วันพุธที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2560

อาการตัวร้อน แต่ไม่มีไข้

อาการตัวร้อนแต่ไม่มีไข้

ความสมดุลของธาตุต่างๆในร่างกายเราเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เมื่อกล้ามเนื้อเราเป็นมัดๆ ( ธาตุดิน ) กล้ามเนื้อแข็งแรง เราลองนึกดูว่า เส้นเลือดที่ฝังตัวอยู่ในกล้ามเนื้อที่เป็นมัดๆ การไหลเวียนของเลือด (ธาตุน้ำ) การไหลเวียนของลมในเส้น ( ธาตุลม ) ก็จะโดนกระทบ ทำให้การไหลเวียนของเลือดและลมด้อยประสิทธิภาพลงไป
การไหลเวียนของเลือดที่จะไปที่อวัยวะ หรือเลือดที่จะไปส่วนปลายของรยางค์คือ ปลายมือ ปลายเท้า ศีรษะ ก็จะไปได้น้อยลง ทำให้อวัยวะส่วนนั้นๆได้รับอาหารและออกซิเจนไม่พอเพียง จึงเกิดการชาตามปลายมือปลายเท้า และสมองขาดเลือด
เลือดดำที่จะไหลกลับเข้ามาที่ปอด เพื่อฟอกเอาของเสียออกจากเลือด ก็ไหลเวียนกลับมาได้ไม่เต็มที่ เพราะเส้นเลือดดำที่ฝังตัวอยู่ในกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ความยืดหยุ่นของเส้นเลือดดำและวาล์วที่อยู่ในเส้นเลือดดำก็จะเสื่อมสภาพการทำงาน จึงทำให้เกิดอาการเส้นเลือดขอด
การไหลเวียนของลมในกายก็โดนกระทบ ลมที่ไหลเวียนตามเส้น ซึ่งเส้นนั้นก็อยู่ในชั้นกล้ามเนื้อ เมื่อกล้ามเนื้อแน่น แข็งแรง จะทำให้การไหลเวียนของลมไม่ครบวงจร ลมไหลเข้ามาในร่างกายได้ แต่บริเวณที่มีอาการขัด ( จะเกิดจากการที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรง หรือจะเกิดจากการที่กล้ามเนื้อบาดเจ็บ บาดเจ็บเรื้อรังจนมีชั้นพังผืดที่หนา ) ทำให้การไหลเวียนของลมในเส้น ไหลเวียนผ่านบริเวณนั้นไม่ได้ ลมเกิดการรวมตัวกันขึ้น ทำให้เกิดความดันของลม และความดันของลมนั้นก็จะสะสมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไปกดทับอวัยวะต่างๆ
ไปกดทับกล้ามเนื้อต่างๆ เช่น กดทับกล้ามเนื้อหัวเข่าก็เกิดอาการปวดเข่า
ไปกดทับหมอนรองกระดูกเอว ก็จะทำให้ปวดเอว
และเมื่อกดทับที่หมอนรองกระดูกเอวมากๆก็จะทำให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนตัวไปทับเส้นประสาทขา ทำให้มีอาการปวดร้าวลงเส้นประสาทขา
การที่ธาตุลมโดนกระทบจากกล้ามเนื้อที่แข็งแรง หรือชั้นพังผืดที่เพิ่มขึ้นมา จึงทำให้ธาตุลมในกาย ไหลเวียนไม่ดี ลมไปขัดบริเวณนั้นๆ ทำให้เกิดอาการจากลมขัดมากมายเช่น
มีอาการปวดแสบปวดร้อนใต้ผิวหนัง
มีอาการคันเหมือนมดไต่ใต้ผิวหนัง
มีอาการร้อนอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณที่เคยบาดเจ็บ
มีอาการบวมเป่งบริเวณแนวที่เคยบาดเจ็บ
มีอาการลมออกหู
และมีอาการร้อนลุ่มอยู่ในกาย แต่ไม่มีไข้ ซึ่งคนทั่วไปจะมีอาการนี้เยอะมาก ทั้งนี้เนื่องจากธาตุลมที่ขัด ลมไหลเวียนผ่านบริเวณนั้นไม่ได้ การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อนั้นๆ ก็จะทำให้มีการสั่งสมพลังงาน ธาตุไฟจึงกำเริบ เราจึงมีความรู้สึกว่าในกายเราร้อนลุ่มกว่าปกติ แต่เมื่อวัดอุณหภูมิในร่างกาย ก็อยู่ที่37 องศา คือไม่มีไข้
ไม่ว่าจะมีอาการอะไร ปวดแสบปวดร้อน อาการคันเหมือนมดไต่ใต้ผิวหนัง อาการบวมเป่งใต้ผิวหนัง ถ้าเราสามารถทำให้ลมไหลออกนอกกายตามรยางค์ทั้ง5 ตามทวารต่างๆ ตามข้อกระดูกต่างๆ ตามรูขุมขนทั่วร่างกายเรา อาการตัวร้อนลุ่ม แต่ไม่มีไข้ในกายเราก็หายได้ในขณะที่นวดนั้นเอง

น้ำในหูไม่เท่ากัน

น้ำในหูไม่เท่ากัน

อาการเจ็บป่วยของคนเราในแต่ละโรค แต่ละอาการ แพทย์แผนปัจจุบันก็เรียกอาการหนึ่ง รักษาไปทางหนึ่ง แพทย์ทางเลือกก็วิเคราะห์เรียกอาการหนึ่ง ก็รักษาไปอีกทางหนึ่ง แล้วแต่ภูมิความรู้ที่มีอยู่ จะเป็นการบำบัดเพื่อกดอาการต่างๆไว้เพื่อไม่ให้แสดงอาการออกมา หรือการเข้าไปบำบัดในตัวปัญหาที่เป็นเหตุให้เกิดอาการนั้นๆ
มีคนป่วยที่ผมได้ไปนวดไล่ลม อยู่แถวถนนพระราม2 ระบุมาว่ามีอาการ น้ำในหูไม่เท่ากัน โดยรวมแล้วคือมีอาการมึนงง เวียนศีรษะ คล้ายบ้านหมุน อาการที่แจ้งนี่เป็นอาการหลัก ทราบในภายหลังว่าเคยประสบอุบัติเหตุจนกะโหลกศีรษะยุบเมื่อหลายปีก่อน
แต่เมื่อได้เข้าไปพบคนป่วย และได้นวดในครั้งแรกนั้น คนป่วยมีอาการเส้นตึงเกือบทั้งตัว โดยเฉพาะขา แข็งตึง จนผิวที่หน้าแข้งมีความตึง พองขึ้นมาให้เห็น น่องตึง แผ่นหลังก็ตึงแข็ง บ่าก็แข็งกดไม่ค่อยลง
จึงเริ่มทำการนวด จากการให้นอนคว่ำเพื่อที่จะไล่ลมที่ขัดอยู่ในแนวเส้นหลังติดกระดูกสันหลัง แนวเส้นคอ ท้ายทอย และลมที่อั้นในศีรษะ คลายลมในช่องท้อง แนวน่อง โดยเริ่มต้นให้ลมไหลร้อนออกไปปลายนิ้วเท้า ยิ่งลมร้อนวิ่งออกทะลุไปปลายนิ้วเท้า ความหนาแน่นของลม( ความดันของลม)ที่อยู่แนวในขาด้านล่างลงมาจากจุดที่เรากดนวดนั้น ก็จะมีความดันของลมต่ำกว่าความดันของลมที่อยู่ด้านบนลำตัว ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ลมที่อั้นบวมอยู่ตั้งแต่ศีรษะลงมาจนถึงแนวขาเหนือจากจุดที่กดนวด ซึ่งมีความดันของลมมากกว่า ก็จะแพร่ ไหลลงมาแทนที่แนวขาด้านล่าง และแรงเฉื่อยที่ลมไหลออกไปปลายเท้า ก็จะทำให้ลมที่ไหลลงมาจากด้านบนก็จะไหลต่อเนื่องออกไปยังปลายนิ้วเท้า ออกนอกร่างกายไป
ทำให้แนวตั้งแต่ด้านบน เหนือจุดที่นวดมีความรู้สึกเบาสบายขึ้น ลำตัวแฟบลงมา รับรู้ถึงความรู้สึกว่าลมที่อยู่ในแนวเส้นหลังติดกระดูก โดนลากโดนกระชาก ลงมาแล้วไปออกที่ปลายเท้า ในช่องท้องโล่งขึ้น
หลังจากนั้น จึงนวดเส้นในแนวนอนตะแคง เพื่อบำบัดอาการที่เกิดขึ้นจากคอบ่าไหล่ ที่ส่งผลลงมาด้านล่างถึงปลายเท้า เพราะอาการคนป่วยคนนี้เกิดจากศีรษะโดนกระแทกลงมา อาการเริ่มต้นจึงสะสมอยู่บริเวณด้านบนของศีรษะ ทำให้เกิดอาการปวดเวียนศีรษะ เหมือนบ้านหมุน คอบ่าไหล่ตึง ปวดเมื่อยลงมาที่แนวหลังใต้แนวสะบัก แนวเอวตัดขวาง เอว สะโพก ปลายเท้า( แนวหมอนรองกระดูกเคลื่อนไปทับเส้นประสาทแขน-ขา
หลังจากนั้นนวดคนป่วยในแนวนั่ง นวดไล่บริเวณคอบ่าไหล่ จนคนป่วยมีอาการเบากาย เบาศีรษะขึ้นมา
กดท้องแนวรอบสะดือ เพื่อกระทุ้งลมตามเส้นของเส้นประธานสิบ
และนวดไล่เส้นที่นอนตะแคงอีก1รอบ เพื่อที่จะดึงลมที่เคลื่อนหนีจากการนวดท่านั่งซึ่งหนีไปกองอยู่ที่หลัง เอว และดึงลมที่หนีมากองอยู่ที่แนวหลังและเอว จากการที่เรากดท้องแนวรอบๆสะดือ เป็นการดึงลมให้ออกนอกกายไม่ให้ลมนั้นย้อนกลับไปขัดตามแนวเส้นอีก
หลังจากนั้นประมาณ2-3สัปดาห์ ได้ย้อนกลับไปนวดซ้ำอีก อาการเริ่มต้นของครั้งนี้คือ ยังมีอาการปวดมึนศีรษะบ้างไม่หนักเท่าเดิม แต่อาการเหมือนบ้านหมุนนั้นหายไป

วันเสาร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2560

ลม ผู้อยู่เบื้องหลังอาการเจ็บป่วย

ลม ผู้อยู่เบื้องหลังอาการเจ็บป่วย

      ผู้ที่จะบำบัดอาการคนป่วยได้ ผู้นั้นก็จะต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ ซึ่งได้มาจากการบำบัดอาการนั้นๆ สำหรับผู้ป่วยแต่ละคนก็คือตำรา เป็นครูบาอาจารย์ ในวิธีการบำบัดนั้นๆ
     โดยเฉพาะการบำบัดอาการเกี่ยวกับการไหลเวียนของลมในกายนี้  เป็นศาสตร์ที่ไม่ค่อยมีการพูดถึง ทั้งๆที่ผู้ป่วยส่วนมากรู้สึกอยู่แล้วว่า ในร่างกายเรามีอาการผิดปกติ เช่น
     บางวันเราจะมีความรู้สึกว่า มีลมแน่นท้อง เสียดท้อง เสียดลิ้นปี่ หายใจลำบาก เรอบ่อย แตะตรงไหนของร่างกายก็ยังเรอ ผายลมบ่อย
     อาการกรดไหลย้อน
     อาการเสียวแปลบไปที่หัวใจ แต่เมื่อตรวจทางแผนปัจจุบันแล้ว หัวใจไม่มีปัญหา  อาการขัดบริเวณใต้ราวนม
     มีอาการคันใต้ผิวเหมือนมีมดไต่อยู่บริเวณปลายมือปลายเท้า         
    อาการปวดแสบปวดร้อน อาการร้อนผ่าว วูบวาบไปตามอวัยวะ
     อาการมีเสียงลั่นตามข้อกระดูก
      อาการเสียวแปลบที่ตาตุ่มที่เคยขาแพลงมาก่อนหน้า ซึ่งได้รักษาอาการบาดเจ็บหายมาหลายปีแล้ว
      อาการปวดหลัง เอว ขา หลังจากยกของหนัก 
      อาการสายตาพร่ามัว มองไม่ชัด กระบอกตาปิด น้ำตาไหล ลมออกหู  น้ำในหูไม่เท่ากัน มีอาการไอจามที่ว่าเป็นอาการภูมิแพ้ แพ้อากาศ
        ทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมานี้ เมื่อเรานวดไล่ให้ลมในกายไหลเวียนออกนอกกายตามปลายมือ ปลายเท้า ศรีษะ ตามข้อกระดูกต่างๆ ตามรูขุมขนทั่วร่างกาย ให้ลมไหลได้สะดวก จนเป็นสภาวะปกติ เมื่อนั้นอาการป่วยที่เรื้อรัง ที่นวดมาเป็นสิบๆปีก็ยังไม่หาย ก็จะค่อยๆทุเลา เบาลง และหายไปในที่สุดตามสภาพอาการของผู้ป่วยแต่ละราย
          การบาดเจ็บโดยการกระแทก เช่นรถชนแล้วศรีษะกระแทก หรือการที่ศรีษะกระแทกกักเพดานปูน หรือไม้เตี้ยๆเต็มแรง
          การบาดเจ็บโดยการกระชาก เช่นการที่เราจับราวบันได เพื่อดึงตัวเราไม่ให้กลิ้งลงบันได
          การบาดเจ็บโดยการกระโดด เช่นกระโดดจากที่สูง จากต้นไม้

   การบาดเจ็บทั้งหมดนี้ เรารักษาอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้ บาดแผลรักษาไประยะหนึ่งก็หายได้ แต่การที่ลมไหลเวียนไม่ได้จากอาการนั้น เป็นระเบิดเวลาที่ฝังรอ การปะทุของอาการในวันข้างหน้า

วันศุกร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560

เลือดลมขัดทำให้เกิดอาการรูมาตอยด์

อาการรูมาตอยด์ หรือบางคนเรียกว่าเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง จะมีอาการปวดบริเวณข้อต่างๆ ที่เจอบ่อยๆคือข้อมือ
ถ้าพูดถึงเรื่องเส้นนั้นก็คืออาการที่เส้นตึง เลือดลมไหลเวียนไม่ดี เลือดแดงนำอ็อกซิเจนให้ไหลไปยังปลายเท้า ปลายมือ ศีรษะได้ไม่ดี เลือดดำก็นำคาร์บอนไดออกไซด์ และของเสียในระดับเซลล์ ให้ไหลกลับไปฟอกที่ปอดได้ไม่ดีตามปกติ ทั้งนี้เนื่องจาก การไหลเวียนของลมที่ยังขัดอยู่ ลมในเส้นไม่สามารถไหลออกตามข้อมือ ข้อเท้า ตามรูขุมขนได้อย่างปกติ ทำให้บริเวณข้อต่างๆมีอาการบวมแดง มีอาการตึงเจ็บ เหมือนการอักเสบของกล้ามเนื้อ มีผลทำให้เรามีความรู้สึกตัวร้อนวูบวาบ ตึงที่ข้อ
คนป่วยที่เป็นกรณีตัวอย่างโรครูมาตอยด์นี้ เป็นเพศหญิง อายุประมาณ 40ปี คุณพัด ทำงานอยู่ในโรงงานแถวบางปู สมุทรปราการ รักษาอาการนี้กับโรงพยาบาล มาประมาณ5ปี โดยจะมีอาการตึงแขน-ขาทางซีกซ้ายมากกว่าซีกขวา จะมีอาการตัวร้อนวูบๆอยู่ตลอดในช่วงหลังนี้จนคนรอบข้างทักให้ไปอาบน้ำเพื่อให้ตัวเย็นลง แต่เจ้าตัวกลับมีอาการหนาวอยู่ข้างใน โดนพัดลมหรือความเย็นไม่ได้ ช่วงที่มีอาการนอนหลับพักผ่อนได้ไม่เต็มที่ ง่วงมากๆนอนเต็มที่ได้4-5ชั่วโมงก็ตื่น ตื่นแล้วก็จะไม่หลับอีก ร่างกายไม่สดชื่น โดนความเย็นหรือโดนพัดลมพัดเป่าที่ตัวจะมีอาการหนาวสะท้านภายใน
มีอาการปวดหลังปวดเอว ปวดบวม ตึงที่ข้อมือ เวลาเอาอุ้งมือ ข้อมือกดลงบนพื้นเพื่อดันตัวให้ลุกขึ้น มือข้อมือจะไม่มีแรง ปวดที่ข้อมือ ขัดที่สะโพก ลุกไม่ขึ้น ปกติต้องให้สามีช่วยยกประคองตัวให้ลุกขึ้น
วันที่เริ่มนวด บังเอิญว่าประจำเดือนกำลังมา จึงไม่ได้ทำการกดท้อง จึงเริ่มนวดโดยเน้นเส้นนวดแนวนอนคว่ำ เน้นเส้นนวดแนวนอนตะแคง คอบ่าไหล่ สะบัก ใช้เวลานวด 1ชั่วโมง
เวลาที่นวดท่านอนคว่ำ ท่านอนตะแคง ลมได้ไหลออกนอกกาย ไปออกที่ปลายเท้า และขณะเดียวกันร้อนวิ่งขึ้นไปออกที่เอว อาการนั่งแล้วลุกไม่ขึ้นหายไป ลุกขึ้นมายืนเองได้โดยไม่ต้องมีคนช่วย
เวลานวด คอบ่าไหล่ สะบัก โดยที่ไม่ได้นวดที่ข้อมือ อาการบวมตามข้อที่มีอาการบวมน้อยหายไป อาการบวมของข้อมือข้างซ้ายที่เป็นมากจนรู้สึกร้อน ความร้อนลดลง อาการบวมลดลง ขยับข้อมือได้ดีกว่าก่อนที่จะนวด
หลังจากนั้น 1สัปดาห์ คุณพัดนัดนวดซ้ำอีก2ชั่วโมง อาการโดยรวมดีขึ้น นอนหลับเต็มอิ่ม อาการตัวร้อนๆจนแผ่ออกมาข้างนอกหายไป สะโพกหายขัด นั่งแล้วลุกขึ้นเองได้ โดนพัดลมพัดใส่ตัวได้ ข้อมือบวมน้อยลง ที่สำคัญหลังจากการนวดครั้งแรกผ่านไปคืนนั้นประจำเดือนที่กำลังมาอยู่แล้วนั้น ทะลักออกมาเป็นลิ่มมากกว่าปกติ การใช้ชีวิตประจำวันดีขึ้น สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ดีกว่าก่อนที่จะนวดไล่ลมนี้

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ท่านอนตะแคง บำบัดอาการไมเกรน ( ตอน 5)

ท่านอนตะแคง บำบัดอาการไมเกรน ( ตอน 5)





การนวดไล่ลม เป็นการนวดตามแนวเส้น แค่จุดเดียวก็สามารถขับเคลื่อนลมในแนวเส้นที่ขัดอยู่ตามท่อนกระดูก ให้ไหลเวียนออกไปนอกร่างกายได้
อาการไมเกรน เป็นอาการที่เกิดจากการไหลเวียนของเลือดลม บนส่วนบนของร่างกายไม่ค่อยดี อาการเริ่มต้นที่คอ-บ่า-ไหล่
แขนตึง บ่าตึง ต้นคอตึง กล้ามเนื้อตึงแข็ง เกิดจากการที่กล้ามเนื้อล้า แข็ง แน่น แนวเส้นที่ลากผ่านบริเวณนี้จึงโดนกดทับ ทำให้เลือดลมไหลไม่สะดวก
แนวเส้นที่เราจะใช้นวดแก้อาการไมเกรนนี้ จึงมีแนวหลักๆที่ต้องนวดคือ
1. แนวนอนตะแคง
2. แนวนอนคว่ำ
เพราะเส้นนี้ตึงจากฝ่าเท้า ส้นเท้า เอ็นร้อยหวาย กลางปลีน่อง ขาท่อนบน
ก้นกบ กระเบนเหน็บ เอว แนวหลังติดกระดูกสันหลัง แนวต้นคอ ศีรษะ
( หน้าผาก)
3. นวดแนวนั่ง
เพราะบ่าตึง จึงรั้งขึ้นต้นคอ
4. นวดแขน
เพราะมือตึง แขนตึง จึงรั้งไปที่บ่า ที่คอ
อาการที่เกิดจากเส้นที่นอนตะแคงนวด เป็นอาการที่เกิดจากด้านบนของร่างกาย มาจาก คอ บ่า ไหล่ แขน สะบัก หลัง เอว ทิศทางของลมจะวิ่งจาก คอ บ่า ไหล่ ลงมารวมอยู่ที่สะบัก วิ่งลงมาที่แนวหลังใต้แนวสะบัก วิ่งตัดขวางเข้าเอว ( หมอนรองกระดูกเอว )
การบำบัดให้ลมในแนวเส้นนี้ไหลเวียนออกนอกกายได้ จึงเป็นการเคลียร์ในส่วนของลมที่ขัดอยู่ในแนวเส้นนี้ให้ไหลออกนอกกาย
นวดแนวนอนตะแคง แนวเส้นที่เราจะใช้นวด
1.เส้นข้างขาด้านใน
2. เส้นหน้าแข้งด้านใน
3.ประตูลมข้างตาตุ่มใน
4. แนวฝ่าเท้า ใต้ร่องแนวระหว่างนิ้วโป้ง กับนิ้วชี้
เรากดนวดลงบนแนวเส้นบริเวณขาท่อนบน ( ใกล้ขาหนีบ ) ลมวิ่งร้อนออกที่ปลายเท้าได้ ย่อมหมายถึงความหนาแน่นของลม หรือความดันลมที่อยู่ในแนวขามีความดันของลมที่น้อยลง ส่งผลให้ความดันลมของแนวที่อยู่ด้านบนร่างกายในแนวเส้นนี้ ตั้งแต่จุดที่เหนือขึ้นไปยังมีความดันลมที่สูงกว่าด้านล่าง
ลมที่อยู่ด้านบนร่างกายในแนวเส้นนี้ ตั้งแต่ศีรษะ คอ บ่า ไหล่ แขน สะบัก หลังใต้แนวสะบัก เอว สลักเพชร ก็จะแพร่ลงไปยังแนวขาที่มีความดันของลมลดลงจากการนวดแล้วร้อนออกปลายเท้า
จึงทำให้ลมตามแนวเส้นที่กล่าวมา มีความดัน ณ.บริเวณนั้นลดลงมาเรื่อยๆ จากด้านล่างขึ้นไป จนในบางครั้งแค่เรากดเส้นนี้จนลมร้อนลงขาแล้ว อาการคอบ่าไหล่ก็เบาขึ้นทั้งๆที่เรายังไม่ได้นวดคอบ่าไหล่

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

แก้อาการล้มหงายหลัง

แก้อาการล้มหงายหลัง

    เป็นอาการที่เจออย่างปัจจุบันทันด่วน เมื่อวานนี้พี่สาวผมลื่นล้มหงายหลัง หลังกระแทกพื้น ดีที่ว่าศีรษะ และก้นกบไม่โดนกระแทก อาการโดยหลักที่มีคือ หลังยอก เจ็บตึงเหมือนระบม นอนหงายไม่ได้  บริเวณเอว บริเวณแผ่นหลัง แนวสีข้าง แนวท้าวสะเอว และมีอาการปวดตึงแนวแขน ต้นคอ
      ปกติแล้ว ผมจะมีการนวดไล่ลมแก้อาการเดิมๆที่พี่สาวมีอยู่ คือตึง ปวดเส้นเนื่องจากทำงานบ้านมาตลอด จนปัจจุบันอายุ 61ปีแล้ว
     หลังจากลื่นล้มแล้ว มีอาการยอก นอนหงายไม่ได้ เจ็บตึงเหมือนระบม บริเวณเอว บริเวณแผ่นหลัง แนวสีข้าง แนวท้าวสะเอว ก่อนอื่นได้บอกให้พี่สาวกินสมุนไพรแคปซูล เถาเอ็นอ่อน เพื่อปรับระบบลมในร่างกายทั้งหมดที่ขัดในขณะที่ล้ม ให้ไหลเวียนได้ดีขึ้นก่อน ที่จะมีโอกาสนวดบำบัด
       หลังจากนั้นประมาณ 4 ชม ถึงได้มีโอกาสที่จะนวดบำบัดให้ ซึ่งในเรื่องของการนวดไล่ลมนั้น เมื่อล้มและขัดยอกอยู่บริเวณหลัง เอว เราไม่สมควรไปกดนวดบริเวณนั้น เราเพียงแต่ไล่ลมที่ขัดอยู่ในแนวที่โดนกระแทกเท่านั้น โดยในกรณีนี้ ได้เริ่มต้น
        ให้นอนคว่ำ แก้แนวหลังที่ตึงมาจากขา แนวหลังติดกระดูกสันหลัง เพื่อดึงลมที่อั้นอยู่ตอนที่ล้มให้ไหลเวียนออกนอกกาย
       ให้นอนตะแคง เพื่อไล่ลมที่ตึงมาจากด้านบนร่างกาย แนวหลังใต้แนวสะบัก แนวเอว แนวเอวตัดขวาง แนวสลักเพชร
         ให้นั่งเพื่อไล่ คอ บ่า ไหล่  แขน
      หลังจากนวดไปถึงตอนนี้ พี่สาวสามารถนอนหงายได้แล้ว จึงทำการนวดแนวหน้าขา แนวต้นขา แนวข้างขาด้านนอก ( ตึงขึ้นสีข้าง )  แนวหน้าแข้ง 
และเมื่อกดนวดเป็นเวลาประมาณ 2 ชม บริเวณแนวที่มีอาการมีอาการตึงน้อยลง  ส่วนอาการที่เหมือนช้ำ อักเสบก็ยังมีอยู่ ลดลงไปประมาณ 10-20 % เท่านั้น เวลาขยับก็ยังมีอาการเคล็ดขัดยอกอยู่ เมื่อนวดเสร็จจึงให้นอนพัก
     ปกติแล้วถ้าเราล้มฟาดลงมา วันรุ่งขึ้นส่วนมากจะมีอาการตึงยอกไปทั้งตัว แต่ในรายของพี่สาวผม เช้าวันนี้  ตื่นขึ้นมายังเดินเหินได้ปกติ นอนหงายได้ แต่ยังมีอาการยอกลึกๆ บริเวณแนวท้าวสะเอว  จึงทำการนวดซ้ำอีก 2รอบ คือตอนเช้า และตอนค่ำ
      นวดตอนเช้า ซ้ำแนวนอนคว่ำ นอนตะแคง นอนหงาย ปรากฏว่าอาการตึงของแนวเส้นก็เบาลง และอาการยอกที่เอวก็เบาลงเล็กน้อย แต่มีข้อสังเกตว่า ตั้งแต่เมื่อวาน จนถึงวันนี้ตอนเช้า เวลาเหยียบ จุดที่เหยียบร้อน แต่พอเวลายกให้ลมวิ่งนั้น ไม่มีการเคลื่อนตัวของลมในกาย
       แต่พอนวดตอนหัวค่ำ ซ้ำเป็นครั้งที่3 ปรากฏว่าเวลากดในแนวท่านอนหงาย คว่ำ ตะแคง เวลากดลงที่ต้นขา มีอาการตึงกระทุ้งไปตรงแนวที่ล้มกระแทก อาการของเส้นหย่อนลง และหลังจากยกให้ลมวิ่งนั้น ลมเริ่มวิ่งร้อนลงมาถึงหัวเข่า นั่นแสดงว่าอาการขัดของลมกำลังคลายตัว ลมเริ่มที่จะไหลออกมาที่หัวเข่า ต่อไปก็จะไหลออกข้อตาตุ่ม ข้อเท้า นิ้วเท้า และต่อไป ลมก็จะทะลวงขึ้นแนวสะโพก เอว หลัง บ่า ฯลฯ อาการที่เกิดจากลมฟาดแผ่นหลัง จนทำให้ลมหยุด ก็จะคลายออกได้ตามแนวทางการนวดไล่ลมนี้

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2560

ตัวอย่าง อาการกระดูกทับเส้น

กรณีตัวอย่าง หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา

 คุณเบ๊นซ์ คือชายอายุ31ปี ซึ่งผมได้เชิญให้เข้ามาเป็นสมาชิกในกลุ่มนวดไล่ลม 2559 อยู่แถวพระประแดง จ.สมุทรปราการ เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการแนะนำจากคนรู้จัก ที่เคยได้รับการบำบัดอาการ โดยการนวดไล่ลมจนอาการยกแขนไม่ขึ้นหายไป
        คุณเบ๊นซ์ ก็เหมือนคนทั่วๆไปที่ทำงาน คือมีอาการปวดเมื่อย ปวดหลังปวดเอวบริเวณซีกขวาที่สุด จนในที่สุดประมาณเดือนธันวาคม2559ทำงานไม่ได้ หยุดพักรักษาตัว อาการที่คอบ่าไหล่ ของลำตัวถึง แนวหลัง อาการดูเหมือนทุเลาลง แต่เริ่มจะมีอาการขัดที่สะโพก (สลักเพชร) นั่งพื้นแล้วลุกไม่ขึ้น
     จนกระทั่งอาการล่าสุดก่อนที่จะได้นวดไล่ลม ตอนเช้าตื่นนอนแล้วตึงปวดไปทั้งซีกขวา อาการปวดร้าวลงไปถึงนิ้วก้อยเท้า ยืนเดิน จนทำให้กิจวัตรประจำวันที่เคยทำได้ก็ทำไม่ได้ ขี่รถจักรยานยนต์ก็ไม่ได้ จะสะเทือนไปตามแนวเส้นประสาทขาถึงแนวนิ้วก้อยเท้า งานการก็ทำไม่ได้
    นวดบำบัดอาการโดยนวดไล่ลมในครั้งที่ 1 เมื่อ23มกราคม2559  ใช้เวลานวด2ชั่วโมง อาการที่เกิดขึ้นนี้ เกิดจากเส้นนวดในแนวนอนตะแคงเป็นหลัก
 จึงเริ่มต้นการนวดจากการให้คนป่วยนอนคว่ำ ไล่ลมเส้นนี้เพื่อให้อาการตึงที่มาจากด้านล่าง ฝ่าเท้า ส้นเท้า น่อง ขาท่อนบน ลมแน่นท้อง ลมเสียดลิ้นปี่ อาการตึงแนวเส้นหลังติดกระดูกให้คลายตัวลง
    แล้วจึงให้คุณเบ๊นซ์นอนตะแคง เพื่อไล่ให้ลมที่มาจากด้านบนของลำตัวให้ไหลเวียนออกนอกกาย โดยการเน้นกดลงบน
   แนวเส้นข้างขาด้านในท่อนบน
   แนวเส้นหน้าแข้งด้านใน
   เปิดประตูลมที่ตาตุ่มใน
   แนวฝ่าเท้าใต้ร่องนิ้วโป้ง-นิ้วชี้
กดให้ลมวิ่งผ่านออกหัวเข่า ออกข้อเท้า วิ่งผ่านออกนิ้วเท้า และเมื่อกดไล่แนวเส้นทั้งหมดนี้ จนร้อนวิ่งออกปลายนิ้วโป้งแล้ว ต่อไปเมื่อกดนวดไปตามแนวเส้นเดิม เวลาที่กดลงไปที่แนวเส้นบริเวณขา จะเริ่มมีการกระทุ้งขึ้นไปด้านบนเหนือจุดที่กดคือสะโพก (สลักเพชร)เมื่อคลายการกดน้ำหนักลงบนแนวเส้น สักพักหนึ่งก็จะเริ่มมีลมไหลจากจุดที่กดวิ่งร้อนลงปลายเท้า และในเวลาเดียวกันก็จะมีลมวูบแผ่วๆวิ่งไหลขึ้นไปที่สะโพก
     และเมื่อเรายังคงกดลงบนแนวเส้นตะแคงจุดเดิมๆ ลมที่วิ่งออกปลายเท้าก็ยิ่งร้อนมากขึ้น พร้อมกับลมที่วิ่งขึ้นสะโพกก็จะเริ่มร้อน ในขณะนั้นบริเวณเอวก็จะเริ่มมีอาการตึงปวดจากการกระทุ้งของลมที่เรากดนวดอยู่
       จากที่เคยบอกแล้วว่า อาการกระดูกทับเส้น คืออาการของลมที่เคลื่อนย้ายจากแนวด้านบนของร่างกายคือ คอ-บ่า-ไหล่ มาขัดอยู่ที่เอว ดังนั้นเมื่อเรานวดไล่ลมในแนวนี้ ลมที่วิ่งออกจะย้อนศรกลับไปด้านบน พอลมกระทุ้งกลับมาถึงเอวซึ่งเป็นจุดที่ลมไปกองสะสมอยู่ ( จนทำให้มีแรงดัน ความดันของลมไปดันไปกดทับหมอนรองกระดูกให้เคลื่อนออกจากแนวกระดูกสันหลัง ไปกดทับเส้นประสาทขา ) เมื่อลมไหลเวียนออกตามข้อ ออกไปปลายเท้า
     ต่อไปลมที่เคยวิ่งออกปลายเท้า ต่อไปก็จะวิ่งออกปลายเท้าพร้อมกับวิ่งร้อนขึ้นสะโพก และลมวิ่งร้อนขึ้นเอว ลมที่ขัดอยู่บริเวณเอวจะค่อยๆคลายตัว
     เอว ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทขา เมื่อลมที่ขัดคลายตัวลง อาการเสียวแปลบตามแนวเอว และแนวเส้นประสาทขา คือบริเวณสะโพก ขา และตาตุ่มนอก นิ้วก้อย ก็จะค่อยๆหายไป โดยที่เราไม่ต้องไปกดนวดแนวเอว สะโพก แนวขาที่ปวดร้าว
   หลังจากที่นวดคุณเบ๊นซ์ไปในวันนั้น อาการดีขึ้น ยืนเดินได้ปกติ แต่ยังมีอาการขัดตรงสะโพกเล็กน้อย และตอนตื่นนอนอาการตึงตามเส้นก็หายไป จนกระทั่งอีก2วัน วันพุธที่25 อาการกำเริบขึ้นตามแนวเส้นและตามแนวเส้นประสาทขา จึงนัดนวดซ้ำครั้งที่2อีก1ชั่วโมง เน้นนวดแนวเส้นข้างขาด้านใน ไล่จนลมวิ่งร้อนออกเท้า วิ่งร้อนผ่านเอวในเวลาเดียวกัน
    จนวันนี้วันที่28ผ่านมาอีก3วัน คุณเบ๊นซ์บอกว่าอาการปวดหายไป ยังมีอาการหน่วงๆอยู่ที่แนวเอว เดินได้ ขี่จักรยานยนต์ได้ นอนตื่นไม่มีอาการตึงเหมือนเดิม

     ผมจึงขอยืนยันว่า ขัดที่สะโพก ขาเสียวชาถึงปลายนิ้วก้อยเป็นอาการที่เส้นประสาทขาโดนกดทับ เมื่อเราแก้ลมที่อั้นในเส้นนี้ให้ไหลเวียนออกนอกกายได้ อาการเรื้อรังที่แก้ไม่ได้ ก็จะค่อยๆทุเลาและหายไปเอง