สะดวก มีการปิดของรูขุมขน ทำให้ลมที่เข้ามาในกายแล้วไม่สามารถไหลออกไปได้ ทำให้ลมไปอั้นอยู่ตามอวัยวะ ช่องท้อง และใต้ชั้นผิวหนัง จึงทำให้มีแรงกด ความดันของลมที่อั้นอยู่บริเวณนั้นๆ ไปกดทับอวัยวะในช่องท้อง กดทับในศีรษะ กดทับแขน กดทับขา  ลมไปอั้นบริเวณหมอนรองกระดูกความดันของลมจึงไปดันให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนตัวออกจากแนวมาทับเส้นประสาทแขน-ขา ทำให้เกิดอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท
       การบำบัดอาการที่เกี่ยวกับลม ก็คือการที่ทำให้การไหลเวียนของลมในกายไหลเวียนได้เป็นปกติ ลมเข้าออกตามรูขุมขนได้เป็นปกติ เหมือนกับการกัวซา การครอบแก้วสุญญากาศ เป็นการเปิดรูขุมขนที่อุดตันลมเดินไม่สะดวกในจุดนั้น บริเวณนั้น  ส่วนการนวดไล่ลมนั้น เป็นการเปิดรูขุมขนตามแนวที่เส้นลากผ่าน ไล่จากจุดเดียวลมสามารถทะลุทะลวง ทำให้ไหลเวียนไปได้ไป ตั้งแต่แนวขา แผ่นหลัง ท่อนแขน และสุดท้ายคือไหลผ่านศีรษะ

   
 

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2559

ไมเกรน

ไมเกรน
   อาการไมเกรน ก็เป็นอาการหนึ่งที่เกิดจากการที่เลือดและลม ไหลเวียนไม่สะดวก สังเกตไหมว่าเมื่อเรามีอาการปวดศีรษะ ข้างที่มีอาการปวดไมเกรน บริเวณต้นคอจะมีอาการตึงแข็ง ถ้าเราบีบคลายตรงร่องสะบัก แนวบ่า ตรงต้นคอที่ตึงแข็ง กดบริเวณจุดกดใต้ฐานกะโหลก และนวดไล่บริเวณหนังศีรษะ อาการไมเกรนที่เกิดขึ้นก็จะคลายออกไปเอง
     การเกิดอาการไมเกรน ปวดศีรษะ เป็นผลเนื่องจากเลือดลมไหลเวียนไม่ปกติ เมื่อลมไหลเวียนขึ้นข้างบนศีรษะแล้ว ลมจะไปออกตรงประตูลมบริเวณกลางกระหม่อมซึ่งเป็นระยางสุดท้ายที่ลมจะไหลออกจากร่างกาย หลังจากที่ลมไหลเวียนออกที่ปลายเท้า ปลายมือ และสุดท้ายลมจะมาไหลออกที่ศีรษะเป็นจุดสุดท้าย
     ผิวหนังของเรา เป็นเหมือนผิวลูกโป่ง เมื่อร่างกายเรามีปัญหาเกี่ยวกับไหลเวียนของลม รูขุมขนก็จะอุดตัน ลมที่อั้นอยู่ในชั้นกะโหลกศีรษะ เมื่อความเครียดเกิดขึ้น หรือเราไปเจออากาศที่ร้อนๆ ลมที่อยู่ในศีรษะก็จะวิ่งพล่าน แต่ลมในขณะนั้นหารูขุมขนที่จะออกไปนอกกายไม่ได้ ความดันของลมในกะโหลกศีรษะ จึงไปกดทับเนื้อสมอง เส้นเลือดในสมอง
      ลมยิ่งอั้นมากเท่าใด มีอาการไมเกรนบ่อยครั้ง อันตรายของสมองที่เกิดจากการกดทับของลมก็จะมีมากขึ้น ต่อไปก็จะเกิดอาการข้างเคียงขึ้นมา คือความดันโลหิตสูง ตามองเห็นไม่ชัด ลมออกหู ไอจาม แพ้อากาศ 
      การรักษาโดยการทานยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ ก็เป็นเพียงแค่กดอาการปวดของร่างกายไว้ หากอาการเรื้อรัง อาจทำให้เส้นเลือดสมองตีบ หรือแตก  ทำให้เป็นอัมพฤกได้


วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แนวบ่า แนวร่องสะบัก

แนวบ่า แนวร่องสะบัก
     บริเวณแนวบ่า แนวร่องสะบัก คือแนวเส้น เป็นทางเดินของลม และเป็นบริเวณที่กักเก็บอาการของแนวที่เกี่ยวเนื่องกันคือ คอ บ่า ไหล่ สะบัก แขน แนวหลังใต้แนวสะบัก แนวหลังติดกระดูกสันหลัง เป็นจุดรวมอาการทางด้านบนของร่างกาย
    ถ้าแนวบ่า แนวร่องสะบักยังไม่ได้แก้ไข แม้เราจะบำบัดอาการต่างๆที่เกิดกับอวัยวะทางด้านบนของร่างกาย คือศีรษะ ต้นคอ ไหล่ แขน อาการที่อวัยวะนั้นๆก็จะทุเลาชั่วคราว เพราะอาการขัดบริเวณร่องสะบัก เป็นจุดรวมของอาการเส้นตึง เมื่อด้านบนลมยังไหลเวียนไม่สะดวก จะถ่ายเทมาทางด้านล่างของลำตัวผ่านสะบัก ผ่านแนวหลังใต้แนวสะบัก ผ่านลงมาถึงเอว ลมวิ่งตัดขวางเข้าแนวหมอนรองกระดูกบริเวณเอว ผ่านลงข้อสะโพก   ผ่านไปแนวขาท่อนบน แนวขาท่อนล่าง ( ข้างขาด้านใน ข้างติดตาตุ่มใน ) ผ่านไปถึงใต้ฝ่าเท้า ร่องนิ้วโป้งเท้า
   อาการที่เกิดจากลมขัดบริเวณรอบๆศีรษะ  ไมเกรน นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ น้ำในหูไม่เท่ากัน ลมออกหู ตามองไม่ชัด ไอจามแพ้อากาศ 
   อาการที่มีอยู่ที่ศีรษะ ทางด้านหนึ่ง ลมก็พยายามดันออกทางศีรษะ ส่วนอีกด้านหนึ่งลมจะไหลมากองที่บ่า สะบัก
   อาการที่เกิดจากลมขัดบริเวณแขน อาการยกแขนไม่ขึ้น แขนชา แขนบวม ปวดแขน ปวดข้อมือ ปวดอุ้งมือ มือชา นิ้วล็อก ชาบริเวณปลายนิ้วมือ อาการมืออ้อมไปข้างหลังไม่ได้ สะบักจม หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทแขน
    อาการที่มีอยู่ที่แขน ทางด้านหนึ่ง ลมก็พยายามดันออกที่ปลายแขน ส่วนอีกทางหนึ่งลมจะไหลมากองที่บ่า สะบัก   

ดังนั้นในการนวดอาการต่างๆที่เกิดขึ้นที่ด้านบน ถ้าเราทำให้ แนวบ่า แนวร่องสะบักกับกระดูกสันหลัง ได้มีการคลายตัวของกล้ามเนื้อ และทำให้แนวร่องนี้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น  บางครั้งแค่เรานวดบำบัดแนวร่องสะบักนี้  อาการปวดด้านบนก็ทุเลาลงแล้ว




วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ปวดตุบตุบบริเวณกล้ามเนื้อ

คุณเคยไหม
 มีอาการปวดตุบๆบริเวณกล้ามเนื้อหรืออวัยวะที่เกิดจากอุบัติเหตุ จากการโดนกระแทก โดนชน โดนฟาด  ซึ่งการที่ร่างกายเราเกิดการกระทบนี้ ทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บ และทำให้เลือดลมที่ปกติไหลเวียนออกนอกกายได้ เกิดอาการขัดขึ้นมา
   การหายใจทางจมูกนั้น ที่จริงแล้วก็เป็นทางเข้า-ออกของลมในกายเราทางหนึ่ง เป็นทางที่ลมหรืออากาศจะไหลผ่านมาทางจมูก ผ่านหลอดลม เข้ามาที่ปอดโดยตรง ปอดก็จะแยกเอาก๊าซอ็อกซิเจนไปใช้งาน ไปฟอกเลือดเสียให้เป็นเลือดดี หลังจากนั้นปอดก็จะคลายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา เป็นลมหายใจออก
    ปกติแล้วในร่างกายคนเรา ลมในกายเราสามารถไหลเวียน เข้าและออก ได้ทุกรูขุมขน ตามข้อต่างๆ ของร่างกาย  เมื่อร่างกายเราถูกกระทบ ไม่ว่าจะโดนตี โดนรถชน หกล้มมือไปยันพื้น ก้นกระแทก
    ทุกๆการกระทบ กล้ามเนื้อจะบาดเจ็บ ตึง บวมขึ้นมา ทำให้ลม ซึ่งปกติแล้วจะไหลเวียนเข้าออกได้ทุกๆรูขุมขน เมื่อเกิดการกดทับจากกล้ามเนื้อ ปิดรูขุมขนบริเวณนั้น ทำให้เรารู้สึกว่าบริเวณที่บาดเจ็บ จะมีอาการปวดตุบตุบ ทรมาน
     อาการที่ว่านี้ก็คือ การไหลเวียนของลมบริเวณที่กล้ามเนื้อเราบาดเจ็บ ลมขัด ไหลเวียนต่อไปไม่ได้ ทำให้ลมไปอั้นอยู่บริเวณนั้น แล้วไปกดทับกล้ามเนื้อบริเวณนั้น ทำให้เรามีอาการปวดตุบตุบ อาการนี้จะค่อยๆหายไป เมื่อลมที่ขัดอยู่บริเวณนั้นได้แผ่ออกไปบริเวณอื่น ในร่างกาย เป็นเพียงแค่ลมเปลี่ยนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ลมที่ว่านี้ยังไม่สามารถไหลออกไปนอกกายได้ ( เปรียบเปรยก็คือ ลมชุดนี้เข้ามาในกายแล้ว แต่ลมชุดนี้ไม่สามารถไหลออกนอกกายได้ ยังคงวิ่งพล่าน วนอยู่ในกาย รอโอกาสที่จะได้ไหลออกนอกกาย )
ยกตัวอย่าง เหมือนกับนกบินเข้ามาในห้อง ที่หน้าต่างเป็นกระจกใสทุกบาน มีหน้าต่างหนึ่งบานที่ไม่ได้ใส่กระจก เราเคยเห็นว่านกบินชนกระจกหลายครั้ง เพื่อที่จะออกไปนอกห้อง แต่ก็ยังออกไปไม่ได้ ล่วงหล่นลงมาที่พื้นห้อง ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเมื่อนกตัวนั้นเปลี่ยนทิศทาง บินไปยังช่องหน้าต่างที่ไม่ได้ใส่บานกระจก นกก็บินออกไปได้ในครั้งเดียว
      สื่อให้เห็นว่า การที่ลมเกิดอาการขัดขึ้นมา ลมไหลเวียนไม่เป็นปกติ เนื่องจากการที่รูขุมขน อุดตัน จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ลมที่จะต้องออกจากกายตามรูขุมขน เมื่อออกไม่ได้ ก็เหมือนกับนกที่บินชนกระจกและทุกๆครั้งก็จะล่วงลงพื้น ( จึงมีอาการปวดตุบตุบ ) และเมื่อเราทำให้ลม เคลื่อนไหลออกนอกกาย ตามรูขุมขน ตามข้อต่างๆได้ อาการปวดตุบตุบนี้ก็จะหายไปเอง


วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ลมที่ไม่ไหลออกนอกกาย

ลมที่ไม่ไหลออกนอกกาย
   เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ทดสอบและเป็นเครื่องยืนยัน ในสิ่งที่ผมเคยกล่าวถึงในบทความที่ผ่านมา ว่าการนวดผ่อนคลาย การนวดแก้อาการ การกดจุด การฝังเข็ม การจัดกระดูก และหลังสุดนี้ที่จะพูดถึงในวันนี้ก็คือการตอกเส้น ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับการบำบัดอาการทางกล้ามเนื้อ เส้น ผังผืด การไหลเวียนของเลือดลม ทำให้เกิดการสมดุลขึ้น
    และที่ผมเคยบอกว่า การบำบัดโดยวิธีต่างๆ การไหลเวียนของลมในกาย ยังไหลเวียนไม่สมบูรณ์ คือลมที่ไหลเวียนนี้ส่วนมากยังไม่สามารถไหลออกนอกร่างกายได้ ลมที่เคลื่อนตัวนี้แค่เปลี่ยนบริเวณจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เมื่อลมออกจากที่เดิมก็จะทำให้บริเวณนั้นมีอาการเบาลง และบริเวณที่ลมเคลื่อนไปก็จะมีความแน่น อึดอัดเพิ่มขึ้น เช่นเมื่อเราไปนวดที่บ่า เมื่อนวดกดลงบนบ่า บ่าจะเบาโล่งขึ้นแต่เราจะรู้สึกว่า หลังเอวเราตึงแน่นขึ้นมาเนื่องจากลมที่เปลี่ยนที่จากจุดที่โดนกด มาตามแนวเส้นที่ต่อเนื่องกันคือแนวหลังใต้แนวสะบัก แนวเอว สลักเพชร ฯลฯ  แล้วอีก 2-3วัน ลมที่หนีลงมาที่เอวก็จะทยอยไหลกลับไปที่บ่า ซึ่งแน่นน้อยกว่าเพราะเพิ่งจะนวดลมให้คลายออกไปคาอยู่ที่เอว จึงทำให้เรามีอาการปวดที่บ่ากลับมาเหมือนเดิม
      ที่เกริ่นขึ้นมานี้เพื่อให้เห็นว่า สิ่งที่เจอในวันนั้น ลมเป็นคำตอบที่ทำให้การบำบัดโดยการนวดจัดกระดูกและตามด้วยการตอกเส้นในวันนั้นของคนไข้ผู้ชาย ไม่เบาโล่งทั่วร่างกาย สบายบ่า ส่วนหลัง เอวแน่นปวดเหมือนถูกกระแทกแรงลงมาตรงหลังใต้แนวสะบัก ตัดขวางเข้ามาที่กระดูกสันหลังข้อบริเวณเอว ทำให้มีอาการปวดค้างอยู่ที่เอว ซึ่งก็คือ  ลมที่วิ่งจากบ่าลง มายังไหลเวียนออกนอกกายไปถึงที่สุดของแนวด้านล่างไม่ได้คือแนวขา ลมไปค้างอยู่ที่เอว
      จึงนวดไล่บริเวณแนวเส้นข้างขาด้านในเพื่อให้ลมไหลเวียนออกจากบริเวณเอว สุดท้ายเมื่อลมไหลเวียนผ่านเอวลงมาได้ อาการปวดค้างอยู่ที่เอวก็หายไปเองในช่วงเวลาสั้นๆ
 ส่วนคนไข้หญิง 3-4คนที่ได้รับการบำบัดด้วยการนวดจัดกระดูกและตามด้วยการตอกเส้น ปรากฏว่าเบาหมดทั้ง 3-4คน เพราะอาการขัดของลมที่มาจากแนวเส้นนี้ซึ่งมาจากการที่เราใช้งานอวัยวะส่วนบนของร่างกายคือคอ บ่า ไหล่ ศีรษะ อาการเส้นนี้ยังไม่เรื้อรังมาก ทำให้เมื่อตอกเส้นลงมาลมที่วิ่งลงมาตามแนว วิ่งผ่านมาออกตามข้อต่างๆ ตลอดไปจนถึงนิ้วเท้า จึงทำให้ตอกเส้นแล้วเบาไปทั้งตัว

    ส่วนคนไข้ชาย มีอาการสะสมในแนวนี้มากกว่า ส่วนมากแล้วผู้ชายจะเกิดจากการยกของ ทำให้ปวดหลังปวดเอว อาการก็ไปคาอยู่ที่เอว พอตอกเส้นลงไป ลมก็วิ่งลงไปจากบ่าเหมือนกัน แต่วิ่งไปติดคาอยู่ที่เอว จึงทำให้เกิดอาการปวดแน่นขึ้น ซึ่งจริงๆแล้วก็คืออาการเริ่มต้นของ หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ทำไมต้องขอขมาเจ้ากรรมนายเวร

ทำไมต้องขอขมาเจ้ากรรมนายเวร
    ถ้าจะบอกว่าการป่วยไข้ของคนเรานั้น มาจากเจ้ากรรมนายเวร ถ้าเจ้ากรรมนายเวรเขายังไม่อโหสิกรรมให้เรา ต่อให้มีโอกาสได้รับการรักษากับหมอหรือการรักษาโดยทางเลือกใดๆ การป่วยไข้นั้นก็มิอาจได้รับการบำบัดให้หายได้ ยิ่งรักษาก็จะยิ่งหนักขึ้น ค่าใช้จ่ายก็แพง
    แต่ถ้าหากเจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้ การรักษาที่เรื้อรังของเรา อาการก็จะค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ จนหายเป็นปกติ
     ที่เกริ่นเรื่องการขอขมา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และเจ้ากรรมนายเวรที่เราเคยเบียดเบียนเขามาในอดีต เพราะการนวดแก้อาการก็คือการนวดเพื่อทำให้อาการเจ็บปวดของร่างกายหายไป และการที่ความเจ็บปวดหายไปก็คือการที่เจ้ากรรมนายเวรเขาอโหสิกรรมให้เรา ไม่เบียดเบียนเราอีก เมื่อบำบัดแล้วการเจ็บปวดก็จะหายไปเอง
      การนวดเส้นก็คือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ ถ้าลมไม่ไหลเวียนในกาย ลมขัดตรงไหนก็ไปกดทับกล้ามเนื้อ อวัยวะบริเวณนั้น ทำให้เจ็บปวด ดังนั้นถ้าลมไหลเวียนดี ลมไม่ขัดบริเวณอวัยวะและกล้ามเนื้อ ความดันของลมที่ไปกดทับมีน้อยลง อาการปวดก็จะทุเลา และหายไปเอง
      ในส่วนของการนวดไล่ลมนี้ เมื่อนวดแล้ว ถ้าลมในกายไหลเวียนดี คือไหลออกตามข้อกระดูกต่างๆ เริ่มจากขาเป็นรยางค์แรก
      แล้วลมจะเริ่มวิ่งร้อนออกปลายนิ้วเท้า ต่อจากนั้นจะเริ่มร้อนขึ้นไปบนลำตัว ร้อนผ่านบ่า-ไหล่ ลมจะวิ่งร้อนออกมือไปออกปลายนิ้วมือ เป็นระยางที่สอง
       และลมจะเริ่มร้อนวิ่งผ่านต้นคอ ศีรษะ  วิ่งร้อนไปออกที่กระหม่อมเป็นระยางที่สามเป็นจุดสุดท้ายของร่างกาย
       เมื่อใดที่ลมร้อนวิ่งผ่านออกนอกร่างกายตามข้อกระดูก ตามปลายระยางต่างๆ อาการปวดของเราก็จะเบาและหายไปเอง
         ที่เกริ่นว่า ทำไมต้องขอขมาเจ้ากรรมนายเวร เพราะมีกรณีหนึ่งที่คนไข้ คนเดียวกัน คนนวดก็คนเดียวกันคือผม วิธีนวดก็วิธีเดียวกันคือนวดไล่ลม การนวดทั้ง2ครั้งนั้นมีระยะเวลาห่างกันประมาณ 1ปี สิ่งที่ต่างกันคือการยอมให้มีการรักษาของเจ้ากรรมนายเวร
          คนไข้มีอาชีพดูแลผู้ป่วยสูงอายุ มีอาการปวดเมื่อยจากการทำงาน ในครั้งแรกที่นวด คนไข้บอกหลังจากนวด ( มารู้หลังจากที่นวดครั้งที่2แล้ว) ปวดทั้งเวลาที่นวดโดนกายโดนเส้น และยังปวดต่อเนื่องไปอีกหลังจากไม่ได้แตะที่กาย จนการนวดครั้งนั้นเสร็จ คนไข้บอกว่าระบมไปประมาณ 2-3 สัปดาห์ คนไข้จึงไม่กล้าที่จะนวดกับผมอีกเลยตั้งนั้นมา
          จนกระทั่งเวลาผ่านมาประมาณ1ปี  ก็มีโอกาสได้นวดคนไข้รายเดิมนี้อีกครั้ง แต่การนวดครั้งนี้ต่างกับครั้งก่อนโดยสิ้นเชิง คือปวดเวลาที่นวดโดนกายโดนเส้น ลมก็วิ่งร้อนออกปลายเท้า เวลาที่ไม่ได้แตะที่กายที่เส้นอาการปวดก็หายไป เบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็น  จนการนวดครั้งนั้นเสร็จ คนไข้บอกว่าไม่มีอาการระบมอีก
           สิ่งที่ต่างกันคือครั้งหลัง นวดแล้วลมวิ่งร้อนออกปลายเท้า คนไข้ตัวเบาสบาย ไม่มีการระบม
                แล้วลมพาอะไรออกไป


    

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ขอขมาพระรัตนตรัย



เมื่อ2เดือนที่แล้ว ได้กล่าวถึงบทที่เกี่ยวกับการขอขมา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอขมา เจ้ากรรมนายเวรในภพชาติต่างๆ และบทอธิษฐานถอดถอนวิชา อาคม มนต์ดำ คุณไสย หรือการถอดถอนคำอธิษฐานใดๆ ที่มีมาในอดีตที่ทำให้เรามีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย และขวางการเจริญสมาธิของเรา
     ที่ต้องมีการขอขมา และการถอดถอนมนต์ดำ คำอธิษฐานใดๆ ในอดีตชาติจนถึงปัจจุบัน ก็เพราะในทางพุทธศาสนา การที่ดวงจิตยังไม่นิพพาน ก็จะยังเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ และการที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และการที่ธาตุทั้งสี่มีปัญหาขาดการสมดุล ก็เนื่องมาจากการเบียดเบียนของเจ้ากรรมนายเวรที่เราไปกระทำเขามาในอดีตชาติ  ในภพชาติต่างๆที่ผ่านมา
      และในเวลานี้ เมื่อถึงเวลาที่เจ้ากรรมนายเวรที่อาฆาต ผูกใจเจ็บในการกระทำของเรา ที่ไปกระทำต่อเขา ได้มาเบียดเบียนเรา ในลักษณะที่ทำให้เราเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็น
ธาตุดิน อาการที่เกิดกับแขนหัก ขาหัก โรคผิวหนัง ฯลฯ
ธาตุน้ำ อาการเกื่ยวกับเลือด น้ำเหลือง  ฯลฯ
ธาตุลม  อาการเกี่ยวกับลมขัดตามเส้น ลมจุกเสียด  ฯลฯ
ธาตุไฟ  อาการหนาวๆร้อนๆ สะบัดร้อนสะบัดหนาว ฯลฯ
       ดังนั้นเมื่อเจ็บป่วย การที่เราได้ขอขมา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเคยล่วงเกิน หรือ ขอขมาเจ้ากรรมนายเวร ที่เราเคยเบียดเบียนมาในอดีตชาติ ในบางครั้งการเจ็บป่วยของเราจะทุเลาจนหายไป หรือจากที่เคยรักษามาอย่างเรื้อรัง ในที่สุดก็สามารถรักษาอาการนั้นจนทุเลา และหายไปได้
                    --------------------------------------------------------------
                                        นะโม 3 จบ ...  
     พุทเธ ธัมเม สังเฆ ปะมาเทนะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต    
     พุทเธ ธัมเม สังเฆ ปะมาเทนะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต      
     พุทเธ ธัมเม สังเฆ ปะมาเทนะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต                                                          
                                             
    ////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////  
                                         นะโม 3 จบ ...  
        ด้วยอานุภาพ คุณพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ พระศรีอริยเมตไตรย พระอุปคุต หากข้าพเจ้าเคยทำผิดต่อคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วย กาย วาจา ใจ ไม่ว่าจะในภพใดชาติใดก็ตาม ด้วยการประมาทพลาดพลั้ง ปรามาส ลบหลู่ ดูหมิ่น ล่วงเกิน  เบียดเบียน ทำร้าย ผู้ใดให้ได้รับทุกข์ทางกายและใจ  เคยทำลายศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนธรรม หรือเคยขวางการกระทำกรรมดี ขวางการปฏิบัติธรรม ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระอริยสงฆ์ มีองค์หลวงปู่เจือ สุภโร เป็นที่สุด พระโพธิสัตว์ พระอริยบุคคล ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม ผู้มีฌาน มีอภิญญา ผู้มีศีลมีธรรม รวมถึงบิดามารดา ครูบาอาจารย์ บรรพบุรุษ วงศาคณาญาติ ภรรยาสามี พี่น้องลูกหลาน ผู้มีพระคุณ บริวาร เทพพรหมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้ากรรมนายเวร ศัตรูหมู่มาร ทั่วโลกทั่วจักรวาล
     ข้าพเจ้ากระทำไปด้วยความโง่ความหลง บัดนี้ข้าพเจ้ารู้เห็นโทษนั้นแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายโปรดอดโทษเว้นโทษให้แก่ข้าพเจ้า นับแต่บัดนี้ตราบเข้าสู่ มรรคผล นิพพาน เทอญ     
                                                .....................

       ด้วยข้าพเจ้า ปรารถนาที่จะปฏิบัติตามธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากในภพใดชาติใดได้เคยร่ำเรียน เดรัจฉานวิชา เวทมนต์ คาถา อาคม มนต์ดำ คุณไสย อักขระ เลขยันต์ มนต์กาม มนต์เสน่ห์ ทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะได้วิชาเหล่านี้แล้ว ขออธิษฐานถอดถอนออกหากยังมีติดอยู่ในจิต ในกาย ในอวัยยวะภายในทั่วอาการ32 ของข้าพเจ้าและเคยทำใส่หรือผูกมัด กักขังดวงจิตดวงวิญญาณใดก็ตาม ขอปลดปล่อยท่านทั้งหลายให้เป็นอิสระและที่ทำใส่ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ แร่ธาตุทุกชนิดทุกจำพวก ทั่วโลกทั่วจักรวาล หรือมีผู้ใดทำใส่ผูกมัดรัดกายรัดจิตข้าพเจ้า ก็ขอให้เสื่อมสลายมลายสิ้นไป กลับเป็นธาตุบริสุทธิ์ ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก รวมถึงที่ ผูกรัก ผูกใคร่ ผูกหลง ผูกพิศวาส สาปแช่ง อาฆาตแค้น พยาบาท จองเวร จองกรรม คำสัญญาสาบาน คำอธิษฐานใดๆ ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ที่ขวางต่อการปฏิบัติ ขอให้เสื่อมสลายเป็นโมฆะ ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระต่อกัน
       กราบขอขมาขออโหสิกรรม ทุกกรรมที่เคยกระทำไปด้วยความโง่ความหลง บัดนี้ได้สำนึกผิดแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลาย ได้โปรดอดโทษและอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้า ขอบุญกุศลที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญมา จงเข้าไปอยู่ในกายในจิตของท่านทั้งหลาย ให้ท่านทั้งหลายมีความสุขพ้นจากทุกข์ และขออาราธนาเทพพรหมทั้งหลายที่ได้มรรคผลแล้วได้โปรดอนุเคราะห์ดวงวิญญาณเหล่านั้นให้ได้มรรคผลเฉกเช่นเดียวกับท่านทั้งหลายด้วยเถิด

       ด้วยอานุภาพคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์ สาธุ ๆ ๆ