วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ท่านอนตะแคง บำบัดอาการไมเกรน ( ตอน 5)

ท่านอนตะแคง บำบัดอาการไมเกรน ( ตอน 5)





การนวดไล่ลม เป็นการนวดตามแนวเส้น แค่จุดเดียวก็สามารถขับเคลื่อนลมในแนวเส้นที่ขัดอยู่ตามท่อนกระดูก ให้ไหลเวียนออกไปนอกร่างกายได้
อาการไมเกรน เป็นอาการที่เกิดจากการไหลเวียนของเลือดลม บนส่วนบนของร่างกายไม่ค่อยดี อาการเริ่มต้นที่คอ-บ่า-ไหล่
แขนตึง บ่าตึง ต้นคอตึง กล้ามเนื้อตึงแข็ง เกิดจากการที่กล้ามเนื้อล้า แข็ง แน่น แนวเส้นที่ลากผ่านบริเวณนี้จึงโดนกดทับ ทำให้เลือดลมไหลไม่สะดวก
แนวเส้นที่เราจะใช้นวดแก้อาการไมเกรนนี้ จึงมีแนวหลักๆที่ต้องนวดคือ
1. แนวนอนตะแคง
2. แนวนอนคว่ำ
เพราะเส้นนี้ตึงจากฝ่าเท้า ส้นเท้า เอ็นร้อยหวาย กลางปลีน่อง ขาท่อนบน
ก้นกบ กระเบนเหน็บ เอว แนวหลังติดกระดูกสันหลัง แนวต้นคอ ศีรษะ
( หน้าผาก)
3. นวดแนวนั่ง
เพราะบ่าตึง จึงรั้งขึ้นต้นคอ
4. นวดแขน
เพราะมือตึง แขนตึง จึงรั้งไปที่บ่า ที่คอ
อาการที่เกิดจากเส้นที่นอนตะแคงนวด เป็นอาการที่เกิดจากด้านบนของร่างกาย มาจาก คอ บ่า ไหล่ แขน สะบัก หลัง เอว ทิศทางของลมจะวิ่งจาก คอ บ่า ไหล่ ลงมารวมอยู่ที่สะบัก วิ่งลงมาที่แนวหลังใต้แนวสะบัก วิ่งตัดขวางเข้าเอว ( หมอนรองกระดูกเอว )
การบำบัดให้ลมในแนวเส้นนี้ไหลเวียนออกนอกกายได้ จึงเป็นการเคลียร์ในส่วนของลมที่ขัดอยู่ในแนวเส้นนี้ให้ไหลออกนอกกาย
นวดแนวนอนตะแคง แนวเส้นที่เราจะใช้นวด
1.เส้นข้างขาด้านใน
2. เส้นหน้าแข้งด้านใน
3.ประตูลมข้างตาตุ่มใน
4. แนวฝ่าเท้า ใต้ร่องแนวระหว่างนิ้วโป้ง กับนิ้วชี้
เรากดนวดลงบนแนวเส้นบริเวณขาท่อนบน ( ใกล้ขาหนีบ ) ลมวิ่งร้อนออกที่ปลายเท้าได้ ย่อมหมายถึงความหนาแน่นของลม หรือความดันลมที่อยู่ในแนวขามีความดันของลมที่น้อยลง ส่งผลให้ความดันลมของแนวที่อยู่ด้านบนร่างกายในแนวเส้นนี้ ตั้งแต่จุดที่เหนือขึ้นไปยังมีความดันลมที่สูงกว่าด้านล่าง
ลมที่อยู่ด้านบนร่างกายในแนวเส้นนี้ ตั้งแต่ศีรษะ คอ บ่า ไหล่ แขน สะบัก หลังใต้แนวสะบัก เอว สลักเพชร ก็จะแพร่ลงไปยังแนวขาที่มีความดันของลมลดลงจากการนวดแล้วร้อนออกปลายเท้า
จึงทำให้ลมตามแนวเส้นที่กล่าวมา มีความดัน ณ.บริเวณนั้นลดลงมาเรื่อยๆ จากด้านล่างขึ้นไป จนในบางครั้งแค่เรากดเส้นนี้จนลมร้อนลงขาแล้ว อาการคอบ่าไหล่ก็เบาขึ้นทั้งๆที่เรายังไม่ได้นวดคอบ่าไหล่

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

แก้อาการล้มหงายหลัง

แก้อาการล้มหงายหลัง

    เป็นอาการที่เจออย่างปัจจุบันทันด่วน เมื่อวานนี้พี่สาวผมลื่นล้มหงายหลัง หลังกระแทกพื้น ดีที่ว่าศีรษะ และก้นกบไม่โดนกระแทก อาการโดยหลักที่มีคือ หลังยอก เจ็บตึงเหมือนระบม นอนหงายไม่ได้  บริเวณเอว บริเวณแผ่นหลัง แนวสีข้าง แนวท้าวสะเอว และมีอาการปวดตึงแนวแขน ต้นคอ
      ปกติแล้ว ผมจะมีการนวดไล่ลมแก้อาการเดิมๆที่พี่สาวมีอยู่ คือตึง ปวดเส้นเนื่องจากทำงานบ้านมาตลอด จนปัจจุบันอายุ 61ปีแล้ว
     หลังจากลื่นล้มแล้ว มีอาการยอก นอนหงายไม่ได้ เจ็บตึงเหมือนระบม บริเวณเอว บริเวณแผ่นหลัง แนวสีข้าง แนวท้าวสะเอว ก่อนอื่นได้บอกให้พี่สาวกินสมุนไพรแคปซูล เถาเอ็นอ่อน เพื่อปรับระบบลมในร่างกายทั้งหมดที่ขัดในขณะที่ล้ม ให้ไหลเวียนได้ดีขึ้นก่อน ที่จะมีโอกาสนวดบำบัด
       หลังจากนั้นประมาณ 4 ชม ถึงได้มีโอกาสที่จะนวดบำบัดให้ ซึ่งในเรื่องของการนวดไล่ลมนั้น เมื่อล้มและขัดยอกอยู่บริเวณหลัง เอว เราไม่สมควรไปกดนวดบริเวณนั้น เราเพียงแต่ไล่ลมที่ขัดอยู่ในแนวที่โดนกระแทกเท่านั้น โดยในกรณีนี้ ได้เริ่มต้น
        ให้นอนคว่ำ แก้แนวหลังที่ตึงมาจากขา แนวหลังติดกระดูกสันหลัง เพื่อดึงลมที่อั้นอยู่ตอนที่ล้มให้ไหลเวียนออกนอกกาย
       ให้นอนตะแคง เพื่อไล่ลมที่ตึงมาจากด้านบนร่างกาย แนวหลังใต้แนวสะบัก แนวเอว แนวเอวตัดขวาง แนวสลักเพชร
         ให้นั่งเพื่อไล่ คอ บ่า ไหล่  แขน
      หลังจากนวดไปถึงตอนนี้ พี่สาวสามารถนอนหงายได้แล้ว จึงทำการนวดแนวหน้าขา แนวต้นขา แนวข้างขาด้านนอก ( ตึงขึ้นสีข้าง )  แนวหน้าแข้ง 
และเมื่อกดนวดเป็นเวลาประมาณ 2 ชม บริเวณแนวที่มีอาการมีอาการตึงน้อยลง  ส่วนอาการที่เหมือนช้ำ อักเสบก็ยังมีอยู่ ลดลงไปประมาณ 10-20 % เท่านั้น เวลาขยับก็ยังมีอาการเคล็ดขัดยอกอยู่ เมื่อนวดเสร็จจึงให้นอนพัก
     ปกติแล้วถ้าเราล้มฟาดลงมา วันรุ่งขึ้นส่วนมากจะมีอาการตึงยอกไปทั้งตัว แต่ในรายของพี่สาวผม เช้าวันนี้  ตื่นขึ้นมายังเดินเหินได้ปกติ นอนหงายได้ แต่ยังมีอาการยอกลึกๆ บริเวณแนวท้าวสะเอว  จึงทำการนวดซ้ำอีก 2รอบ คือตอนเช้า และตอนค่ำ
      นวดตอนเช้า ซ้ำแนวนอนคว่ำ นอนตะแคง นอนหงาย ปรากฏว่าอาการตึงของแนวเส้นก็เบาลง และอาการยอกที่เอวก็เบาลงเล็กน้อย แต่มีข้อสังเกตว่า ตั้งแต่เมื่อวาน จนถึงวันนี้ตอนเช้า เวลาเหยียบ จุดที่เหยียบร้อน แต่พอเวลายกให้ลมวิ่งนั้น ไม่มีการเคลื่อนตัวของลมในกาย
       แต่พอนวดตอนหัวค่ำ ซ้ำเป็นครั้งที่3 ปรากฏว่าเวลากดในแนวท่านอนหงาย คว่ำ ตะแคง เวลากดลงที่ต้นขา มีอาการตึงกระทุ้งไปตรงแนวที่ล้มกระแทก อาการของเส้นหย่อนลง และหลังจากยกให้ลมวิ่งนั้น ลมเริ่มวิ่งร้อนลงมาถึงหัวเข่า นั่นแสดงว่าอาการขัดของลมกำลังคลายตัว ลมเริ่มที่จะไหลออกมาที่หัวเข่า ต่อไปก็จะไหลออกข้อตาตุ่ม ข้อเท้า นิ้วเท้า และต่อไป ลมก็จะทะลวงขึ้นแนวสะโพก เอว หลัง บ่า ฯลฯ อาการที่เกิดจากลมฟาดแผ่นหลัง จนทำให้ลมหยุด ก็จะคลายออกได้ตามแนวทางการนวดไล่ลมนี้

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2560

ตัวอย่าง อาการกระดูกทับเส้น

กรณีตัวอย่าง หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา

 คุณเบ๊นซ์ คือชายอายุ31ปี ซึ่งผมได้เชิญให้เข้ามาเป็นสมาชิกในกลุ่มนวดไล่ลม 2559 อยู่แถวพระประแดง จ.สมุทรปราการ เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการแนะนำจากคนรู้จัก ที่เคยได้รับการบำบัดอาการ โดยการนวดไล่ลมจนอาการยกแขนไม่ขึ้นหายไป
        คุณเบ๊นซ์ ก็เหมือนคนทั่วๆไปที่ทำงาน คือมีอาการปวดเมื่อย ปวดหลังปวดเอวบริเวณซีกขวาที่สุด จนในที่สุดประมาณเดือนธันวาคม2559ทำงานไม่ได้ หยุดพักรักษาตัว อาการที่คอบ่าไหล่ ของลำตัวถึง แนวหลัง อาการดูเหมือนทุเลาลง แต่เริ่มจะมีอาการขัดที่สะโพก (สลักเพชร) นั่งพื้นแล้วลุกไม่ขึ้น
     จนกระทั่งอาการล่าสุดก่อนที่จะได้นวดไล่ลม ตอนเช้าตื่นนอนแล้วตึงปวดไปทั้งซีกขวา อาการปวดร้าวลงไปถึงนิ้วก้อยเท้า ยืนเดิน จนทำให้กิจวัตรประจำวันที่เคยทำได้ก็ทำไม่ได้ ขี่รถจักรยานยนต์ก็ไม่ได้ จะสะเทือนไปตามแนวเส้นประสาทขาถึงแนวนิ้วก้อยเท้า งานการก็ทำไม่ได้
    นวดบำบัดอาการโดยนวดไล่ลมในครั้งที่ 1 เมื่อ23มกราคม2559  ใช้เวลานวด2ชั่วโมง อาการที่เกิดขึ้นนี้ เกิดจากเส้นนวดในแนวนอนตะแคงเป็นหลัก
 จึงเริ่มต้นการนวดจากการให้คนป่วยนอนคว่ำ ไล่ลมเส้นนี้เพื่อให้อาการตึงที่มาจากด้านล่าง ฝ่าเท้า ส้นเท้า น่อง ขาท่อนบน ลมแน่นท้อง ลมเสียดลิ้นปี่ อาการตึงแนวเส้นหลังติดกระดูกให้คลายตัวลง
    แล้วจึงให้คุณเบ๊นซ์นอนตะแคง เพื่อไล่ให้ลมที่มาจากด้านบนของลำตัวให้ไหลเวียนออกนอกกาย โดยการเน้นกดลงบน
   แนวเส้นข้างขาด้านในท่อนบน
   แนวเส้นหน้าแข้งด้านใน
   เปิดประตูลมที่ตาตุ่มใน
   แนวฝ่าเท้าใต้ร่องนิ้วโป้ง-นิ้วชี้
กดให้ลมวิ่งผ่านออกหัวเข่า ออกข้อเท้า วิ่งผ่านออกนิ้วเท้า และเมื่อกดไล่แนวเส้นทั้งหมดนี้ จนร้อนวิ่งออกปลายนิ้วโป้งแล้ว ต่อไปเมื่อกดนวดไปตามแนวเส้นเดิม เวลาที่กดลงไปที่แนวเส้นบริเวณขา จะเริ่มมีการกระทุ้งขึ้นไปด้านบนเหนือจุดที่กดคือสะโพก (สลักเพชร)เมื่อคลายการกดน้ำหนักลงบนแนวเส้น สักพักหนึ่งก็จะเริ่มมีลมไหลจากจุดที่กดวิ่งร้อนลงปลายเท้า และในเวลาเดียวกันก็จะมีลมวูบแผ่วๆวิ่งไหลขึ้นไปที่สะโพก
     และเมื่อเรายังคงกดลงบนแนวเส้นตะแคงจุดเดิมๆ ลมที่วิ่งออกปลายเท้าก็ยิ่งร้อนมากขึ้น พร้อมกับลมที่วิ่งขึ้นสะโพกก็จะเริ่มร้อน ในขณะนั้นบริเวณเอวก็จะเริ่มมีอาการตึงปวดจากการกระทุ้งของลมที่เรากดนวดอยู่
       จากที่เคยบอกแล้วว่า อาการกระดูกทับเส้น คืออาการของลมที่เคลื่อนย้ายจากแนวด้านบนของร่างกายคือ คอ-บ่า-ไหล่ มาขัดอยู่ที่เอว ดังนั้นเมื่อเรานวดไล่ลมในแนวนี้ ลมที่วิ่งออกจะย้อนศรกลับไปด้านบน พอลมกระทุ้งกลับมาถึงเอวซึ่งเป็นจุดที่ลมไปกองสะสมอยู่ ( จนทำให้มีแรงดัน ความดันของลมไปดันไปกดทับหมอนรองกระดูกให้เคลื่อนออกจากแนวกระดูกสันหลัง ไปกดทับเส้นประสาทขา ) เมื่อลมไหลเวียนออกตามข้อ ออกไปปลายเท้า
     ต่อไปลมที่เคยวิ่งออกปลายเท้า ต่อไปก็จะวิ่งออกปลายเท้าพร้อมกับวิ่งร้อนขึ้นสะโพก และลมวิ่งร้อนขึ้นเอว ลมที่ขัดอยู่บริเวณเอวจะค่อยๆคลายตัว
     เอว ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทขา เมื่อลมที่ขัดคลายตัวลง อาการเสียวแปลบตามแนวเอว และแนวเส้นประสาทขา คือบริเวณสะโพก ขา และตาตุ่มนอก นิ้วก้อย ก็จะค่อยๆหายไป โดยที่เราไม่ต้องไปกดนวดแนวเอว สะโพก แนวขาที่ปวดร้าว
   หลังจากที่นวดคุณเบ๊นซ์ไปในวันนั้น อาการดีขึ้น ยืนเดินได้ปกติ แต่ยังมีอาการขัดตรงสะโพกเล็กน้อย และตอนตื่นนอนอาการตึงตามเส้นก็หายไป จนกระทั่งอีก2วัน วันพุธที่25 อาการกำเริบขึ้นตามแนวเส้นและตามแนวเส้นประสาทขา จึงนัดนวดซ้ำครั้งที่2อีก1ชั่วโมง เน้นนวดแนวเส้นข้างขาด้านใน ไล่จนลมวิ่งร้อนออกเท้า วิ่งร้อนผ่านเอวในเวลาเดียวกัน
    จนวันนี้วันที่28ผ่านมาอีก3วัน คุณเบ๊นซ์บอกว่าอาการปวดหายไป ยังมีอาการหน่วงๆอยู่ที่แนวเอว เดินได้ ขี่จักรยานยนต์ได้ นอนตื่นไม่มีอาการตึงเหมือนเดิม

     ผมจึงขอยืนยันว่า ขัดที่สะโพก ขาเสียวชาถึงปลายนิ้วก้อยเป็นอาการที่เส้นประสาทขาโดนกดทับ เมื่อเราแก้ลมที่อั้นในเส้นนี้ให้ไหลเวียนออกนอกกายได้ อาการเรื้อรังที่แก้ไม่ได้ ก็จะค่อยๆทุเลาและหายไปเอง 

วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ทางเดิน ลมในกาย

ทางเดินลม ในกายของเรา

       ร่างกายเราตามปกติ ลมจะเข้าออกกายเราได้ตามรูขุมขน ตามข้อกระดูกต่างๆ ตามทวารต่างๆ  ลมมิได้เข้ามาในร่างกายทางจมูกเท่านั้น เพียงแต่จมูกเป็นทางที่ลมจะไหลต่อเข้าไปที่ปอด เพื่อใช้ในการฟอกเลือดดำให้เป็นเลือดแดงเท่านั้น ส่วนลมส่วนต่างๆที่ไหลเวียนเข้ามา ไม่ได้มีผลต่อการหายใจ
     ในผู้ป่วยบางคน ตัวบวม แขนบวม ขาบวม ผิวตึง มัน เนื่องจากลมขัด ลมไม่สามารถออกตามรูขุมขน จึงทำให้ผิวหนังบริเวณท่อนกระดูกนั้นๆ บวม พองลมขึ้นมา
      การนวดไล่ลม เป็นการนวดตามแนวเส้น แค่จุดเดียวก็สามารถขับเคลื่อนลมในแนวเส้นที่ขัดอยู่ตามท่อนกระดูก ให้ไหลเวียนออกไปนอกร่างกายได้          ลมในกายเราจะขัดตามท่อนกระดูก  ลมจะออกได้ตามข้อกระดูก
     ทิศทางของลม จะไหลเวียนออกนอกกาย จากปลายเท้า ไปปลายมือ และศีรษะ เมื่อเราเริ่มนวดที่แนวขาท่อนบน ข้อแรกที่ลมจะเริ่มวิ่งผ่านคือข้อหัวเข่า ต่อจากนั้นก็เป็นข้อตาตุ่ม ข้อกระดูกเท้า ข้อนิ้วเท้า
     เมื่อเรานวดไล่ให้ลมในกายไหลออกปลายนิ้วเท้าแล้ว ลำดับต่อไปลมก็จะเริ่มไหลผ่านขึ้นแนวเหนือจุดที่เหยียบ ( แนวขาท่อนบน ) โดยที่ลมที่ร้อนออกปลายเท้าก็ยังมีอยู่ทุกครั้งที่นวด ด้านบนลมก็จะเริ่มไหลผ่านที่สะโพก เอว หลัง แนวสะบัก แนวบ่า แนวแขน แนวกระดูกข้อมือ แนวกระดูกมือ และแนวกระดูกนิ้วมือ สุดท้ายลมจะวิ่งร้อนออกตลอดแนวทั้งปลายนิ้วเท้าและปลายนิ้วมือ ในเวลาเดียวกัน
     ลำดับต่อไปลมก็จะเริ่มไหลผ่านขึ้นแนวกระดูกต้นคอ ผ่านเข้าไปในกะโหลกศีรษะ และสุดท้ายวิ่งออกทะลุศีรษะบริเวณกลางกระหม่อม
      สุดท้ายเรานวดไล่ลม เพียงแค่กดนวดแค่ตำแหน่งเดียว ลมจะวิ่งร้อนออกตลอดแนวทั้งปลายนิ้วเท้า ปลายนิ้วมือ และศีรษะ ในเวลาเดียวกัน

     แล้วท่านอนนวด แต่ละท่าจะช่วยบำบัดอาการ

วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ก้อนลมที่เต้านม กรณีที่เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อแขน

ผมขอแชร์ประสบการณ์คนป่วยอีกรายหนึ่ง ที่มีก้อนกลมๆ ตรงบริเวณเต้านมด้านติดกับรักแร้ คนป่วยมีความรู้สึกไม่แน่ใจว่าก้อนกลมๆที่อยู่บริเวณเต้านมนั้นคืออะไร เนื้องอกธรรมดา หรือเนื้อร้าย จนได้ลองนวดให้ลมเดิน ลมไหลออกนอกกาย ถึงได้รู้ว่าก้อนที่กดดูแล้วยุบลง เคลื่อนไหว และเปลี่ยนตำแหน่งได้ นั้นคืออาการที่เกิดจากการขัดของลมในกาย
คนป่วยรายนี้อยู่แถวจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นแม่ค้าที่ทำขนมขาย ต้องใช้แขนในการกวนขนมบนกระทะมาหลายปี มีอาการตึงบริเวณข้อมือ ตึงแขน ปวดบ่าอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว จนไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เกิดมีก้อนกลมๆเกิดขึ้นบริเวณเต้านม ซีกใกล้รักแร้ เวลาผ่านมาหลายเดือน ก้อนกลมๆที่เล็กอยู่นี้ก็ค่อยๆโตขึ้นมา มีขนาดเท่าลูกชิ้น เวลากดลงไปที่ก้อนกลมๆนั้นก็จะยุบลงไม่แข็งเป็นก้อน คนป่วยไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร กลัวว่าจะเป็นเนื้องอก ปรึกษาว่าจะไปพบแพทย์แผนปัจจุบัน กับแพทย์ที่เคยรักษากันประจำ
หลังจากที่พูดคุยเพื่อหาข้อมูล จึงสันนิษฐานว่าก้อนกลมนี้ เกิดจากการที่ลมขัด ลมไหลเวียนไม่ได้ในแนวแขน ซึ่งเริ่มเกิดตั้งแต่การที่คนป่วยใช้แรงในการกวนขนมในกระทะ ในเวลาหลายปีที่ผ่านมา อาการที่กล้ามเนื้อตั้งแต่มือ แขน บ่า แข็งตึง อ่อนล้า กล้ามเนื้อบาดเจ็บทำให้เลือดลมไหลเข้าแล้วออกนอกกายไม่ได้ จึงค่อยๆมีอาการขัด อาการตึงปวดตั้งแต่ปลายมือ แขน บ่าไหล่ จนถึงข้อบริเวณประตูลมที่แขน บริเวณไหปลาร้า และจากบริเวณที่เกิดก้อนกลมๆนั้นก็อยู่บนเต้านม ฝั่งติดกับรักแร้ ซึ่งเป็นบริเวณแนวต่อเนื่องที่อาการตึงสะสมจากมือเข้ามาถึงแนวบ่า
จึงสันนิษฐานว่า คืออาการขัดของลมตามแนวแขน เป็นการไหลเวียนไม่ได้ของลมในแนวท่อนแขนไปถึงบริเวณประตูลมแขน ใกล้ไหปลาร้า แล้วลมที่ขัดไปสุดที่เต้านมฝั่งรักแร้
ในผู้ป่วยรายนี้ เมื่อกดลงบริเวณแนวเส้นแขนเหนือข้อพับข้อมือ ระยะเวลาหนึ่งคนป่วยบอกว่า ที่ก้อนกลมมีเหมือนเหงื่อผุดออกมา และสักครู่หนึ่งขนาดของก้อนกลมเมื่อลองกดดู มีขนาดเล็กลง และนิ่มลงไปจากเดิม ทำให้ลมที่ขัดค้างคาอยู่ที่แนวแขน ประตูลมแขน จนถึงบริเวณเต้านม ไหลเวียนออกนอกกายได้เป็นปกติ ปรากฏว่าก้อนกลมๆ มีขนาดเล็กลง และค่อยๆยุบลงไป

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ก้อนลมที่เต้านม จากอุบัติเหตุ

ก้อนลมที่เต้านม กรณีที่เกิดจากการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ

        ผมขอแชร์ประสบการณ์คนป่วย ที่มีก้อนกลมๆ ตรงบริเวณเต้านมด้านติดกับรักแร้ คนป่วยมีความรู้สึกไม่แน่ใจว่าก้อนกลมๆที่อยู่บริเวณเต้านมนั้นคืออะไร เนื้องอกธรรมดา หรือเนื้อร้าย จนได้ลองนวดให้ลมเดิน ลมไหลออกนอกกาย ถึงได้รู้ว่าก้อนที่กดดูแล้วยุบลง เคลื่อนไหว และเปลี่ยนตำแหน่งได้ นั้นคืออาการที่เกิดจากการขัดของลมในกาย
      คนป่วยรายนี้อยู่แถวจังหวัดสมุทรปราการ เคยเกิดอุบัติเหตุเดินสะดุดจะไถลตกบันได ขณะเดินลงบันไดสะพานลอย บังเอิญใช้มือคว้าราวบันไดได้ทัน จึงทำให้ไม่กลิ้งตกลงไป แต่ทำให้มีอาการตึงบริเวณแขนนั้น
     หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านมาประมาณ 1 - 2 เดือน คนป่วยรู้สึกว่า บริเวณเต้านมด้านที่ติดกับรักแร้ มีก้อนกลมๆ ไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร กลัวว่าจะเป็นเนื้องอก ปรึกษาว่าจะไปพบแพทย์แผนปัจจุบัน กับแพทย์ที่เคยรักษากันประจำ หลังจากที่พูดคุยกันเพื่อหาข้อมูล จึงมีข้อมูลเบื้องต้นว่า
           ก้อนกลมนี้เกิดขึ้นหลังจากเกิดอุบัติเหตุ แขนกระชาก 1-2เดือนที่ผ่านมา
           ตำแหน่งของก้อนกลมอยู่ซีกเดียวกันกับแนวแขนที่เพิ่งเกิดอุบัติเหตุ
           ก้อนกลมไม่แข็ง ไม่เป็นก้อน เวลากดแล้วยุบ เคลื่อนเปลี่ยนไปตำแหน่งอื่นได้
     ในขั้นแรก สันนิษฐานว่าก้อนกลมนี้ เกิดจากการที่ลมขัด ลมไหลเวียนไม่ได้ในแนวแขน ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่เกิดการกระชากของแขน เพื่อดึงรั้งลำตัวไม่ให้ไถลตกบันได แรงที่เกิดจากการกระชากนั้นสะท้อนกลับเข้ามาในกายเราตามท่อนแขน ( แรงสะท้อนที่ว่านี้เหมือนกับเวลาที่เรายิงปืนไปข้างหน้า จะมีแรงสะท้อนผลักกลับตัวเราให้ถอยหลังไป ) สุดท่อนแขนก็คือประตูลมบริเวณรักแร้ แรงสะท้อนมาสิ้นสุดบริเวณแนวรอบๆข้อกระดูกแขนที่เชื่อมกับลำตัวบริเวณบ่า สะบัก ไหปลาร้า
     และบริเวณที่เกิดก้อนกลมๆนั้นก็อยู่บนเต้านม ซีกติดกับรักแร้ ซึ่งเป็นบริเวณแนวสุดของแรงสะท้อนที่ตีกลับเข้ามาตามแนวแขนตอนเกิดอุบัติเหตุ จึงสรุปว่า คืออาการขัดของลมตามแนวแขน เป็นการไหลเวียนไม่ได้ของลมในแนวท่อนแขนไปถึงบริเวณประตูลมแขน ใกล้ไหปลาร้า แล้วลมขัดไปถึงบริเวณเต้านมฝั่งรักแร้
      จึงลองนวดไล่ลมที่ท่อนแขน ทำให้ลมเคลื่อนตัว ลมร้อนวิ่งออกปลายแขนได้ ปรากฏว่าก้อนกลมๆ มีขนาดเล็กลง และยุบหายไปในที่สุด


วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ความตึงภายในแนวเส้น

ความตึงภายในแนวเส้น
   ความตึงภายในแนวเส้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นนามธรรม อธิบายยาก คงต้องยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับสิ่งของที่เราเห็นอยู่ตามธรรมชาติ เช่น สายประคำเส้นหนึ่ง เมื่อเราเข้าใจว่าทำไมสายประคำ ที่มีลูกประคำเรียงร้อยอยู่ เมื่อมีแรงมากระทบ จะทำให้การเรียงตัวของลูกประคำเปลี่ยนไป จนทำให้รูปลักษณ์ของเส้นสายที่เรียงร้อยลูกประคำอยู่นั้นเปลี่ยนแปลงไป
    เมื่อเรานำสายประคำเส้นเดียวกันนี้ ตัดให้ขาดจากเส้นวงกลม ยืดสายประคำให้เป็นเส้นตรง สายประคำปลายข้างหนึ่งผูกปลาย สายอีกข้างหนึ่งปล่อยชาย เหลือเชือกที่ไม่ได้ร้อยลูกประคำ
        เปรียบสายที่เรียงร้อยลูกประคำเป็นแนวกระดูกสันหลังที่อยู่ในแนวปกติ
        ส่วนลูกประคำให้เปรียบเสมือนกระดูกสันหลัง
         ช่องว่างระหว่างลูกประคำ ก็เปรียบเสมือนแนวหมอนรองกระดูก
   ในสภาวะปกติ เชือกที่เรียงร้อยอยู่ในแนวเส้นตรงก็คือความตึงของสายที่ใช้ร้อยลูกประคำมีค่าเป็นศูนย์  วันใดวันหนึ่งถ้าเราดึงแนวเชือกที่ตรงอยู่นี้ให้โค้งงอ ก็จะทำให้แนวเชือกกลายเป็นเส้นโค้ง ลูกประคำก็จะเบียดกันมากขึ้น ถ้าเราไม่คลายแรงดึงออกไป แนวของสายประคำที่โค้งอยู่ก็จะคงสภาพนั้น และจะโค้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
     สำหรับอาการตึงของเส้นนั้น ก็คือพลังงาน เมื่อร่างกายบาดเจ็บ
ลมขัดอยู่ในแนวนั้น ถ้าเราไม่บำบัดให้อาการขัดของลมคลายตัวออกไป ก็จะเก็บสะสมอยู่ตามแนวอาการ จนบางครั้งทำให้เกิดอาการตึง เมื่อยล้า ปวดแสบปวดร้อน กลไกของร่างกายจะสร้างพังผืดมาคลุมกล้ามเนื้อบริเวณนั้นๆ และการที่มีอาการบาดเจ็บเรื้อรังพังผืดก็จะเพิ่มหนาขึ้นเรื่อย พังผืดที่เกาะบริเวณข้อกระดูกยิ่งหนาขึ้นก็จะทำให้การขยับข้อไม่ดี เหมือนการที่เราสวมกางเกงขายาว10ตัว เดินขึ้นบันได จะเมื่อยและลำบากมากในการก้าวเดิน