ป่วยแล้ว ไม่ต้องเลิกทำอิริยาบทเดิมๆ
อาการป่วยที่เกิดจากการที่เราทำงาน หรือออกกำลังกล้ามเนื้อ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกล้ามเนื้อบาดเจ็บ เรื้อรัง จะรักษาอย่างไรก็ไม่หายถ้าเราไม่เลิกพฤติกรรมนั้นๆ รักษาไปอาการเดี๋ยวก็กลับมาอีก
คนส่วนมากจะเคยได้ยินคำที่ว่านี้ จริงๆก็เป็นเช่นนั้น เพราะการที่ร่างกายขยับเขยื้อนอวัยวะส่วนใด จะมีพลังงานเข้ามาสั่งสมในร่างกายเรา เช่น
ยกของหนัก พลังงานก็จะเข้ามาทางมือ แขน ไหล่
ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ พลังงานก็จะเข้ามาทางมือ แขน ไหล่ ตา ศรีษะ
ตีแบดมินตัน พลังงานก็จะเข้ามาทางมือ แขน ไหล่ ตา ศรีษะ เท้า
ขับรถ พลังงานก็จะเข้ามาทางมือ แขน ไหล่ ตา ศรีษะ เท้า
ความเครียด การนอนไม่พอ นอนดึก ก็มีส่วนในการทำให้เส้นตึง เลือดลมไม่ไหลเวียน
เมื่อร่างกายเรามีอาการบาดเจ็บเรื้อรังจากการทำงาน จากการเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวัน พลังงานที่ร่างกายรับเข้ามานี้ สั่งสมเพิ่มขึ้นทุกวัน ทุกทิศทุกทาง เมื่อพลังงานเหล่านี้ไม่ได้มีการระบายออกมา การสั่งสมของพลังงาน นั้นจะมากขึ้นตลอดเวลา ทุกๆวัน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี เป็นสิบๆปี
เหมือนกับเขื่อนเก็บน้ำขนาดใหญ่ ถ้าเราเอาแต่เก็บน้ำเข้าเขื่อน ไม่ระบายน้ำออกจากเขื่อนเลย สักวันหนึ่ง น้ำจะเต็มเขื่อน วันที่น้ำเต็มเขื่อน ปริมาณน้ำมหาศาลที่อยู่ในเขื่อน ความดันของน้ำที่สะสมจะมากที่สุด ที่ตัวเขื่อนอาจจะรับไม่ไหว แต่ก่อนที่ระดับน้ำจะสูงไปจนล้นเขื่อน ตัวเขื่อนก็ยังมีสปริงเวย์ ( ทางระบายน้ำล้น ) เป็นทางที่จะนำน้ำส่วนเกิน ที่จะมากเกินไป ให้ไหลออกทางสปริงเวย์ จึงเป็นการป้องกันไม่ให้น้ำลงไปในเขื่อนมากจนเต็ม
ร่างกายเราเมื่อพลังงานสั่งสมเข้ามาในร่างกาย จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี พลังงานก็จะสั่งสมอยู่ในแนวเส้น ต้นคอ ท่อนแขน ท่อนขา ตามแนวบ่า โคนแขน โคนขา แล้วพลังงานจะค่อยๆ แพร่กระจายไปครอบคลุมแนวเส้น ที่ต่อเนื่องกัน พลังงานแพร่ไปตามอวัยวะ กล้ามเนื้อต่างๆ
จนถึงจุดที่ร่างกายเรา จะรับพลังงานเหล่านี้ไม่ได้แล้ว ร่างกายเราจะมีวิธีการระบายพลังงานนั้นๆออกไป โดยออกมากับลมที่ไหลออกนอกร่างกาย เช่นการเรอ การหาว การไอ การจาม การผายลม ลมที่ออกตามข้อกระดูกต่างๆ ลมที่ไหลออกตามทวารต่างๆ ลมออกหู ลมออกที่ตา ลมออกที่ปาก ลมออกที่ทวารหนัก ลมออกที่ทวารเบา ลมออกช่องคลอด การกรน ทุกๆส่วนของร่างกายที่ลมไหลออกไปได้ ลมจะนำพลังงานที่สั่งสมจนจะล้น ให้ออกไปนอกร่างกาย และการนวดไล่ลมก็เป็นการนวดบำบัดเพื่อที่จะนำพลังงานที่สั่งสมนี้ให้คลายออก โดยไหลไปกับลมที่วิ่งออกนอกร่างกายเรา
กรณีของผู้ป่วยท่านหนึ่งอยู่แถวลาดพร้าว ก่อนนวดมีอาการหลักๆ คือลมออกหู ปวดมึนศรีษะ ปวดหลังปวดเอว นิ้วล็อค ยืนทำงานได้ไม่นานจะปวดเมื่อย เส้นขาตึง
หลังจากนวดมาได้ระยะเวลาหนึ่ง ประมาณ7-8 เดือน อาการต่างๆก็ค่อยๆหายไป อาการลมออกหูเบาลงมา อาการปวดมึนศรีษะก็หายไป อาการปวดหลังปวดเอวก็หายไป นิ้วโป้งที่เคยตึงจะล็อคเมื่อ3-4เดือนก่อนก็คลายหายไป ระยะหลังๆอาการล้าแขนขาจากการขับรถก็หายไป ล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเล่าให้ฟังว่าสามารถยืนทำงานหลายๆชั่วโมงได้ โดยหลังจากทำงานเสร็จไม่มีอาการเมื่อยล้าเหมือนก่อนนี้ที่เคยเป็น
ที่ยกตัวอย่างกรณีนี้ขึ้นมา เพราะการที่เรานวดไล่ลม ทำให้ลมไหลเวียนออกนอกกายได้ พลังงานที่สั่งสมอยู่ก็จะเคลื่อนไหลออกนอกกายเราด้วย ทำให้ความดันของลมและพลังงานที่หนาแน่นอยู่ ให้เบาบางลง เมื่อพลังงานคลายออกไปเรื่อยๆ อาการตึงของแนวเส้นก็จะคลายตัวลงมาเอง อาการที่ลมและพลังงานไปกดทับกล้ามเนื้อ กดทับอวัยวะก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ จนพลังงานที่เคยสั่งสมอยู่ออกมาได้มากแล้ว อาการบาดเจ็บเรื้อรังก็จะค่อยๆคลายหายไปเอง ( ดูจากลมที่วิ่งร้อนออกตามรูขุมขน ตามท่อนกระดูก ของร่างกายซีกที่เรานวดไล่ลมอยู่ )
จึงมาถึงคำกล่าวที่ว่า อาการป่วยที่เกิดจากการที่เราทำงาน หรือออกกำลังกล้ามเนื้อ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกล้ามเนื้อบาดเจ็บ เรื้อรัง จะรักษาอย่างไรก็ไม่หายถ้าเราไม่เลิกพฤติกรรมนั้นๆ รักษาไปอาการเดี๋ยวก็กลับมาอีก ถ้าเรานวดไล่ลม นำพลังงานที่สั่งสมอยู่ในกายออกไปนอกร่างกายได้ เรายังสามารถใช้ชีวิตประจำวันของเราอย่างปกติได้ เรายังคงสามารถทำงานต่างๆที่เราทำอยู่ได้ แค่เราต้องมีการปรับไล่ลมในกาย ให้ไหลออกนอกกายด้วย พลังงานก็จะไม่สั่งสมจนแน่นตึง จนทำให้เราบาดเจ็บขึ้นมาอีก
ธิติ ศุภโชติการกุล นวดไล่ลม แก้อาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทโดยไม่ต้องผ่าตัด 086-775-7333 , 083-046-7409 , 02-426-0561
วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561
หายใจโล่ง หายใจเต็มปอด
หายใจโล่ง หายใจเต็มปอด
เมื่อวานนี้ ได้ไปนวดไล่ลมให้ผู้ป่วยที่บำบัดเรื่องลมมาระยะหนึ่งแล้วแถวศาลายา นครปฐม และได้นวดไล่ลมให้กับลูกสาวที่มีอาการไมเกรน หายใจไม่ทั่วท้อง อาการคอบ่าไหล่ ปวดหลัง ปวดเอว ขัดที่สลักเพชร เส้นที่ขาตึงเนื่องจากเดินทางบ่อยๆ ปวดตึงขึ้นมาจนถึงแนวหลัง
ได้เคยนวดให้ผู้ป่วยแล้วครั้งหนึ่ง ประมาณ1สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากอายุยังไม่มาก และอาการที่ปรากฎขึ้นมาเป็นแค่การขัดของลม เพียงแค่การไหลเวียนของลมในกายไม่ปกติ ลมในกายไม่สามารถไหลออกตามรูขุมขน ตามทวาร ตามข้อต่างๆ ทำให้พลังงานที่กระทบและสั่งสมเข้ามาในร่างกาย เมื่อลมในกายไม่สามารถไหลออกนอกกายได้ พลังงานที่ได้เข้ามาก็ออกไปไม่ได้ด้วย จึงทำให้มีการสั่งสมพลังงานในแนวเส้น นานวันเข้าพลังงานก็ค่อยๆกระจายออกจากแนวเส้น ไปตามช่องท้อง ในลำคอ ในกระโหลกศรีษะ
เมื่อลมไม่สามารถเคลื่อนไหลออกนอกกายได้ ทำให้พลังงานที่สั่งสมอยู่ในกายก็ไม่สามารถคลายออกไปด้วย พลังงานนี้ไปกดบีบ กล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออวัยวะ ทำให้การทำงานของอวัยวะเสียสภาพลงไป ผู้ป่วยมีอาการปวดมึนศรีษะเวลาไปยืนเดินในที่ๆมีอุณหภูมิสูง ( จากห้องแอร์แล้วไปเดินกลางแดด ) มีอาการอึดอัดหายใจไม่ทั่วท้อง หายใจได้สั้นๆ
หลังจากนวดไล่ลมในครั้งแรก การหายใจดีขึ้น หายใจได้ลึกขึ้น ทั้งนี้เพราะเมื่อเรานวดไล่ลมที่ต้นขาท่อนบน ในท่านอนคว่ำ ลมและพลังงานในแนวเส้นได้เคลื่อนไหลออกที่ข้อหัวเข่า ข้อตาตุ่ม ออกตามกระดูกเท้า ออกตลอดตามรูขุมขนตามแนวเส้นขาด้านหลัง
เมื่อลมไหลออกได้ พลังงานที่สั่งสมภายในกายเราก็เคลื่อนไหลออกมาด้วย เริ่มต้นขาเริ่มเบา
เมื่อรูขุมขนตลอดแนวขาด้านหลังเปิดโล่ง ลมและพลังงานเคลื่อนไหลออกได้ ลมที่อยู่ในช่องท้อง จะเกิดการแพร่ของพลังงานในแนวด้านบนลำตัว ตามแนวเส้นหลัง ลมจะแพร่ออกจากช่องท้อง จะแพร่ออกจากลำคอ จะแพร่ออกจากกระโหลกศรีษะ ไหลตามลมที่ไหลโล่ง วิ่งร้อนออกไปที่ปลายเท้า ทำให้ช่องท้องที่เคยบวมโต แฟบลงมา พลังงานที่เคยไปกดทับอวัยวะภายในช่องท้องทุกอย่างคลายตัวลง
ปอดหดตัว-ขยายตัวได้เป็นปกติ เวลาที่หายใจ การหายใจจึงโล่ง หายใจได้ลึก หายใจได้เต็มปอด
ลมในกระโหลกศรีษะก็จะไหลออก พลังงานก็จะค่อยๆแพร่ลงมาออกด้านล่าง คือวิ่งเฉื่อยไหลตามลมที่ไหลออกตามแนวรูขุมขนที่ขา และไหลออกปลายเท้า ทำให้ลมหรือพลังงานที่ไปกดเนื้อสมอง เส้นเลือดสมองน้อยลง ทำให้อาการปวดข้างในศรีษะลดลง
เมื่อวานนี้ ได้ไปนวดไล่ลมให้ผู้ป่วยที่บำบัดเรื่องลมมาระยะหนึ่งแล้วแถวศาลายา นครปฐม และได้นวดไล่ลมให้กับลูกสาวที่มีอาการไมเกรน หายใจไม่ทั่วท้อง อาการคอบ่าไหล่ ปวดหลัง ปวดเอว ขัดที่สลักเพชร เส้นที่ขาตึงเนื่องจากเดินทางบ่อยๆ ปวดตึงขึ้นมาจนถึงแนวหลัง
ได้เคยนวดให้ผู้ป่วยแล้วครั้งหนึ่ง ประมาณ1สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากอายุยังไม่มาก และอาการที่ปรากฎขึ้นมาเป็นแค่การขัดของลม เพียงแค่การไหลเวียนของลมในกายไม่ปกติ ลมในกายไม่สามารถไหลออกตามรูขุมขน ตามทวาร ตามข้อต่างๆ ทำให้พลังงานที่กระทบและสั่งสมเข้ามาในร่างกาย เมื่อลมในกายไม่สามารถไหลออกนอกกายได้ พลังงานที่ได้เข้ามาก็ออกไปไม่ได้ด้วย จึงทำให้มีการสั่งสมพลังงานในแนวเส้น นานวันเข้าพลังงานก็ค่อยๆกระจายออกจากแนวเส้น ไปตามช่องท้อง ในลำคอ ในกระโหลกศรีษะ
เมื่อลมไม่สามารถเคลื่อนไหลออกนอกกายได้ ทำให้พลังงานที่สั่งสมอยู่ในกายก็ไม่สามารถคลายออกไปด้วย พลังงานนี้ไปกดบีบ กล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออวัยวะ ทำให้การทำงานของอวัยวะเสียสภาพลงไป ผู้ป่วยมีอาการปวดมึนศรีษะเวลาไปยืนเดินในที่ๆมีอุณหภูมิสูง ( จากห้องแอร์แล้วไปเดินกลางแดด ) มีอาการอึดอัดหายใจไม่ทั่วท้อง หายใจได้สั้นๆ
หลังจากนวดไล่ลมในครั้งแรก การหายใจดีขึ้น หายใจได้ลึกขึ้น ทั้งนี้เพราะเมื่อเรานวดไล่ลมที่ต้นขาท่อนบน ในท่านอนคว่ำ ลมและพลังงานในแนวเส้นได้เคลื่อนไหลออกที่ข้อหัวเข่า ข้อตาตุ่ม ออกตามกระดูกเท้า ออกตลอดตามรูขุมขนตามแนวเส้นขาด้านหลัง
เมื่อลมไหลออกได้ พลังงานที่สั่งสมภายในกายเราก็เคลื่อนไหลออกมาด้วย เริ่มต้นขาเริ่มเบา
เมื่อรูขุมขนตลอดแนวขาด้านหลังเปิดโล่ง ลมและพลังงานเคลื่อนไหลออกได้ ลมที่อยู่ในช่องท้อง จะเกิดการแพร่ของพลังงานในแนวด้านบนลำตัว ตามแนวเส้นหลัง ลมจะแพร่ออกจากช่องท้อง จะแพร่ออกจากลำคอ จะแพร่ออกจากกระโหลกศรีษะ ไหลตามลมที่ไหลโล่ง วิ่งร้อนออกไปที่ปลายเท้า ทำให้ช่องท้องที่เคยบวมโต แฟบลงมา พลังงานที่เคยไปกดทับอวัยวะภายในช่องท้องทุกอย่างคลายตัวลง
ปอดหดตัว-ขยายตัวได้เป็นปกติ เวลาที่หายใจ การหายใจจึงโล่ง หายใจได้ลึก หายใจได้เต็มปอด
ลมในกระโหลกศรีษะก็จะไหลออก พลังงานก็จะค่อยๆแพร่ลงมาออกด้านล่าง คือวิ่งเฉื่อยไหลตามลมที่ไหลออกตามแนวรูขุมขนที่ขา และไหลออกปลายเท้า ทำให้ลมหรือพลังงานที่ไปกดเนื้อสมอง เส้นเลือดสมองน้อยลง ทำให้อาการปวดข้างในศรีษะลดลง
วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
เหมือนระบมในปาก
เหมือนระบมในปาก
ผู้ป่วยหญิงคนหนึ่งที่เคยได้นวดบำบัด อาการก้อนลมที่เต้านม อาการนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ป่วยเดิน แล้วจะตกบันไดสะพานลอย จึงคว้าราวบันได เมื่อแขนกระชาก พลังงานสะเทือนเข้ามาตามท่อนแขน ไปสุดที่โคนแขน-รักแร้
หลังจากนั้น2เดือน ปรากฎมีก้อนเกิดขึ้นบริเวณเต้านม ฝั่งติดกับรักแร้ เป็นแขนข้างเดียวกับที่คว้าราวบันไดสะพานลอย เมื่อกดลงบนก้อนนั้น ปรากฎว่ายุบลง แต่ไปโผล่แนวด้านข้าง
ภายหลังจากที่นวดไล่ลม ให้ลมที่ขัดในแนวข้างขาด้านใน ( ท่านอนตะแคง ) แนวสะบัก แนวบ่า แนวแขน ให้แนวที่ว่านี้คลายตัว ลมไหลออกนอกกายได้ ปรากฎว่าในขณะที่นวด ก้อนที่ว่านั้นยุบ และหายไป
ในหลักการเดียวกัน ผู้ป่วยอีกรายหนึ่งที่นวดบำบัดอาการลมออกหู มาจากการทำงาน ได้รับเสียงดังเป็นเวลานาน เป็นเวลานานหลายๆปี เสียงที่ได้ยินช่วงที่อาการหนักๆอยู่ในระดับ 8 ได้ยินทุกวัน
หลังจากที่มีการนวดไล่ลม อาการลมออกหูทุเลาลง ยังคงได้ยินเสียง แต่ระดับเสียงที่ได้ยินลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3-4 แต่มีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นคือ
มีเสียงเหมือนฟันขบกันบริเวณฟันกราม เป็นอย่างนี้ประมาณ10กว่าครั้ง แต่ครั้งหลังสุดมีอาการไม่เหมือนเดิม ครั้งนี้มีอาการเหมือนในช่องปาก กรามระบม มีอาการหนึ่งวันเต็มๆ แล้วอาการก็หายไป หลังจากนั้นอีก1สัปดาห์ เมื่อไปนวดซ้ำอีกครั้ง อาการเสียงเหมือนฟันขบกันบริเวณฟันกราม อาการกรามระบม ก็ไม่ปรากฎขึ้นอีก
พลังงานเสียงที่สะเทือนเข้ามาทางหูมากๆนานๆ ทำให้หูอื้อ หูตึง ลมออกหูได้ เมื่อร่างกายเราสั่งสมพลังงานเสียงที่หูมากขึ้นเป็นเวลานานเป็นสิบๆปี พลังงานก็จะค่อยๆขยับเคลื่อนไปแนวที่ต่อเนื่องกันอยู่ ยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งแผ่กระจายพลังงานไปเป็นวงกว้างขึ้น
หู และ กราม เป็นอวัยวะที่อยู่ใกล้ชิดกัน ดังนั้นพลังงานที่ซึมซับเข้ามาทางการได้ยิน เข้ามาทางหู จึงค่อยๆสั่งสม และกระจายออกรอบๆ ทุกๆด้าน พลังงานจึงเคลื่อนไปถึงกราม สั่งสมไว้นานวัน
เมื่อได้รับการกดนวดไล่ลม พลังงานที่สั่งสมในแนวหูเริ่มลดลงมาเรื่อยๆ ดูจากระดับความดังของเสียงลมออกหู ลดลงมา และเริ่มเกิดการคลายตัวของพลังงานที่เคยเคลื่อนมาฝังตัวที่กราม มีการคลายตัวบ่อยขึ้น มีเสียงเหมือนฟันขบกัน ... จนในที่สุด เป็นอาการเหมือนช่องปากระบม เป็นอยู่หนึ่งวันแล้วก็หายไป ถือว่าเป็นสัญญานที่ดี แสดงว่าพลังงานที่เคยเคลื่อนขยายไปตามแนวกราม ที่เคยสั่งสมอยู่ ได้เวลาเริ่มเคลื่อนตัว ไหลออกนอกกายเรา
วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
นอนไม่เต็มอิ่ม นอนตื่นแล้วไม่สดชื่น
นอนไม่เต็มอิ่ม นอนตื่นแล้วไม่สดชื่น
การพักผ่อนที่ดีที่สุดของร่างกายคือการนอนหลับ อวัยวะและกล้ามเนื้อต่างๆของร่างกายจะได้หยุดพัก หยุดการเคลื่อนไหว อวัยวะหรือกล้ามเนื้อส่วนที่บาดเจ็บก็จะได้รับการพัก เพื่อฟื้นตัว
แต่ก็มีอวัยวะหรือกล้ามเนื้อเช่นหัวใจ เป็นอวัยวะหรือกล้ามเนื้อที่ไม่มีการหยุดพัก เพราะต้องสูบฉีดเลือดเข้าสู่เส้นเลือดตลอดเวลา และต้องสูบฉีดเลือดไปให้ทั่วถึงทุกเซลล์ ทุกกล้ามเนื้อ ทุกอวัยวะในร่างกาย
อวัยวะที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือสมอง สมองเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งในร่างกาย สมองมีหน้าที่โดยตรงคือควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆทั่วร่างกายเรา สมองก็มีเส้นเลือดมาเลี้ยงสมอง มีทั้งเส้นเลือดแดงที่นำสารอาหารและก๊าซออกซิเจนมาให้เซลล์สมอง และเส้นเลือดดำที่นำของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับไปฟอกที่ปอด
การไหลเวียนเลือดที่ไม่ดีพอ ย่อมมีผลทำให้เลือดแดงขึ้นไปเลี้ยงอวัยวะบนศรีษะไม่เพียงพอ เส้นเลือดสมองมีเลือดแดงไหลผ่านในปริมาณที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้สารอาหารและอ็อกซิเจนไม่เพียงพอ ในขณะเดียวกัน ของเสียในเลือดดำก็มีการไหลกลับเข้าไปฟอกที่ปอดได้น้อยกว่าปกติ ของเสียในเลือดดำ และคาร์บอนไดออกไซด์ สั่งสมอยู่ในกระแสเลือด บริเวณสมอง จึงทำให้เกิดความง่วง หาว นอนไม่เต็มอิ่ม นอนนานๆแต่ก็ไม่สดชื่น ไม่กระปรี้กระเปร่า ทั้งหมดนี้เกิดจากการที่เลือดลมในกายเราไหลเวียนได้ไม่เป็นปกติ ไม่ดีพอ
การนวดเส้นคือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ ทีนี้ลองนึกภาพดูว่า เวลาที่เราตะคริวขึ้นที่ขา ที่น่อง กล้ามเนื้อที่น่องจะแข็ง เกร็ง ตึง เราจะมีอาการปวด เจ็บที่น่อง เมื่อเรานวดคลาย ยืด ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นคลายตัว เลือดและลมไหลเวียนดีขึ้น อาการตะคริวขึ้น อาการปวดเจ็บ ก็จะหายไปเอง
การที่เส้นคอตึง บ่าตึง ไหล่ตึง กล้ามเนื้อแข็งตัว ย่อมหมายถึงเส้นเลือดฝังตัวอยู่ในกล้ามเนื้อที่แข็ง เกร็ง ส่งผลโดยตรงทำให้เลือดและลมไหลผ่านบริเวณคอ บ่า ไหล่ ได้ไม่สะดวก
หัวใจก็ต้องพยายามที่จะส่งเลือดให้ผ่านเส้นเลือดแดง เพื่อที่จะนำสารอาหารและก๊าซออกซิเจนขึ้นไปเลี้ยงสมอง แต่ก็ไปได้ไม่เต็มที่
และหัวใจก็ต้องรับเลือดดำที่จะไหลกลับจากสมองไปฟอกให้เป็นเลือดแดงที่ปอด และการที่คอ บ่า ไหล่ตึงกล้ามเนื้อแข็งตัว นั่นย่อมหมายถึงเลือดดำที่จะไหลกลับมาที่ปอดก็จะมาได้น้อยกว่าปกติ
จึงมาถึงคำตอบที่ถามไว้ว่า ทำไมนอนวันละหลายๆชั่วโมงก็ยังไม่สดชื่น
การนอนได้เต็มอิ่มหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่ได้นอนนาน7-8ชั่วโมงต่อวัน แต่ขึ้นอยู่กับเลือดลมที่ไหลเวียนในกาย โดยเฉพาะศีรษะ สมอง ผิวหน้า การที่เรามีอาการ ปวดคอบ่าไหล่ ปวดไมเกรน ปวดมึนในศรีษะ ไมเกรนขึ้นตา ปวดขมับ อาการภูมิแพ้ คัดจมูก ไอ จาม หาวบ่อย เรอบ่อย ทั้งหมดนี้เป็นผลกระทบจากการที่เลือดลมไหลเวียนไม่ดี
เมื่อเลือดแดงขึ้นไปเลี้ยงสมองไม่พอ เหมือนคนไม่ได้กินข้าว กล้ามเนื้อสมองจะขาดเลือด ทำให้หัวใจต้องพยายามสูบฉีดเลือดไปให้ถึงสมองตามคำสั่งของสมอง ผลข้างเคียงก็คือ ความดันหัวใจก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ และโอกาสต่อไปก็เส้นเลือดสมองตีบ และแตกได้
และเมื่อเลือดดำไหลกลับเข้ามาที่ปอดได้ไม่เต็มที่เพราะคอ บ่า ไหล่ตึง ของเสียที่ออกมาจากเซลล์กล้ามเนื้อสมองจึงกลับเข้าไปที่ปอดได้ไม่หมด ของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จึงคั่งค้างอยู่ที่ศีรษะ เราจึงมีความรู้สึกไม่สดชื่น ง่วงนอน นอนไม่อิ่ม ผิวพรรณหยาบกร้าน สิว ฝ้า ขึ้นตามใบหน้า
เมื่อเราพักผ่อนนอนหลับออกซิเจนก็ยังขึ้นไปเลี้ยงเซลล์สมองไม่เต็มที่ จึงทำให้เมื่อเราตื่นนอนขึ้นมา ไม่สดชื่น หลับไม่ลึก ไม่เต็มอิ่ม หลับตื่นหลับตื่นตลอด เมื่อเราบำบัดให้เลือดและลมไหลเวียนดีแล้ว อาการต่างๆนี้ก็จะหายไปเอง
การพักผ่อนที่ดีที่สุดของร่างกายคือการนอนหลับ อวัยวะและกล้ามเนื้อต่างๆของร่างกายจะได้หยุดพัก หยุดการเคลื่อนไหว อวัยวะหรือกล้ามเนื้อส่วนที่บาดเจ็บก็จะได้รับการพัก เพื่อฟื้นตัว
แต่ก็มีอวัยวะหรือกล้ามเนื้อเช่นหัวใจ เป็นอวัยวะหรือกล้ามเนื้อที่ไม่มีการหยุดพัก เพราะต้องสูบฉีดเลือดเข้าสู่เส้นเลือดตลอดเวลา และต้องสูบฉีดเลือดไปให้ทั่วถึงทุกเซลล์ ทุกกล้ามเนื้อ ทุกอวัยวะในร่างกาย
อวัยวะที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือสมอง สมองเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งในร่างกาย สมองมีหน้าที่โดยตรงคือควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆทั่วร่างกายเรา สมองก็มีเส้นเลือดมาเลี้ยงสมอง มีทั้งเส้นเลือดแดงที่นำสารอาหารและก๊าซออกซิเจนมาให้เซลล์สมอง และเส้นเลือดดำที่นำของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับไปฟอกที่ปอด
การไหลเวียนเลือดที่ไม่ดีพอ ย่อมมีผลทำให้เลือดแดงขึ้นไปเลี้ยงอวัยวะบนศรีษะไม่เพียงพอ เส้นเลือดสมองมีเลือดแดงไหลผ่านในปริมาณที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้สารอาหารและอ็อกซิเจนไม่เพียงพอ ในขณะเดียวกัน ของเสียในเลือดดำก็มีการไหลกลับเข้าไปฟอกที่ปอดได้น้อยกว่าปกติ ของเสียในเลือดดำ และคาร์บอนไดออกไซด์ สั่งสมอยู่ในกระแสเลือด บริเวณสมอง จึงทำให้เกิดความง่วง หาว นอนไม่เต็มอิ่ม นอนนานๆแต่ก็ไม่สดชื่น ไม่กระปรี้กระเปร่า ทั้งหมดนี้เกิดจากการที่เลือดลมในกายเราไหลเวียนได้ไม่เป็นปกติ ไม่ดีพอ
การนวดเส้นคือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ ทีนี้ลองนึกภาพดูว่า เวลาที่เราตะคริวขึ้นที่ขา ที่น่อง กล้ามเนื้อที่น่องจะแข็ง เกร็ง ตึง เราจะมีอาการปวด เจ็บที่น่อง เมื่อเรานวดคลาย ยืด ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นคลายตัว เลือดและลมไหลเวียนดีขึ้น อาการตะคริวขึ้น อาการปวดเจ็บ ก็จะหายไปเอง
การที่เส้นคอตึง บ่าตึง ไหล่ตึง กล้ามเนื้อแข็งตัว ย่อมหมายถึงเส้นเลือดฝังตัวอยู่ในกล้ามเนื้อที่แข็ง เกร็ง ส่งผลโดยตรงทำให้เลือดและลมไหลผ่านบริเวณคอ บ่า ไหล่ ได้ไม่สะดวก
หัวใจก็ต้องพยายามที่จะส่งเลือดให้ผ่านเส้นเลือดแดง เพื่อที่จะนำสารอาหารและก๊าซออกซิเจนขึ้นไปเลี้ยงสมอง แต่ก็ไปได้ไม่เต็มที่
และหัวใจก็ต้องรับเลือดดำที่จะไหลกลับจากสมองไปฟอกให้เป็นเลือดแดงที่ปอด และการที่คอ บ่า ไหล่ตึงกล้ามเนื้อแข็งตัว นั่นย่อมหมายถึงเลือดดำที่จะไหลกลับมาที่ปอดก็จะมาได้น้อยกว่าปกติ
จึงมาถึงคำตอบที่ถามไว้ว่า ทำไมนอนวันละหลายๆชั่วโมงก็ยังไม่สดชื่น
การนอนได้เต็มอิ่มหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่ได้นอนนาน7-8ชั่วโมงต่อวัน แต่ขึ้นอยู่กับเลือดลมที่ไหลเวียนในกาย โดยเฉพาะศีรษะ สมอง ผิวหน้า การที่เรามีอาการ ปวดคอบ่าไหล่ ปวดไมเกรน ปวดมึนในศรีษะ ไมเกรนขึ้นตา ปวดขมับ อาการภูมิแพ้ คัดจมูก ไอ จาม หาวบ่อย เรอบ่อย ทั้งหมดนี้เป็นผลกระทบจากการที่เลือดลมไหลเวียนไม่ดี
เมื่อเลือดแดงขึ้นไปเลี้ยงสมองไม่พอ เหมือนคนไม่ได้กินข้าว กล้ามเนื้อสมองจะขาดเลือด ทำให้หัวใจต้องพยายามสูบฉีดเลือดไปให้ถึงสมองตามคำสั่งของสมอง ผลข้างเคียงก็คือ ความดันหัวใจก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ และโอกาสต่อไปก็เส้นเลือดสมองตีบ และแตกได้
และเมื่อเลือดดำไหลกลับเข้ามาที่ปอดได้ไม่เต็มที่เพราะคอ บ่า ไหล่ตึง ของเสียที่ออกมาจากเซลล์กล้ามเนื้อสมองจึงกลับเข้าไปที่ปอดได้ไม่หมด ของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จึงคั่งค้างอยู่ที่ศีรษะ เราจึงมีความรู้สึกไม่สดชื่น ง่วงนอน นอนไม่อิ่ม ผิวพรรณหยาบกร้าน สิว ฝ้า ขึ้นตามใบหน้า
เมื่อเราพักผ่อนนอนหลับออกซิเจนก็ยังขึ้นไปเลี้ยงเซลล์สมองไม่เต็มที่ จึงทำให้เมื่อเราตื่นนอนขึ้นมา ไม่สดชื่น หลับไม่ลึก ไม่เต็มอิ่ม หลับตื่นหลับตื่นตลอด เมื่อเราบำบัดให้เลือดและลมไหลเวียนดีแล้ว อาการต่างๆนี้ก็จะหายไปเอง
วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2561
ไมเกรน เวียนศรีษะ อาการหัวหมุน
วันนี้เพิ่งเดินทางกลับมาจากจังหวัดชุมพร เป้าหมายหลักครั้งนี้ที่ไป คือได้เวลาที่จะไปนวดบำบัดอาการซ้ำจากครั้งก่อนๆ ให้พระสงฆ์ที่เคยนวดต่อเนื่องกันมา และนวดโยมบางคนที่เคยนวดกันมาบ้างแล้ว ครั้งนี้กลายเป็นว่าต้องเน้นนวดบำบัดให้โยมสีกาที่อุปัฎฐากพระ ที่ระยะหลังมีอาการไมเกรน เวียนศรีษะ จนถึงขั้นหัวหมุน
ผู้ป่วยท่านนี้ทำงานด้านสาธารณะสุข ก่อนนี้ได้เคยนวดไล่ลมให้บ้างแล้ว เมื่อประมาณ 5-6 วันก่อนที่ผมจะเดินทางไปนวด อาการเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆจนถึงขั้นหัวหมุน และไม่ได้แจ้งอาการให้ผมทราบก่อน กำหนดการเดินทางไปที่ชุมพรนี้ คงต้องมาแก้อาการให้ผู้ป่วยท่านนี้เป็นหลัก
จากครั้งก่อนๆที่เคยลงไปนวดให้ พลังงานที่สั่งสมอยู่ก็ทยอยคลายขึ้นมาอยู่บริเวณใต้ผิว สำหรับผู้ป่วยท่านนี้ อาการหลักๆคือคอบ่าไหล่ ไมเกรน ปวดมึน เวียนศรีษะ ประกอบกับช่วงนี้งานเยอะ พักผ่อนไม่พอ มีความเครียดกับการทำงาน และเครียดกับงานบ้าน จึงส่งผลกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้นในหลายวันนี้ จึงต้องเน้นบำบัดให้ผู้ป่วยท่านนี้ เป็นกรณีพิเศษ ตามหลักการคือ คลายพลังงานที่สั่งสมในแนวเส้น ให้ไหลออกนอกกาย ตามรูขุมขน ตามข้อต่างๆ
จึงเน้นการกดนวดไล่ลม ในท่านอนคว่ำ เพื่อคลายลมหรือคลายพลังงาน ที่มาจากการเดิน การยืนทำงานนานๆ ให้ลมคลายออกที่หัวเข่า ข้อเท้า และที่ปลายเท้า
หลังจากนั้นจึงเน้น กดนวดไล่ลม ในท่านอนตะแคง บริเวณแนวเส้นข้างขาด้านใน เพื่อคลายลมหรือคลายพลังงาน ที่มาจากด้านบนของร่างกาย อาการปวดมึน เวียนศรีษะ ไมเกรน หัวหมุน ลมแน่นในกระโหลกศรีษะ หนักต้นคอ มือ-แขนตึง บ่าตึง ปวดหลัง ปวดเอว อาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา ขัดสลักเพชร กดนวดแนวนี้เพื่อให้ลมคลายออกที่หัวเข่า ข้อเท้า และที่ปลายเท้า
เมื่อลมไหลออกข้อเข่า ปลายเท้า ได้ระดับหนึ่ง พลังงานที่อัดแน่นในแนวด้านบนลำตัว คือศรีษะ บ่า หลัง เอว พลังงานแพร่ไหลลงไปตามแนวเส้น แล้วไปออกตามข้อตามแนวขา เมื่อพลังงานด้านบนมีความหนาแน่น ความดันลม ลดลง จึงเริ่มบำบัด แนวร่องบ่า-กระดูกสันหลัง แนวบ่า เปิดประตูลมตามท่อนแขน นวดแขน นวดให้ลมและพลังงานไหลออกที่ปลายแขน
นวดขึ้นต้นคอ นวดกดจุดกำด้น5จุด ที่ฐานกระโหลก นวดไล่คลึงบนหนังศรีษะ ขึ้นไปทั้งศรีษะ เพื่อลากลมและพลังงานให้ไหลตามนิ้วมือขึ้นมา ให้ไปออกบริเวณศรีษะ แล้วจึงไปกดที่กลางกระหม่อมเพื่อเปิดประตูลม ให้ลมไหลออกด้านบนศรีษะ
หลังจากที่กดนวดขั้นตอนต่างๆผ่านไปแล้ว พลังงานที่เคลื่อนหนีขณะที่เรากดลงที่บ่า พลังงานที่เคลื่อนลงมาที่แนวสะบัก แนวหลังใต้แนวสะบัก แนวเอวตัดขวางเข้ากระดูกสันหลังเอวข้อ 3-4-5 ซึ่งพลังงานนี้จะมีผลไปกด แล้วดันให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนตัวไปกดทับเส้นประสาทขา
จึงต้องมาจบการกดนวดไล่ลมผู้ป่วยนี้ ด้วยท่านอนตะแคง เพื่อกดนวดไล่ลมและพลังงานที่เคลื่อนลงถึงบริเวณเอว ให้ไหลออกข้อต่างๆตามท่อนขา ก็จะเป็นการตัดวงจรที่พลังงานจะเคลื่อนกลับไปยังด้านบนของลำตัว
หลังการนวดบำบัด 2วันต่อเนื่องกัน อาการไมเกรน เวียนศรีษะ อาการหัวหมุน ก็ทุเลาลงไป อาการที่บ่าก็เบาลง อาการที่หลัง เอว และอาการขัดสะโพก-สลักเพชร ก็หายไปโดยที่เราไปต้องไปกดนวดที่สลักเพชร
วันนี้เพิ่งเดินทางกลับมาจากจังหวัดชุมพร เป้าหมายหลักครั้งนี้ที่ไป คือได้เวลาที่จะไปนวดบำบัดอาการซ้ำจากครั้งก่อนๆ ให้พระสงฆ์ที่เคยนวดต่อเนื่องกันมา และนวดโยมบางคนที่เคยนวดกันมาบ้างแล้ว ครั้งนี้กลายเป็นว่าต้องเน้นนวดบำบัดให้โยมสีกาที่อุปัฎฐากพระ ที่ระยะหลังมีอาการไมเกรน เวียนศรีษะ จนถึงขั้นหัวหมุน
ผู้ป่วยท่านนี้ทำงานด้านสาธารณะสุข ก่อนนี้ได้เคยนวดไล่ลมให้บ้างแล้ว เมื่อประมาณ 5-6 วันก่อนที่ผมจะเดินทางไปนวด อาการเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆจนถึงขั้นหัวหมุน และไม่ได้แจ้งอาการให้ผมทราบก่อน กำหนดการเดินทางไปที่ชุมพรนี้ คงต้องมาแก้อาการให้ผู้ป่วยท่านนี้เป็นหลัก
จากครั้งก่อนๆที่เคยลงไปนวดให้ พลังงานที่สั่งสมอยู่ก็ทยอยคลายขึ้นมาอยู่บริเวณใต้ผิว สำหรับผู้ป่วยท่านนี้ อาการหลักๆคือคอบ่าไหล่ ไมเกรน ปวดมึน เวียนศรีษะ ประกอบกับช่วงนี้งานเยอะ พักผ่อนไม่พอ มีความเครียดกับการทำงาน และเครียดกับงานบ้าน จึงส่งผลกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้นในหลายวันนี้ จึงต้องเน้นบำบัดให้ผู้ป่วยท่านนี้ เป็นกรณีพิเศษ ตามหลักการคือ คลายพลังงานที่สั่งสมในแนวเส้น ให้ไหลออกนอกกาย ตามรูขุมขน ตามข้อต่างๆ
จึงเน้นการกดนวดไล่ลม ในท่านอนคว่ำ เพื่อคลายลมหรือคลายพลังงาน ที่มาจากการเดิน การยืนทำงานนานๆ ให้ลมคลายออกที่หัวเข่า ข้อเท้า และที่ปลายเท้า
หลังจากนั้นจึงเน้น กดนวดไล่ลม ในท่านอนตะแคง บริเวณแนวเส้นข้างขาด้านใน เพื่อคลายลมหรือคลายพลังงาน ที่มาจากด้านบนของร่างกาย อาการปวดมึน เวียนศรีษะ ไมเกรน หัวหมุน ลมแน่นในกระโหลกศรีษะ หนักต้นคอ มือ-แขนตึง บ่าตึง ปวดหลัง ปวดเอว อาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา ขัดสลักเพชร กดนวดแนวนี้เพื่อให้ลมคลายออกที่หัวเข่า ข้อเท้า และที่ปลายเท้า
เมื่อลมไหลออกข้อเข่า ปลายเท้า ได้ระดับหนึ่ง พลังงานที่อัดแน่นในแนวด้านบนลำตัว คือศรีษะ บ่า หลัง เอว พลังงานแพร่ไหลลงไปตามแนวเส้น แล้วไปออกตามข้อตามแนวขา เมื่อพลังงานด้านบนมีความหนาแน่น ความดันลม ลดลง จึงเริ่มบำบัด แนวร่องบ่า-กระดูกสันหลัง แนวบ่า เปิดประตูลมตามท่อนแขน นวดแขน นวดให้ลมและพลังงานไหลออกที่ปลายแขน
นวดขึ้นต้นคอ นวดกดจุดกำด้น5จุด ที่ฐานกระโหลก นวดไล่คลึงบนหนังศรีษะ ขึ้นไปทั้งศรีษะ เพื่อลากลมและพลังงานให้ไหลตามนิ้วมือขึ้นมา ให้ไปออกบริเวณศรีษะ แล้วจึงไปกดที่กลางกระหม่อมเพื่อเปิดประตูลม ให้ลมไหลออกด้านบนศรีษะ
หลังจากที่กดนวดขั้นตอนต่างๆผ่านไปแล้ว พลังงานที่เคลื่อนหนีขณะที่เรากดลงที่บ่า พลังงานที่เคลื่อนลงมาที่แนวสะบัก แนวหลังใต้แนวสะบัก แนวเอวตัดขวางเข้ากระดูกสันหลังเอวข้อ 3-4-5 ซึ่งพลังงานนี้จะมีผลไปกด แล้วดันให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนตัวไปกดทับเส้นประสาทขา
จึงต้องมาจบการกดนวดไล่ลมผู้ป่วยนี้ ด้วยท่านอนตะแคง เพื่อกดนวดไล่ลมและพลังงานที่เคลื่อนลงถึงบริเวณเอว ให้ไหลออกข้อต่างๆตามท่อนขา ก็จะเป็นการตัดวงจรที่พลังงานจะเคลื่อนกลับไปยังด้านบนของลำตัว
หลังการนวดบำบัด 2วันต่อเนื่องกัน อาการไมเกรน เวียนศรีษะ อาการหัวหมุน ก็ทุเลาลงไป อาการที่บ่าก็เบาลง อาการที่หลัง เอว และอาการขัดสะโพก-สลักเพชร ก็หายไปโดยที่เราไปต้องไปกดนวดที่สลักเพชร
วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2561
หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา
หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา
วันนี้พูดเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง เป็นอาการต่อเนื่องที่มาจากระยาง ทางด้านบนของร่างกาย คือศรีษะ และแขน โดยปกติแล้วพลังงานที่เข้ามาทางด้านบนจะมาสะสมอยู่บริเวณบ่า รักแร้ สะบัก แนวร่องสะบักกับกระดูกสันหลัง ทุกๆแนวเป็นจุดที่ผ่านมารวมกันของพลังงาน ทุกๆอิริยาบท ทุกๆความเครียด ทุกๆเสียงที่ดังสะเทือนมากระทบที่หู ทุกๆการพักผ่อนที่ไม่พอ ทุกๆครั้งที่เราใช้ศีรษะโหม่งลูกบอล ทุกๆครั้งที่เราตบลูกวอลเล่ย์ ทุกๆครั้งที่โดนแรงสะท้อนกลับมาที่แขนจากการยิงปืน ทุกๆครั้งที่แขนเรากระชาก ทุกๆครั้งที่เราโดนชกที่แขน ทุกๆครั้งที่เราใช้มือกดนวดให้คนอื่น ทุกๆครั้งที่เราใช้นิ้วโป้งในการกดนวดให้คนอื่น ฯลฯ
ทุกอิริยาบทที่กล่าวมา เป็นการใช้ชีวิตปกติของเรา แต่ก็ยังมีการบาดเจ็บที่เกิดจากอุบัติเหตุ ที่พลังงานก็กระเทือนเข้ามาในกายด้วย เช่น ทุกๆครั้งที่เราล้มแล้วเอาแขนยันพื้น อุบัติเหตุรถชนศีรษะกระแทก แขนกระแทก แขนกระชาก ฯลฯ
ทั้งหมดนี้ให้เห็นทิศทางของพลังงาน ที่เกิดมาจากระยางส่วนบนของร่างกาย เข้ามาทางศรีษะพลังงานจะมารวมกันที่แนวบ่า และแนวร่องสะบักกับกระดูกสันหลัง และสุดท้ายไปกองรวมกันบริเวณสะบัก
เข้ามาทางแขนพลังงานจะมารวมกันที่ หัวไหล่ รักแร้ แนวบ่า และแนวร่องสะบักกับกระดูกสันหลัง และสุดท้ายไปกองรวมกันบริเวณสะบัก
เมื่อพลังงานที่เข้ามาทางด้านบนไม่ว่าจะมาจากศรีษะ หรือแขน ก็จะมารวมกันที่สะบัก แล้วเคลื่อนลงมาด้านล่างร่างกายตามแนวหลังใต้แนวสะบัก ค่อยๆลงมาถึงแนวเอว แล้วพลังงานเคลื่อนตัดขวางเข้าหาแนวกระดูกสันหลัง เอว ข้อ 3-4-5
ตรงนี้แหละที่เราจะมีความรู้สึกเวลาเราโดนกดนวด เมื่อเขากดนวดลงที่แนวบ่า บ่าจะเบา แต่เราจะปวดหลังปวดเอว หน่วงๆขึ้นมา ผ่านไป2-3วัน เราก็จะปวดเมื่อยคอบ่าไหล่อีก เนื่องจากพลังงานเคลื่อนไหลกลับไปที่เดิม
แนวกระดูกสันหลังเป็นเนื้อกระดูก แต่หมอนรองกระดูกมีลักษณะนิ่ม เคลื่อนไหลออกไปจากแนวปกติได้ ไปตามแรงดันของลมหรือพลังงาน ที่ไหลลงมาจากแนวสะบัก ที่มารวมตัวกันบริเวณแนวกระดูกสันหลังเอว จึงดันให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนไปทับเส้นประสาทขา จึงทำให้เกิดอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา
ดังนั้นถ้าเราสามารถนำลมหรือพลังงาน ที่สั่งสมอยู่บริเวณแนวกระดูกสันหลัง เอว นี้ออกไปได้ ก็จะทำให้หมอนรองกระดูกไม่เคลื่อนไปทับเส้นประสาทขา อาการที่เราขัดที่สลักเพชร สะโพก ชาเมื่อยบริเวณพับเข่าด้านนอก แนวขาด้านหลังติดตาตุ่มนอก ชาบริเวณหลังเท้าบริเวณร่องนิ้วนาง-นิ้วก้อย อาการตามแนวเส้นประสาทขานี้จะหายไปโดยที่เราไม่ต้องไปกดนวดที่แนวเส้นประสาทขาเลย ( ตั้งแต่แนวสะโพกขสลักเพชร ลงมาถึงขา ถึงนิ้วก้อย )
ในการนวดบำบัด เพียงแค่เรากดนวดท่านอนตะแคง ( เส้นข้างขาด้านใน ) ทำให้ลม หรือพลังงานที่สั่งสมอยู่นี้เคลื่อนไหลออกนอกกาย
เรากดนวดลงบนบริเวณขาท่อนบน ลมเคลื่อนไหลลงมาทางด้านล่าง วิ่งร้อนออกตามรูขุมขน ร้อนออกที่หัวเข่า ร้อนออกข้อเท้า ร้อนออกบริเวณข้อกระดูกเท้า วิ่งร้อนออกปลายนิ้วเท้า
เมื่อความหนาแน่นของลมบริเวณขาน้อยลง ความหนาแน่นของลมหรือพลังงานที่อยู่ที่เอว หลังใต้แนวสะบัก บ่า แขน ศรีษะ ก็จะค่อยๆไหลลงมาด้านล่างลำตัว เป็นการแพร่ของลม ไหลลงมาที่บริเวณขาท่อนที่โดนกดนวดอยู่
อาศัยความเฉื่อยของลมที่ไหล ร้อนออกตามรูขุมขน ตามข้อเข่า วิ่งร้อนออกปลายเท้า ก็จะลากเอาลมที่แพร่มาจากด้านบน มาจากเอว ให้ไหลออกตามรูขุมขน ตามข้อเข่า ข้อเท้า ปลายเท้า
เมื่อเรากดนวดทำให้ลมไหลออกด้านล่างได้มาก พลังงานที่สั่งสมที่เอวก็จะลดลงมาเอง ตามลำดับ จนในที่สุดพลังงานหรือลมที่ไปกดทับหมอนรองกระดูกอ่อนแรงลง แนวเส้นประสาทขาก็จะโดนกดทับน้อยลงไปเรื่อยๆ และไม่กดทับ อาการก็ค่อยๆหายไปได้ในที่สุด
วันนี้พูดเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง เป็นอาการต่อเนื่องที่มาจากระยาง ทางด้านบนของร่างกาย คือศรีษะ และแขน โดยปกติแล้วพลังงานที่เข้ามาทางด้านบนจะมาสะสมอยู่บริเวณบ่า รักแร้ สะบัก แนวร่องสะบักกับกระดูกสันหลัง ทุกๆแนวเป็นจุดที่ผ่านมารวมกันของพลังงาน ทุกๆอิริยาบท ทุกๆความเครียด ทุกๆเสียงที่ดังสะเทือนมากระทบที่หู ทุกๆการพักผ่อนที่ไม่พอ ทุกๆครั้งที่เราใช้ศีรษะโหม่งลูกบอล ทุกๆครั้งที่เราตบลูกวอลเล่ย์ ทุกๆครั้งที่โดนแรงสะท้อนกลับมาที่แขนจากการยิงปืน ทุกๆครั้งที่แขนเรากระชาก ทุกๆครั้งที่เราโดนชกที่แขน ทุกๆครั้งที่เราใช้มือกดนวดให้คนอื่น ทุกๆครั้งที่เราใช้นิ้วโป้งในการกดนวดให้คนอื่น ฯลฯ
ทุกอิริยาบทที่กล่าวมา เป็นการใช้ชีวิตปกติของเรา แต่ก็ยังมีการบาดเจ็บที่เกิดจากอุบัติเหตุ ที่พลังงานก็กระเทือนเข้ามาในกายด้วย เช่น ทุกๆครั้งที่เราล้มแล้วเอาแขนยันพื้น อุบัติเหตุรถชนศีรษะกระแทก แขนกระแทก แขนกระชาก ฯลฯ
ทั้งหมดนี้ให้เห็นทิศทางของพลังงาน ที่เกิดมาจากระยางส่วนบนของร่างกาย เข้ามาทางศรีษะพลังงานจะมารวมกันที่แนวบ่า และแนวร่องสะบักกับกระดูกสันหลัง และสุดท้ายไปกองรวมกันบริเวณสะบัก
เข้ามาทางแขนพลังงานจะมารวมกันที่ หัวไหล่ รักแร้ แนวบ่า และแนวร่องสะบักกับกระดูกสันหลัง และสุดท้ายไปกองรวมกันบริเวณสะบัก
เมื่อพลังงานที่เข้ามาทางด้านบนไม่ว่าจะมาจากศรีษะ หรือแขน ก็จะมารวมกันที่สะบัก แล้วเคลื่อนลงมาด้านล่างร่างกายตามแนวหลังใต้แนวสะบัก ค่อยๆลงมาถึงแนวเอว แล้วพลังงานเคลื่อนตัดขวางเข้าหาแนวกระดูกสันหลัง เอว ข้อ 3-4-5
ตรงนี้แหละที่เราจะมีความรู้สึกเวลาเราโดนกดนวด เมื่อเขากดนวดลงที่แนวบ่า บ่าจะเบา แต่เราจะปวดหลังปวดเอว หน่วงๆขึ้นมา ผ่านไป2-3วัน เราก็จะปวดเมื่อยคอบ่าไหล่อีก เนื่องจากพลังงานเคลื่อนไหลกลับไปที่เดิม
แนวกระดูกสันหลังเป็นเนื้อกระดูก แต่หมอนรองกระดูกมีลักษณะนิ่ม เคลื่อนไหลออกไปจากแนวปกติได้ ไปตามแรงดันของลมหรือพลังงาน ที่ไหลลงมาจากแนวสะบัก ที่มารวมตัวกันบริเวณแนวกระดูกสันหลังเอว จึงดันให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนไปทับเส้นประสาทขา จึงทำให้เกิดอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา
ดังนั้นถ้าเราสามารถนำลมหรือพลังงาน ที่สั่งสมอยู่บริเวณแนวกระดูกสันหลัง เอว นี้ออกไปได้ ก็จะทำให้หมอนรองกระดูกไม่เคลื่อนไปทับเส้นประสาทขา อาการที่เราขัดที่สลักเพชร สะโพก ชาเมื่อยบริเวณพับเข่าด้านนอก แนวขาด้านหลังติดตาตุ่มนอก ชาบริเวณหลังเท้าบริเวณร่องนิ้วนาง-นิ้วก้อย อาการตามแนวเส้นประสาทขานี้จะหายไปโดยที่เราไม่ต้องไปกดนวดที่แนวเส้นประสาทขาเลย ( ตั้งแต่แนวสะโพกขสลักเพชร ลงมาถึงขา ถึงนิ้วก้อย )
ในการนวดบำบัด เพียงแค่เรากดนวดท่านอนตะแคง ( เส้นข้างขาด้านใน ) ทำให้ลม หรือพลังงานที่สั่งสมอยู่นี้เคลื่อนไหลออกนอกกาย
เรากดนวดลงบนบริเวณขาท่อนบน ลมเคลื่อนไหลลงมาทางด้านล่าง วิ่งร้อนออกตามรูขุมขน ร้อนออกที่หัวเข่า ร้อนออกข้อเท้า ร้อนออกบริเวณข้อกระดูกเท้า วิ่งร้อนออกปลายนิ้วเท้า
เมื่อความหนาแน่นของลมบริเวณขาน้อยลง ความหนาแน่นของลมหรือพลังงานที่อยู่ที่เอว หลังใต้แนวสะบัก บ่า แขน ศรีษะ ก็จะค่อยๆไหลลงมาด้านล่างลำตัว เป็นการแพร่ของลม ไหลลงมาที่บริเวณขาท่อนที่โดนกดนวดอยู่
อาศัยความเฉื่อยของลมที่ไหล ร้อนออกตามรูขุมขน ตามข้อเข่า วิ่งร้อนออกปลายเท้า ก็จะลากเอาลมที่แพร่มาจากด้านบน มาจากเอว ให้ไหลออกตามรูขุมขน ตามข้อเข่า ข้อเท้า ปลายเท้า
เมื่อเรากดนวดทำให้ลมไหลออกด้านล่างได้มาก พลังงานที่สั่งสมที่เอวก็จะลดลงมาเอง ตามลำดับ จนในที่สุดพลังงานหรือลมที่ไปกดทับหมอนรองกระดูกอ่อนแรงลง แนวเส้นประสาทขาก็จะโดนกดทับน้อยลงไปเรื่อยๆ และไม่กดทับ อาการก็ค่อยๆหายไปได้ในที่สุด
วันพุธที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561
นวดหาย นวดไม่หาย
นวดหาย นวดไม่หาย
ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจ เกี่ยวกับลักษณะอาการของแนวเส้น ( เลือด ลม ) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้การบำบัด ผู้ป่วยแต่ละคน แต่ละอาการให้ผลออกมาได้ผลไม่เหมือนกัน หมอนวดคนเดียวกัน บำบัดอาการผู้ป่วยแต่ละคน โดยวิธีการนวดเดียวกัน แต่ทำไมผลการนวดบำบัด ให้ผลออกมาที่ต่างกัน
อาการหนักเบาไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ เดี๋ยวนี้เด็กหรือวัยรุ่นที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกๆวัน ใช้สมาร์ทโฟนเล่นโซเชียลมีเดีย ฯลฯ ทำให้เกิดอาการออฟฟิตซินโดรม อาการคอบ่าไหล่ อาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทแขน-ขา เดี๋ยวนี้อาการปวดเส้นไม่ได้เกิดกับผู้สูงอายุเท่านั้นแล้ว วัยรุ่นส่วนมากก็เป็นกัน
อาการหนักเบาไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ วัยรุ่นบางคนอาการเส้นเข้าขั้นว่าหนักกว่าผู้สูงวัย ที่เป็นอย่างนี้ได้เนื่องจากการตรากตรำทำงานหนักตั้งแต่เด็ก และการที่เคยประสบอุบัติเหตุ ส่วนของร่างกายโดนกระแทก กระชาก โดนชน เช่นโดนรถชน ตกจากที่สูง ล้มก้นกระแทก แตะฟุตบอลแล้วขาพลิกแพลง เมื่อกล้ามเนื้อบาดเจ็บพังผืดจึงเกิดขึ้นมา
ความเครียด การพักผ่อนไม่พอ อากาศร้อนหรือเย็นมากเกินไป เป็นตัวกระตุ้นทำให้อาการของเส้นที่มีอยู่แล้ว ให้กำเริบหนักขึ้นไปอีก
ในบางรายที่เคยพบ หลังจากการป่วยแพ้ยา ในการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน ก็กระตุ้นทำให้อาการเส้นกำเริบขึ้นมาได้
การเจ็บป่วยในร่างกายเรา เราป่วยได้ทุกๆธาตุ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุดินคือ อาการที่เกิดกับกล้ามเนื้อที่มีพังผืดมายึด เส้นเลือด กระดูก กล้ามเนื้ออวัยวะ ฯลฯ ธาตุน้ำคือ อาการที่เกิดกับความเข้มข้นของเลือด น้ำเหลือง ธาตุลมคือ อาการที่เกิดจากลมไม่ไหลเวียนออกนอกกาย อาการขัดของลม ธาตุไฟคือ อาการที่ร่างกายร้อนแต่ไม่มีไข้ ร่างกายหนาวสั่นโดนอากาศเย็นไม่ค่อยได้
ธาตุทั้งสี่ มีความสมดุลกัน ทุกๆอิริยาบท ทุกๆอุบัติเหตุ ร่างกายเราสั่งสมพลังงานจากด้านนอกที่สะเทือนเข้ามาในกายเรา โดยลมเป็นพาหนะนำเข้ามา เราไม่เคยได้บำบัด เพื่อนำพลังงานนี้ออกไป การที่เรานวดไล่ลม เป็นการกระตุ้นเปิดรูขุมขน ทั่วร่างกาย ทำให้ลมสามารถไหลออกตามรูขุมขนตลอดแนวเส้นได้ดีขึ้น ลมส่วนที่ห่างจากรูขุมขน ก็สามารถแพร่ไหลไปออกที่รูขุมขนได้ เมื่อลมไหลเวียนได้ลมก็จะพาพลังงานที่สั่งสมอยู่นี้ให้ค่อยๆออกไป
เหตุที่ผู้ป่วยแต่ละคนที่ได้รับการบำบัด ด้วยวิธีเดียวกัน แต่ให้ผลไม่เท่ากัน บางคนนวดครั้งเดียวอยู่ได้เป็นเดือนๆจนกว่าจะต้องกลับมานวดอีก บางคนนวดเสร็จ เบาไปหนึ่งสัปดาห์อาการเดิมๆก็ค่อยๆกลับมาจนต้องกลับมานวดอีก ( อาการปวดไม่เข้มข้น รุนแรงเท่าเดิม ) บางคนนวดเสร็จยังไม่เบา ยังเจ็บอยู่ อีก1-2วันต้องกลับมานวดอีก
การที่นวดแล้วไม่เบาก็เกิดได้จากการที่ร่างกายเรา ได้รับสั่งสมพลังงานเข้าไปมาก เป็นเวลานาน การที่เราไม่เคยนวดบำบัดทำให้ลมในกายไหลเวียนออกนอกกายไป ทำให้พลังงานที่เคยเข้ามาจึงออกไปไม่ได้ จึงมีการสั่งสมอยู่ภายใน เมื่อเราอายุมากขึ้นพลังงานที่สั่งสมอยู่ก็ยิ่งมากขึ้นเงาตามตัว อาการต่างๆที่เรื้อรังจึงแก้ไม่ได้
และการที่เราบาดเจ็บเรื้อรัง พังผืดที่ปกคลุมกล้ามเนื้อก็จะแผ่หนาขึ้นไปเรื่อยๆ เวลาที่เรา กดนวดไปบริเวณเส้น จึงไม่สามารถทะลุทะลวงให้ผ่านแนวพังผืดไปได้ เราเลยไม่สามารถนวดให้ลึกลงไปถึงแนวเส้น การไหลเวียนของเลือดและลมจึงยังไม่ได้รับการบำบัดให้สำเร็จได้
เราต้องหมั่นนวดคลายกล้ามเนื้อบริเวณที่พังผืดขึ้นหนา เพราะการที่เรากด คลึง นวดลงบนกล้ามเนื้อ เลือดจะไหลเวียนไปสู่เซลล์กล้ามเนื้อได้ดีขึ้น เลือดแดงจะนำออกซิเจน และสารอาหารไปสู่เซลล์ เลือดดำก็จะนำคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียออกนอกเซลล์ ชั้นพังผืดก็จะค่อยๆบางลง ต่อไปการกดนวดที่กล้ามเนื้อก็จะสามารถทะลุทะลวงลงไปที่แนวเส้นได้ดีขึ้น
ดังนั้นผู้ที่ป่วยเนื่องจากลมขัด เกิดจากการใช้งานปกติ ไม่เรื้อรังนานเกินไป นวดคลายผู้พังผืด พร้อมนวดไล่ลมไปด้วย บางคนนวดแค่ครั้งเดียวอาการที่เรื้อรังก็หายได้
ที่ป่วยเนื่องจากลมขัด เกิดจากการใช้งานปกติ เรื้อรังนานหลายปี นวดคลายพังผืด พร้อมนวดไล่ลมไปด้วย บางคนนวด4-5ครั้ง อาการที่เรื้อรังก็หายได้
ที่ป่วยเนื่องจากลมขัด เกิดจากการใช้งานปกติและอุบัติเหตุเรื้อรังไม่นาน นวดคลายพังผืด พร้อมนวดไล่ลมไปด้วย บางคนนวด4-5ครั้ง อาการที่เรื้อรังก็หายได้
ผู้ป่วยเนื่องจากลมขัด เกิดจากการใช้งานปกติและอุบัติเหตุเรื้อรังนานเป็น10ปี นวดคลายพังผืด พร้อมนวดไล่ลมไปด้วย บางคนนวด4-5ครั้ง อาการที่เรื้อรังก็หายได้ บางคนนวดเดือนละ2ครั้งเป็นเวลาหลายปี อาการที่เคยหนักก็จะดีขึ้น เบาขึ้นเรื่อยๆ
ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจ เกี่ยวกับลักษณะอาการของแนวเส้น ( เลือด ลม ) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้การบำบัด ผู้ป่วยแต่ละคน แต่ละอาการให้ผลออกมาได้ผลไม่เหมือนกัน หมอนวดคนเดียวกัน บำบัดอาการผู้ป่วยแต่ละคน โดยวิธีการนวดเดียวกัน แต่ทำไมผลการนวดบำบัด ให้ผลออกมาที่ต่างกัน
อาการหนักเบาไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ เดี๋ยวนี้เด็กหรือวัยรุ่นที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกๆวัน ใช้สมาร์ทโฟนเล่นโซเชียลมีเดีย ฯลฯ ทำให้เกิดอาการออฟฟิตซินโดรม อาการคอบ่าไหล่ อาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทแขน-ขา เดี๋ยวนี้อาการปวดเส้นไม่ได้เกิดกับผู้สูงอายุเท่านั้นแล้ว วัยรุ่นส่วนมากก็เป็นกัน
อาการหนักเบาไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ วัยรุ่นบางคนอาการเส้นเข้าขั้นว่าหนักกว่าผู้สูงวัย ที่เป็นอย่างนี้ได้เนื่องจากการตรากตรำทำงานหนักตั้งแต่เด็ก และการที่เคยประสบอุบัติเหตุ ส่วนของร่างกายโดนกระแทก กระชาก โดนชน เช่นโดนรถชน ตกจากที่สูง ล้มก้นกระแทก แตะฟุตบอลแล้วขาพลิกแพลง เมื่อกล้ามเนื้อบาดเจ็บพังผืดจึงเกิดขึ้นมา
ความเครียด การพักผ่อนไม่พอ อากาศร้อนหรือเย็นมากเกินไป เป็นตัวกระตุ้นทำให้อาการของเส้นที่มีอยู่แล้ว ให้กำเริบหนักขึ้นไปอีก
ในบางรายที่เคยพบ หลังจากการป่วยแพ้ยา ในการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน ก็กระตุ้นทำให้อาการเส้นกำเริบขึ้นมาได้
การเจ็บป่วยในร่างกายเรา เราป่วยได้ทุกๆธาตุ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุดินคือ อาการที่เกิดกับกล้ามเนื้อที่มีพังผืดมายึด เส้นเลือด กระดูก กล้ามเนื้ออวัยวะ ฯลฯ ธาตุน้ำคือ อาการที่เกิดกับความเข้มข้นของเลือด น้ำเหลือง ธาตุลมคือ อาการที่เกิดจากลมไม่ไหลเวียนออกนอกกาย อาการขัดของลม ธาตุไฟคือ อาการที่ร่างกายร้อนแต่ไม่มีไข้ ร่างกายหนาวสั่นโดนอากาศเย็นไม่ค่อยได้
ธาตุทั้งสี่ มีความสมดุลกัน ทุกๆอิริยาบท ทุกๆอุบัติเหตุ ร่างกายเราสั่งสมพลังงานจากด้านนอกที่สะเทือนเข้ามาในกายเรา โดยลมเป็นพาหนะนำเข้ามา เราไม่เคยได้บำบัด เพื่อนำพลังงานนี้ออกไป การที่เรานวดไล่ลม เป็นการกระตุ้นเปิดรูขุมขน ทั่วร่างกาย ทำให้ลมสามารถไหลออกตามรูขุมขนตลอดแนวเส้นได้ดีขึ้น ลมส่วนที่ห่างจากรูขุมขน ก็สามารถแพร่ไหลไปออกที่รูขุมขนได้ เมื่อลมไหลเวียนได้ลมก็จะพาพลังงานที่สั่งสมอยู่นี้ให้ค่อยๆออกไป
เหตุที่ผู้ป่วยแต่ละคนที่ได้รับการบำบัด ด้วยวิธีเดียวกัน แต่ให้ผลไม่เท่ากัน บางคนนวดครั้งเดียวอยู่ได้เป็นเดือนๆจนกว่าจะต้องกลับมานวดอีก บางคนนวดเสร็จ เบาไปหนึ่งสัปดาห์อาการเดิมๆก็ค่อยๆกลับมาจนต้องกลับมานวดอีก ( อาการปวดไม่เข้มข้น รุนแรงเท่าเดิม ) บางคนนวดเสร็จยังไม่เบา ยังเจ็บอยู่ อีก1-2วันต้องกลับมานวดอีก
การที่นวดแล้วไม่เบาก็เกิดได้จากการที่ร่างกายเรา ได้รับสั่งสมพลังงานเข้าไปมาก เป็นเวลานาน การที่เราไม่เคยนวดบำบัดทำให้ลมในกายไหลเวียนออกนอกกายไป ทำให้พลังงานที่เคยเข้ามาจึงออกไปไม่ได้ จึงมีการสั่งสมอยู่ภายใน เมื่อเราอายุมากขึ้นพลังงานที่สั่งสมอยู่ก็ยิ่งมากขึ้นเงาตามตัว อาการต่างๆที่เรื้อรังจึงแก้ไม่ได้
และการที่เราบาดเจ็บเรื้อรัง พังผืดที่ปกคลุมกล้ามเนื้อก็จะแผ่หนาขึ้นไปเรื่อยๆ เวลาที่เรา กดนวดไปบริเวณเส้น จึงไม่สามารถทะลุทะลวงให้ผ่านแนวพังผืดไปได้ เราเลยไม่สามารถนวดให้ลึกลงไปถึงแนวเส้น การไหลเวียนของเลือดและลมจึงยังไม่ได้รับการบำบัดให้สำเร็จได้
เราต้องหมั่นนวดคลายกล้ามเนื้อบริเวณที่พังผืดขึ้นหนา เพราะการที่เรากด คลึง นวดลงบนกล้ามเนื้อ เลือดจะไหลเวียนไปสู่เซลล์กล้ามเนื้อได้ดีขึ้น เลือดแดงจะนำออกซิเจน และสารอาหารไปสู่เซลล์ เลือดดำก็จะนำคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียออกนอกเซลล์ ชั้นพังผืดก็จะค่อยๆบางลง ต่อไปการกดนวดที่กล้ามเนื้อก็จะสามารถทะลุทะลวงลงไปที่แนวเส้นได้ดีขึ้น
ดังนั้นผู้ที่ป่วยเนื่องจากลมขัด เกิดจากการใช้งานปกติ ไม่เรื้อรังนานเกินไป นวดคลายผู้พังผืด พร้อมนวดไล่ลมไปด้วย บางคนนวดแค่ครั้งเดียวอาการที่เรื้อรังก็หายได้
ที่ป่วยเนื่องจากลมขัด เกิดจากการใช้งานปกติ เรื้อรังนานหลายปี นวดคลายพังผืด พร้อมนวดไล่ลมไปด้วย บางคนนวด4-5ครั้ง อาการที่เรื้อรังก็หายได้
ที่ป่วยเนื่องจากลมขัด เกิดจากการใช้งานปกติและอุบัติเหตุเรื้อรังไม่นาน นวดคลายพังผืด พร้อมนวดไล่ลมไปด้วย บางคนนวด4-5ครั้ง อาการที่เรื้อรังก็หายได้
ผู้ป่วยเนื่องจากลมขัด เกิดจากการใช้งานปกติและอุบัติเหตุเรื้อรังนานเป็น10ปี นวดคลายพังผืด พร้อมนวดไล่ลมไปด้วย บางคนนวด4-5ครั้ง อาการที่เรื้อรังก็หายได้ บางคนนวดเดือนละ2ครั้งเป็นเวลาหลายปี อาการที่เคยหนักก็จะดีขึ้น เบาขึ้นเรื่อยๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







