วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2560

พลังงานที่มากระแทกร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน 6 )

พลังงานที่มากระแทกร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน 6 ) 

ตัวร้อนแต่ไม่มีไข้
สงสัยไหมว่า เวลาที่เรามีความรู้สึกอึดอัดร่างกาย มีความรู้สึกว่าตัวเรามีความร้อนผ่าวๆอยู่ภายใน ทั่วผิวกายร้อน จนในบางครั้งคนที่อยู่รอบข้างยังมีความรู้สึกเลยว่าร่างกายเรานี้ร้อนกว่าปกติ แต่เมื่อเราไปพบแพทย์ เมื่อวัดอุณหภูมิของร่างกายปรากฏว่า ร่างกายปกติ ไม่มีไข้
… ทำไมถึงเป็นเช่นนี้
…. แล้วเราจะทำอย่างไร
เราเคยเห็น นก ที่หลงบินเข้าไปในห้องกระจกใสๆ บานประตูหน้าต่างในห้องเป็นกระจกใสทั้งหมด มีอยู่เพียงบานเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้ใส่กระจกเอาไว้
รอบๆบ้านเป็นต้นไม้ ถ้านกตัวนั้นมองผ่านประตูหรือหน้าต่างออกไปแล้วเห็นต้นไม้ที่อยู่นอกบ้าน และนกตัวนั้นจะบินออกจากบ้านเพื่อไปที่ต้นไม้ จะเกิดอะไรขึ้นกับนก
1. ถ้าบินตรงไปที่ประตูหรือหน้าต่างที่ไม่ได้ใส่กระจกใส ก็จะไม่เกิดปะทะ ออกไปได้โดยสวัสดิภาพ
2. ถ้าบินตรงไปที่ประตูหรือหน้าต่างที่ใส่กระจกใส นกก็บินชนกระจก มีพลังงานที่เกิดจากการปะทะเกิดขึ้น แล้วถ้านกตัวนั้นยังคงบินซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อที่จะออกไปข้างนอกในบานหน้าต่างที่มีกระจกใส ผลก็คือเกิดพลังงานสะสมเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ
ร่างกายเราก็เหมือนกัน ในกรณีที่รูขุมขนเราเปิด-ปิดได้ตามปกติ ก็เหมือนบานประตูหน้าต่างที่ไม่ได้ใส่กระจกใส คือการที่ลมไหลเวียนเข้าและออกร่างกายตามรูขุมขนอยู่ในสภาวะปกติ เราก็จะมีความเบา สบายร่างกาย
แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งที่รูขุมขนเราเปิดปิดไม่เป็นปกติ รูขุมขนปิด คือทั้งลมและเหงื่อไม่สามารถซึมไหลผ่านรูขุมขนไปได้ ก็เหมือนบานประตูหน้าต่างที่ใส่กระจกใส
เมื่อลมไม่สามารถออกตามรูขุมขนได้ พลังงานต่างๆที่อยู่ภายใต้ผิวหนังก็ไม่สามารถเคลื่อนออกนอกกายได้ ความแออัดของพลังงานที่อยู่ใต้ผิวหนังนั้น ธาตุลมขัด ธาตุไฟจึงกำเริบ จึงเป็นเหตุให้เรามีความรู้สึกว่า ในกายเราร้อนขึ้น บางครั้งก็ร้อนวูบวาบ บางครั้งก็ย้ายจุดที่ร้อนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง บางครั้งก็ปวดแสบปวดร้อน
แต่ไม่ว่าจะกรณีใดๆ เมื่อเราใช้ปรอทวัดไข้ลองวัดอุณหภูมิร่างกาย ณ.ขณะนั้น และทุกครั้งก็จะมีผลเหมือนกันคือ ไม่มีไข้ เพราะเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถตรวจวัดพลังงานนี้ได้
และเมื่อเราทำการนวดไล่ลม ทำให้ลมไหลออกนอกกายตามทวารต่างๆ ข้อกระดูกต่างๆ ตามรูขุมขนทั่วแนวเส้นทั้งร่างกาย เมื่อลมไหลออกนอกกายได้ ลมก็จะนำพาพลังงานที่สั่งสมอยู่ใต้ชั้นผิวหนังออกไปตามรูขุมขนที่เปิด ธาตุไฟที่กำเริบขึ้นมาก็ดับลงไปในขณะเวลาที่นวดนั้นเอง อาการตัวร้อนลุ่มตลอดเวลาก็จะหายไป

วันพุธที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560

พลังงานที่มากระแทกร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน 5 )

พลังงานที่มากระแทกร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน 5 )

    สำหรับตอนนี้จะขอกล่าวถึงพลังงานที่จะเข้ามาสู่ร่างกายเรา ปกติแล้วมี 2ทาง คือ
1พลังงานที่สั่งสมเข้ามาในร่างกาย เข้ามาวันละนิดวันละหน่อย เข้ามาจากการที่เรามีกิจกรรมการขยับเคลื่อนไหวอวัยวะต่างๆ  ก็มีผลทำให้เกิดการสั่งสมพลังงานเข้ามาในร่างกายได้
    -  เรายืนมา เดินมาก ขับรถ ก็เป็นกิจวัตรประจำวัน สั่งสมพลังงานจากฝ่าเท้าขึ้นมาลำตัว จนถึงศรีษะ
    - เราใช้มือ ใช้แขน ในการทำงาน ยกของ ทำครัว ทำสวน ซักผ้า รีดผ้า ทำความสะอาดบ้าน เล่นกีฬา เล่นดนตรี ใช้งานคอมพิวเตอร์ สั่งสมพลังงานจากด้านบนคือ คอ-บ่า-ไหล่  แล้วคล่อยๆเคลื่อนมาที่หลัง เอว ขา ตามลำดับ
   - แม้กระทั่งการที่เราเครียด การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ การที่อากาศเปลี่ยนแปลงเดี๋ยวเย็นเดี๋ยวร้อน
                ฯลฯ

         เมื่อเราทำกิจกรรมนั้นจนเมื่อยล้า ไม่เพียงแต่จะมีผลต่อกล้ามเนื้อที่ตึงขึ้นเท่านั้น ยังมีผลถึงพลังงานที่เราสั่งสม อัดสะสมเข้าไปในร่างกายตามอวัยวะต่างๆ ตัวอย่างเช่นถ้าเรายืนมากๆ  เดินมากๆ เราจะเริ่มมีอาการที่เท้า จากนั้นก็จะมีอาการบริเวณน่อง ขาด้านหลังท่อนบน แนวเอว แนวเส้นในแนวข้างกระดูกสันหลัง  มีอาการลมแน่นท้อง มีอาการหลังค่อม มึนหน้าผาก เพราะพลังงานที่สั่งสมเข้ามาจะค่อยๆเพิ่มขึ้น เราก็จะมีความรู้สึกว่าแน่น ตึงไปหมด ทำให้เราเรียกอาการนี้ว่าเส้นตึง
 2 การสั่งสมพลังงานเข้ามาในร่างกายโดยเกิดจากเหตุการณ์ไม่ปกติ การที่ร่างกายโดยกระทบจากวัตถุ หรือพลังงานภายนอก เป็นการกระแทกเข้ามา บางครั้งก็เกิดจากการประสบอุบัติเหตุ รถชน กระโดดจากที่สูง ศีรษะกระแทกเพดานปูน แขนกระชาก ขาพลิกขาแพลง  ทำให้ร่างกายเกิดอาการบาดเจ็บเรื้อรัง ปวดแขน ปวดขา ปวดเข่า  ปวดหลัง ปวดมึนศีรษะ

        การสั่งสมพลังงานถ้าเกิดขึ้นเรื้อรัง ทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บร่างกายจะสร้างพังผืดมาป้องกัน กล้ามเนื้อไม่ให้บาดเจ็บมากขึ้น พังผืดจะอยู่คลุมกล้ามเนื้อไว้ ทำให้การขยับของกล้ามเนื้อไม่ดีเท่าเมื่อก่อน ตามข้อต่างๆก็ขยับได้ไม่ดี ดังนั้นถ้าเราคลึงบริเวณกล้ามเนื้อที่มีพังผืดคลุมอยู่ เลือดแดงจะนำอาหารและออกซิเจนเข้าให้เซลล์กล้ามเนื้อ ไปคลายชั้นพังผืดให้บางลง และนำของเสียในเซลล์ และคาร์บอนไดออกไซด์ออกมากับเลือดดำ
         ส่วนการนวดไล่ลมก็จะช่วยเปิดรูขุมขน ตามแนวเส้นที่เรากดนวดลงไป เพื่อเปิดทางให้ลมไหลออกนอกกายได้ และลมที่ไหลออกนอกกายนั้นก็จะหน่วงนำเอาพลังงานที่สั่งสมนั้นออกไปด้วย ลมที่วิ่งออกตามรูขุมขนยิ่งร้อนมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งมีกำลังที่จะนำพลังงานที่สั่งสมอยู่ภายในกายออกได้มากขึ้นเท่านั้น

          อาการบาดเจ็บที่เรื้อรังก็จะทุเลาลง และก็จะหายไปในที่สุด

วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2560

พลังงานที่มากระแทกร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน 4 )

พลังงานที่มากระแทกร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน 4 )

    เราเคยสังเกตไหมว่า เวลาที่เราไปนวดและเมื่อนวดกดลงบนบ่า เราจะมีความรู้สึกว่าบ่าเราเบาขึ้น แต่เราจะรู้สึกว่าจะรู้สึกเมื่อยหลัง เมื่อยเอว ขึ้นมาทันที บางคนอาจปวดร้าวลงมาถึงขา ถึงนิ้วก้อยเท้า
     การที่อาการปวดเมื่อยที่บ่าดีขึ้น แต่ความปวด ความเมื่อยกลับเคลื่อนหนีลงไปที่ด้านล่างลำตัว เป็นการเคลื่อนตัวของพลังงานลงมาตามแนวเส้นเท่านั้นเอง
     การเจ็บป่วยในแนวเส้น จริงๆแล้วก็คือการที่เลือดและลมไหลเวียนได้ไม่ปกติ การที่เรานวด คลึงกล้ามเนื้อบริเวณแนวเส้นก็เป็นการช่วยทำให้กล้ามเนื้อคลายจากการหดตัว และช่วยสลายพังผืดที่ยึดกล้ามเนื้ออยู่ ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ส่วนในเรื่องการไหลเวียนของลมนั้น การบำบัดส่วนมาก ยังจัดการไม่ได้กับการที่จะทำให้ลมไหลเวียนออกนอกกาย ส่วนมากทำให้ลมเคลื่อนตัวได้เหมือนกัน แต่เป็นการเคลื่อนตัวของลม ย้ายจากตำแหน่งหนึ่งที่มีความดันของลมที่มากกว่า ณ.เวลานั้น ไปอีกตำแหน่งหนึ่งที่มีความดันของลมที่น้อยกว่า ดังนั้นพลังงานที่ไม่ได้เคลื่อนออกนอกกายจึงจะยังเคลื่อนที่ต่อ จะเคลื่อนไปยังแนวที่มีความดันของลมที่หนาแน่นน้อยกว่า วนเวียนไปอย่างนี้ไม่จบไม่สิ้น
      ดังนั้นหลังจากที่บ่าเรามีอาการเบาลงไป2-3วัน พลังงานที่เคลื่อนหนีลงไปอัดแน่นที่หลังและเอว ก็จะไหลย้อนกลับมาที่บ่าที่มีความดันของพลังงานน้อยกว่า เราจึงมีอาการปวดที่คอบ่าไหลกลับมาอีก เราจึงต้องไปนวดซ้ำอีก หลายครั้งหลายหน อาการก็จะเป็นแบบนี้ตลอด ทั้งนี้เพราะเราไม่สามารถนำพาพลังงานที่สั่งสมอยู่นี้ออกจากแนวเส้นไปได้ จนถึงวันที่เราสามารถบำบัดให้ลมเคลื่อนออกตามรูขุมขนได้ พลังงานที่คั่งค้าง อัดอยู่ในแนวเส้นนี้ก็จะไหลตามลมที่ไหลออกไป แค่นั้นเอง
    

   สรุปว่าถ้าลมไหลเวียนออกนอกกายตามรูขุมขน ตามข้อ ตามทวารต่างๆได้ ลมจะเป็นพาหนะนำพาพลังงานที่ร่างกายได้รับมาจากการกระแทก หรือแม้แต่แค่การที่เรายกของแล้วมีอาการปวดหลังปวดเอว พลังงานที่เคลื่อนย้ายไปมาในร่างกายเรานี้ จะไหลออกไปกับลมที่เคลื่อนออกไปจากกาย การนวดกดไล่ลมในแนวเส้นขาด้านใน ( ท่านอนตะแคง ) จะช่วยทำให้ลมเคลื่อนตัวได้ ในที่สุดก็จะทำให้เราเบาโล่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน 
 

พลังงานที่มากระแทกร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน 3 )

พลังงานที่มากระแทกร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน 3 )

    ที่ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อร่างกายเรา หรืออวัยวะในร่างกายเราโดนชนหรือโดนกระแทกจากวัตถุ พลังงานที่กระแทกเข้ามา ก็จะซึมซับเข้ามาตรงบริเวณจุดที่ปะทะ อาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ หรือการอักเสบต่างๆเราสามารถรักษาให้หายได้จากการรักษาด้วยยา และการหยุดการใช้งานชั่วคราวของกล้ามเนื้ออวัยวะนั้นๆ แต่พลังงานหรือแรงที่ปะทะเข้ามาในกายเราไม่สามารถที่จะขับให้ออกมาได้ จนกว่าเราจะสามารถบำบัดจนทำให้ลม สามารถไหลออกได้บริเวณรูขุมขนของกล้ามเนื้อของอวัยวะนั้นๆที่เคยโดนกระแทก เป็นการปลดปล่อยพลังงานนี้ออกมา
      มีกรณีตัวอย่าง ที่เป็นเหมือนหลักฐานเกี่ยวกับการรักษาอาการบาดเจ็บจากการประสบอุบัติเหตุ หลายกรรมหลายวาระ แต่ละครั้งของอุบัติเหตุก็เก็บพลังงานที่กระแทกเข้ามา เมื่อไรที่เราทำให้ลมไหลออกนอกร่างกายได้ ลมก็จะลาก พาพลังงาน ( เจ้ากรรมนายเวรนั้นๆ ) ออกไปตามรูขุมขน ออกไปตามข้อต่างๆ  ออกไปตามทวารต่างๆ  
      คุณชล อยู่พุทธมณฑล สาย3 เป็นผู้ป่วยที่มีอาการป่วยเกี่ยวกับเส้น เกี่ยวกับเลือดลม มาจากการเกิดอุบัติเหตุ ซ้ำซ้อน หลายกรรมหลายวาระ ได้นวดบำบัดอาการที่เกิดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อ10กว่าปีที่แล้ว โดยศีรษะกระแทกกระจกหน้ารถอย่างแรง การบาดเจ็บครั้งนั้นทำให้มีอาการปวดตึงตามแนวเส้นตลอดแนวซีกขวาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สำหรับกรณีนี้ได้มีการบำบัดมาต่อเนื่องประมาณ2-3ปี จนในปัจจุบันนี้อาการปวดตึงตามแนวเส้นตลอดซีกขวาก็ได้หายไป

      ที่จะนำมากล่าวในตอนนี้ เป็นกรณีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับคุณชล เมื่อประมาณ5-6ปีที่แล้ว เป็นกรณีที่ทำให้เห็นที่มาที่ไปของพลังงานที่กระแทก และการคลายตัวออกมาของพลังงานนั้น
       ประมาณปี 2558 หลังจากที่นวดบำบัดคุณชลได้ประมาณ3ปี จากอุบัติเหตุศีรษะกระแทกกระจก จนอาการของซีกขวาทุเลาลงเรื่อยๆ จนในเช้าวันหนึ่งคุณชลแจ้งว่า มีอาการปวดตุ๊บๆ บริเวณหน้าผากด้านซ้าย ทั้งๆที่เมื่อวานยังปกติ ไม่มีอาการปวดตึงอะไร
     จึงบอกให้รอดูหนึ่งวัน อาจจะถึงเวลาที่จะต้องนวดซ้ำ เนื่องจากอาการบาดเจ็บต่างๆที่เก็บอยู่ด้านล่างผิวอาจจะคลายตัวขึ้นมาเต็มใต้ผิวกายแล้ว คุณชลก็รอดูอาการจนถึงวันรุ่งขึ้นปรากฏว่า หลังจากหลับไปหนึ่งคืนอาการปวดตุ๊บๆนั้นหายไป
      คุณชลได้บอกว่า เมื่อ3ปีก่อน ได้เกิดอุบัติเหตุบริเวณหน้าผากด้านซ้ายตรงที่มีอาการปวดนี้ วันนั้นได้เอื้อมมือไปหยิบของบนหลังตู้ แล้วไปคว้าโดนพระเรซิ่น ทำหล่นใส่กลางหน้าผากข้างซ้ายนี้ ( บริเวณเดียวกันกับที่ปวดเมื่อวาน ) เลือดกระฉูด หน้าผากโนขึ้น รักษาอาการบาดเจ็บกับโรงพยาบาลประมาณ1เดือน บาดแผลก็หายเป็นปกติ แต่อุบัติเหตุครั้งนี้มีอาการคันใต้ผิวหนังบริเวณรอยที่โดนกระแทก เป็นอาการคันยิบยับ เหมือนมดไต่ มีอาการคันมาตลอดหลังจากที่แผลหาย ประมาณ3ปี จะทำอย่างไร ทายาอะไรอาการคันก็ไม่หาย
       แต่ในเช้าวันนั้น ตื่นมาอาการปวดตุ๊บๆหายไป และอาการคันเหมือนมดไต่ใต้ผิวหนังก็หายไปด้วย จนถึงปัจจุบันนี้อาการคันใต้ผิวบริเวณที่โดนกระแทกก็ไม่มีอีกเลย
      
กรณีนี้จึงเป็นภาพเหตุการณ์ที่บอกให้รู้ ที่มาที่ไปของอาการ และที่มาที่ไปของแรงที่กระแทกเข้าร่างกายอย่างชัดเจน อาการคันเหมือนมดไต่ใต้ผิวหนังเกิดขึ้นตลอด3ปีหลังจากบาดแผลได้รับการรักษาด้วยยา จนเห็นว่าหายเป็นปกติ อาการคันนี้เป็นหลักฐาน เป็นร่องรอยที่หลงเหลือหลังจากการที่เรารักษาอาการบาดเจ็บแล้วเราไม่ได้คลายพลังงานนั้นออกมา การนวดไล่ลมที่เปิดรูขุมขนบริเวณนั้นได้ เป็นคำตอบ

อาการที่ปวดขึ้นมาภายใน1วัน ในบริเวณเดียวกันนี้ ก็คือการคลายพลังงานที่กระแทกเข้าไปเมื่อ3ปีที่แล้วออกมา


ในวันรุ่งขึ้น การตื่นขึ้นมา พร้อมกับอาการปวดตุ๊บๆหายไป พร้อมกับอาการคันเหมือนมดไต่ใต้ผิวหนังบริเวณที่โดนกระแทก ที่เป็นมาตลอด3ปี ก็หายไปด้วยกัน ทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นกรรมเดียวกัน

พลังงานที่มากระทบร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน2 )

  พลังงานที่มากระทบร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน2 )


นาย ก. กระโดดลงมาจากกำแพง
นาย ข. กระโดด คว่ำหน้า ให้ลำตัวกับท้องปะทะกับผิวน้ำ
นาย ค. เดินไปข้างหน้า แล้วมีลมแผ่วๆ มาปะทะร่างกาย
และ นาย ง. เดินไปข้างหน้า แล้วมีลูกฟุตบอลพุ่งเข้ามาที่ท้องอย่างเต็มแรง

        ถ้าจะวิเคราะห์อาการบาดเจ็บของคนแต่ละคนก็คือ
  นาย ก. มีอาการบาดเจ็บ เนื่องจากแรงที่สะเทือนขึ้นมาตามท่อนขา จะปวดเข่า จนถึงปวดหลัง
  นาย ข. บาดเจ็บ จุกตามลำตัวเนื่องจากลำตัวปะทะกับผิวน้ำ
  นาย ค. ไม่มีอาการบาดเจ็บ
  นาย ง.  บาดเจ็บ จุกที่ท้อง เพราะโดนลูกฟุตบอลพุ่งเข้าใส่ท้อง
       การบาดเจ็บจากการที่โดดลงน้ำแล้วลำตัวปะทะกับผิวน้ำ หรือการบาดเจ็บจากการที่โดนลูกฟุตบอลพุ่งใส่ท้อง ทั้ง 2ตัวอย่างนี้ไม่ได้เกิดแค่บาดแผล หรือแค่รอยฟกช้ำเท่านั้น การบาดเจ็บในลักษณะนี้เมื่อมีแรงมาปะทะ  แล้วร่างกายเราได้รับแรงปะทะ แล้วซึมซับแรงปะทะ เข้าไปในอวัยวะนั้นๆ  เก็บเข้าไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยที่ไม่มีการผองถ่ายแรงที่ปะทะนั้นออกมาเลย
     
      ลองดูตัวอย่างจริงๆ  นักกีฬาแบดมินตัน ที่กระโดดตบบ่อยๆ อาการป่วยส่วนมากที่เจอก็คือ เข่ามีปัญหา เส้นขาตึง นั่งขัดสมาธิไม่ได้ เนื่องจากการที่เรากระโดดบ่อย น้ำหนักตัวก็จะทิ้งลงมาที่ขาและเข่าตามแรงโน้มถ่วง เมื่อฝ่าเท้าแตะพื้นแรงปะทะก็จะสะท้อนกลับเข้าไปที่ท่อนขา และข้อเข่า เป็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
      หรือการที่เรากระโดดลงมาจากต้นไม้ หรือกระโดดลงมาจากกำแพง เมื่อขาแตะถึงพื้น เคยมีอาการปวดขา ปวดเข่า ปวดหลังหรือไม่
  ที่เกริ่นมาให้ดูนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่า แรงที่ปะทะ วิ่งสวนตรงเข้ามาในร่างกาย เราจะเอาออกได้อย่างไร  เราสามารถรักษาอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ อาการฟกช้ำสักระยะหนึ่งก็หายไปได้ ถ้าเราเอาแรงที่มาปะทะออกไม่ได้ จะมีผลกระทบอะไรกับร่างกาย และสุดท้ายการนวดไล่ลมช่วยได้อย่างไร



วันพุธที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

พลังงานที่มากระทบร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน1 )

พลังงานที่มากระทบร่างกายแล้วไปไหน
 ( ตอน1 )

     หลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่เห็น ไม่ใช่ว่าไม่มี

     หลายๆกรณีที่คนเราไม่สามารถเห็น หรือสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสตามปกติ คือทางอายตนะทั้ง6 คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เช่น
  ตาคนเราไม่สามารถเห็นกระแสไฟฟ้า ถ้าเราเอามือไปแตะสายไฟฟ้าที่ชำรุดรั่ว ไฟก็จะช็อตเราได้
   ตาก็ไม่เคยเห็นเสียง แต่ถ้าคลื่นเสียงนั้น มากระทบเข้ากับหูเราก็จะรับรู้ และได้ยินเสียงนั้นได้
  ตาก็ไม่เคยเห็นกลิ่น แต่ถ้ากลิ่นนั้นมากระทบที่จมูก เราก็จะสามารถรับรู้ถึงกลิ่นได้
   ตาก็ไม่เคยเห็นลมในร่างกาย แต่กล้ามเนื้อต่างๆที่โดนลมไปกดทับอยู่เท่านั้น ที่รับรู้ถึงผลกระทบที่ลมขัดอยู่ในร่างกาย
   ที่กล่าวนำมานี้ต้องการจะสื่อถึง ร่างกายคนเรามีพลังงานต่างๆที่มากระทบ กระแทกใส่เราหลายรูปแบบ การกระแทกใส่เรา ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บเรื้อรังอยู่ภายใน ถ้าเราไม่สามารถนำพลังงานที่สั่งสมนี้ออกไปได้ จะทำให้การบาดเจ็บนี้ก็ยังคงอยู่ต่อไป แม้จะได้รับการบำบัดโดยวิธีใดมาบ้างแล้ว

    นวดไล่ลม เป็นการนวดที่เน้นให้ลมในแนวเส้น ไหลเวียนได้ปกติ คือทำให้ลมไหลออกนอกร่างกายตามรูขุมขน ตามข้อกระดูก และตามทวารต่างๆ ซึ่งการไหลออกของลมนั้นก็นำพาพลังงานต่างๆที่ร่างกายเราเคยโดนกระทบ กระแทก สั่งสมอยู่ภายในร่างกาย  ให้พลังงานที่สั่งสมนั้นไหลออกนอกกายไปด้วย จึงทำให้ร่างกายเราเบาโล่ง และอาการป่วยที่เรื้อรังต่างๆก็หายได้ จะเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับความหนักเบาของอาการแต่ละผู้ป่วย


    ในตอนหน้าจะยกตัวอย่างของผู้ป่วยที่ร่างกายโดนกระทบจากพลังงาน และการบำบัดโดยการนวดไล่ลม ช่วยได้อย่างไร 

วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การบำบัดโดยการปรับสมดุลธาตุดินน้ำลมไฟ

การบำบัดโดยการปรับสมดุลธาตุดินน้ำลมไฟ

     ศาสตร์นวดไล่ลม เป็นส่วนหนึ่งของการนวดแผนไทย เพียงแต่เป็นอะไรที่เป็นนามธรรม ผู้ป่วยจะสัมผัสลมในกายได้ บอกอาการที่ลมในกายมีความผิดปกติได้ เช่นลมแน่นในช่องท้อง เสียดที่ลิ้นปี่ ลมออกหู มีอาการเต้นตุ๊บๆในศีรษะ มีอาการคันเหมือนมดเดินใต้ผิวหนัง มีอาการปวดแสบปวดร้อนใต้ผิวหนัง และอาการอื่นๆอีกหลายๆอย่างที่มีผลกระทบจากการที่ลมในกายไหลเวียนไม่ปกติ
      อาการที่เกิดจากการขัดของธาตุลม เครื่องมือและอุปกรณ์ทางแพทย์ปัจจุบันไม่สามารถสัมผัสได้ เช่นเครื่องX-Ray ก็ตรวจไม่เจอ จับภาพลมไม่ได้ คนป่วยบางคนมีอาการแปลบที่หัวใจ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแล้วกล้ามเนื้อหัวใจก็ไม่มีปัญหา
      อาการกรดไหลย้อน ก็เหมือนกันก็เกิดจากการที่ลมในช่องท้องแน่น ลมไปกดกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารหดแล้วขยายตัวไม่ขึ้น น้ำย่อยจึงระเหยขึ้นลำคอได้สูงกว่าปกติ ถ้าเราทำให้ลมในช่องท้องคลายออกมาได้ อาการกรดไหลย้อนก็หายไปเอง
      อาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา ก็เกิดจากลมไปขัดที่แนวเอว ( L3 ,L4 ,L5 ) หมอนรองกระดูกจึงเคลื่อนไปกดทับแนวเส้นประสาทขา ทำให้มีอาการชา ปวดตามแนวเส้นประสาทขา ซึ่งบริเวณสะโพก (สลักเพชร) ก็เป็นส่วนหนึ่งของแนวเส้นประสาทขา ถ้าเราทำให้ลมที่ขัดในแนวนี้คลายตัวออก อาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขาก็จะหายไปเอง อาการปวดสลักเพชร ก็จะหายไปเองโดยที่เราไม่ต้องไปนวดบริเวณสลักเพชร
     อาการป่วยของคนเรานั้น ถ้าเราเข้าใจในเรื่องธาตุทั้งสี่ คือ ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ ร่างกายเราประกอบด้วยธาตุสี่ ทั่วทุกอณูของร่างกาย
      ธาตุดิน เครื่องมือในการรักษาสามารถจับต้องได้
      ธาตุน้ำ เครื่องมือในการรักษาก็สามารถสัมผัส และแก้ไขได้
      ธาตุไฟ เครื่องมือในการรักษาสามารถสัมผัสได้ในระดับหนึ่ง แต่ธาตุไฟก็เป็นธาตุที่มองไม่เห็น บางครั้งเครื่องมือก็ไม่สามารถสัมผัสได้ เช่นบางครั้งเรามีความรู้สึกร้อน ร้อนวูบๆ ร้อนเหมือนเป็นไข้ แต่เมื่อวัดอุณหภูมิร่างกาย ผลคือร่างกายเราปกติไม่มีไข้ ซึ่งเป็นผลมาจากธาตุลมขัด ธาตุไฟจึงกำเริบ นั่นคือเมื่อลมในกายไหลเวียนไม่ดี ธาตุไฟในกายกำเริบ เราจะรู้สึกร้อนภายใน แต่ธาตุดินและธาตุน้ำปกติ เราจึงไม่มีไข้
      ธาตุลม ธาตุลมและธาตุไฟ เป็นธาตุของภพภูมิที่มีกายทิพย์ การที่มนุษย์มีธาตุดินน้ำลมไฟ เราจึงไม่สามารถใช้มือเราไปจับต้องกายทิพย์ต่างๆได้ เพราะธาตุลมและธาตุไฟในสภาวะจิตที่มีกำลังฌานเท่านั้นจึงสามารถที่จะเห็นและสั
มผัสธาตุทั้งสองนี้ได้ และการที่เราไม่สามารถสัมผัสถึงธาตุลมและธาตุไฟได้นี้ จึงทำให้เราไม่รู้ถึงต้นทางของอาการเจ็บป่วย จะบำบัดอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น
        การนวดเส้น คือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ การนวดการรักษาต่างๆ ถ้าเราบำบัดได้แค่ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ และอวัยวะต่างๆของร่างกายเท่านั้น แต่เราไม่สามารถบำบัดให้ลมที่ขัดอยู่ทั่วกายเราให้ไหลเวียนได้ดี การไหลเวียนได้ดีจะต้องทำให้ลมไหลเวียนเข้าและออกนอกกายตามรูขุมขน ทุกรูขุมขน ตามข้อกระดูกต่างๆ ไหลเวียนเข้าออกปลายมือ ปลายเท้า ศรีษะ ได้ดีเป็นปกติ

     เมื่อนั้น การป่วยไข้อะไรที่บำบัดไม่หาย ก็จะค่อยทุเลา และหายได้ในที่สุด