วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ลมที่ไม่ไหลออกนอกกาย

ลมที่ไม่ไหลออกนอกกาย
   เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ทดสอบและเป็นเครื่องยืนยัน ในสิ่งที่ผมเคยกล่าวถึงในบทความที่ผ่านมา ว่าการนวดผ่อนคลาย การนวดแก้อาการ การกดจุด การฝังเข็ม การจัดกระดูก และหลังสุดนี้ที่จะพูดถึงในวันนี้ก็คือการตอกเส้น ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับการบำบัดอาการทางกล้ามเนื้อ เส้น ผังผืด การไหลเวียนของเลือดลม ทำให้เกิดการสมดุลขึ้น
    และที่ผมเคยบอกว่า การบำบัดโดยวิธีต่างๆ การไหลเวียนของลมในกาย ยังไหลเวียนไม่สมบูรณ์ คือลมที่ไหลเวียนนี้ส่วนมากยังไม่สามารถไหลออกนอกร่างกายได้ ลมที่เคลื่อนตัวนี้แค่เปลี่ยนบริเวณจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เมื่อลมออกจากที่เดิมก็จะทำให้บริเวณนั้นมีอาการเบาลง และบริเวณที่ลมเคลื่อนไปก็จะมีความแน่น อึดอัดเพิ่มขึ้น เช่นเมื่อเราไปนวดที่บ่า เมื่อนวดกดลงบนบ่า บ่าจะเบาโล่งขึ้นแต่เราจะรู้สึกว่า หลังเอวเราตึงแน่นขึ้นมาเนื่องจากลมที่เปลี่ยนที่จากจุดที่โดนกด มาตามแนวเส้นที่ต่อเนื่องกันคือแนวหลังใต้แนวสะบัก แนวเอว สลักเพชร ฯลฯ  แล้วอีก 2-3วัน ลมที่หนีลงมาที่เอวก็จะทยอยไหลกลับไปที่บ่า ซึ่งแน่นน้อยกว่าเพราะเพิ่งจะนวดลมให้คลายออกไปคาอยู่ที่เอว จึงทำให้เรามีอาการปวดที่บ่ากลับมาเหมือนเดิม
      ที่เกริ่นขึ้นมานี้เพื่อให้เห็นว่า สิ่งที่เจอในวันนั้น ลมเป็นคำตอบที่ทำให้การบำบัดโดยการนวดจัดกระดูกและตามด้วยการตอกเส้นในวันนั้นของคนไข้ผู้ชาย ไม่เบาโล่งทั่วร่างกาย สบายบ่า ส่วนหลัง เอวแน่นปวดเหมือนถูกกระแทกแรงลงมาตรงหลังใต้แนวสะบัก ตัดขวางเข้ามาที่กระดูกสันหลังข้อบริเวณเอว ทำให้มีอาการปวดค้างอยู่ที่เอว ซึ่งก็คือ  ลมที่วิ่งจากบ่าลง มายังไหลเวียนออกนอกกายไปถึงที่สุดของแนวด้านล่างไม่ได้คือแนวขา ลมไปค้างอยู่ที่เอว
      จึงนวดไล่บริเวณแนวเส้นข้างขาด้านในเพื่อให้ลมไหลเวียนออกจากบริเวณเอว สุดท้ายเมื่อลมไหลเวียนผ่านเอวลงมาได้ อาการปวดค้างอยู่ที่เอวก็หายไปเองในช่วงเวลาสั้นๆ
 ส่วนคนไข้หญิง 3-4คนที่ได้รับการบำบัดด้วยการนวดจัดกระดูกและตามด้วยการตอกเส้น ปรากฏว่าเบาหมดทั้ง 3-4คน เพราะอาการขัดของลมที่มาจากแนวเส้นนี้ซึ่งมาจากการที่เราใช้งานอวัยวะส่วนบนของร่างกายคือคอ บ่า ไหล่ ศีรษะ อาการเส้นนี้ยังไม่เรื้อรังมาก ทำให้เมื่อตอกเส้นลงมาลมที่วิ่งลงมาตามแนว วิ่งผ่านมาออกตามข้อต่างๆ ตลอดไปจนถึงนิ้วเท้า จึงทำให้ตอกเส้นแล้วเบาไปทั้งตัว

    ส่วนคนไข้ชาย มีอาการสะสมในแนวนี้มากกว่า ส่วนมากแล้วผู้ชายจะเกิดจากการยกของ ทำให้ปวดหลังปวดเอว อาการก็ไปคาอยู่ที่เอว พอตอกเส้นลงไป ลมก็วิ่งลงไปจากบ่าเหมือนกัน แต่วิ่งไปติดคาอยู่ที่เอว จึงทำให้เกิดอาการปวดแน่นขึ้น ซึ่งจริงๆแล้วก็คืออาการเริ่มต้นของ หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ทำไมต้องขอขมาเจ้ากรรมนายเวร

ทำไมต้องขอขมาเจ้ากรรมนายเวร
    ถ้าจะบอกว่าการป่วยไข้ของคนเรานั้น มาจากเจ้ากรรมนายเวร ถ้าเจ้ากรรมนายเวรเขายังไม่อโหสิกรรมให้เรา ต่อให้มีโอกาสได้รับการรักษากับหมอหรือการรักษาโดยทางเลือกใดๆ การป่วยไข้นั้นก็มิอาจได้รับการบำบัดให้หายได้ ยิ่งรักษาก็จะยิ่งหนักขึ้น ค่าใช้จ่ายก็แพง
    แต่ถ้าหากเจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้ การรักษาที่เรื้อรังของเรา อาการก็จะค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ จนหายเป็นปกติ
     ที่เกริ่นเรื่องการขอขมา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และเจ้ากรรมนายเวรที่เราเคยเบียดเบียนเขามาในอดีต เพราะการนวดแก้อาการก็คือการนวดเพื่อทำให้อาการเจ็บปวดของร่างกายหายไป และการที่ความเจ็บปวดหายไปก็คือการที่เจ้ากรรมนายเวรเขาอโหสิกรรมให้เรา ไม่เบียดเบียนเราอีก เมื่อบำบัดแล้วการเจ็บปวดก็จะหายไปเอง
      การนวดเส้นก็คือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ ถ้าลมไม่ไหลเวียนในกาย ลมขัดตรงไหนก็ไปกดทับกล้ามเนื้อ อวัยวะบริเวณนั้น ทำให้เจ็บปวด ดังนั้นถ้าลมไหลเวียนดี ลมไม่ขัดบริเวณอวัยวะและกล้ามเนื้อ ความดันของลมที่ไปกดทับมีน้อยลง อาการปวดก็จะทุเลา และหายไปเอง
      ในส่วนของการนวดไล่ลมนี้ เมื่อนวดแล้ว ถ้าลมในกายไหลเวียนดี คือไหลออกตามข้อกระดูกต่างๆ เริ่มจากขาเป็นรยางค์แรก
      แล้วลมจะเริ่มวิ่งร้อนออกปลายนิ้วเท้า ต่อจากนั้นจะเริ่มร้อนขึ้นไปบนลำตัว ร้อนผ่านบ่า-ไหล่ ลมจะวิ่งร้อนออกมือไปออกปลายนิ้วมือ เป็นระยางที่สอง
       และลมจะเริ่มร้อนวิ่งผ่านต้นคอ ศีรษะ  วิ่งร้อนไปออกที่กระหม่อมเป็นระยางที่สามเป็นจุดสุดท้ายของร่างกาย
       เมื่อใดที่ลมร้อนวิ่งผ่านออกนอกร่างกายตามข้อกระดูก ตามปลายระยางต่างๆ อาการปวดของเราก็จะเบาและหายไปเอง
         ที่เกริ่นว่า ทำไมต้องขอขมาเจ้ากรรมนายเวร เพราะมีกรณีหนึ่งที่คนไข้ คนเดียวกัน คนนวดก็คนเดียวกันคือผม วิธีนวดก็วิธีเดียวกันคือนวดไล่ลม การนวดทั้ง2ครั้งนั้นมีระยะเวลาห่างกันประมาณ 1ปี สิ่งที่ต่างกันคือการยอมให้มีการรักษาของเจ้ากรรมนายเวร
          คนไข้มีอาชีพดูแลผู้ป่วยสูงอายุ มีอาการปวดเมื่อยจากการทำงาน ในครั้งแรกที่นวด คนไข้บอกหลังจากนวด ( มารู้หลังจากที่นวดครั้งที่2แล้ว) ปวดทั้งเวลาที่นวดโดนกายโดนเส้น และยังปวดต่อเนื่องไปอีกหลังจากไม่ได้แตะที่กาย จนการนวดครั้งนั้นเสร็จ คนไข้บอกว่าระบมไปประมาณ 2-3 สัปดาห์ คนไข้จึงไม่กล้าที่จะนวดกับผมอีกเลยตั้งนั้นมา
          จนกระทั่งเวลาผ่านมาประมาณ1ปี  ก็มีโอกาสได้นวดคนไข้รายเดิมนี้อีกครั้ง แต่การนวดครั้งนี้ต่างกับครั้งก่อนโดยสิ้นเชิง คือปวดเวลาที่นวดโดนกายโดนเส้น ลมก็วิ่งร้อนออกปลายเท้า เวลาที่ไม่ได้แตะที่กายที่เส้นอาการปวดก็หายไป เบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็น  จนการนวดครั้งนั้นเสร็จ คนไข้บอกว่าไม่มีอาการระบมอีก
           สิ่งที่ต่างกันคือครั้งหลัง นวดแล้วลมวิ่งร้อนออกปลายเท้า คนไข้ตัวเบาสบาย ไม่มีการระบม
                แล้วลมพาอะไรออกไป


    

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ขอขมาพระรัตนตรัย



เมื่อ2เดือนที่แล้ว ได้กล่าวถึงบทที่เกี่ยวกับการขอขมา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอขมา เจ้ากรรมนายเวรในภพชาติต่างๆ และบทอธิษฐานถอดถอนวิชา อาคม มนต์ดำ คุณไสย หรือการถอดถอนคำอธิษฐานใดๆ ที่มีมาในอดีตที่ทำให้เรามีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย และขวางการเจริญสมาธิของเรา
     ที่ต้องมีการขอขมา และการถอดถอนมนต์ดำ คำอธิษฐานใดๆ ในอดีตชาติจนถึงปัจจุบัน ก็เพราะในทางพุทธศาสนา การที่ดวงจิตยังไม่นิพพาน ก็จะยังเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ และการที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และการที่ธาตุทั้งสี่มีปัญหาขาดการสมดุล ก็เนื่องมาจากการเบียดเบียนของเจ้ากรรมนายเวรที่เราไปกระทำเขามาในอดีตชาติ  ในภพชาติต่างๆที่ผ่านมา
      และในเวลานี้ เมื่อถึงเวลาที่เจ้ากรรมนายเวรที่อาฆาต ผูกใจเจ็บในการกระทำของเรา ที่ไปกระทำต่อเขา ได้มาเบียดเบียนเรา ในลักษณะที่ทำให้เราเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็น
ธาตุดิน อาการที่เกิดกับแขนหัก ขาหัก โรคผิวหนัง ฯลฯ
ธาตุน้ำ อาการเกื่ยวกับเลือด น้ำเหลือง  ฯลฯ
ธาตุลม  อาการเกี่ยวกับลมขัดตามเส้น ลมจุกเสียด  ฯลฯ
ธาตุไฟ  อาการหนาวๆร้อนๆ สะบัดร้อนสะบัดหนาว ฯลฯ
       ดังนั้นเมื่อเจ็บป่วย การที่เราได้ขอขมา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเคยล่วงเกิน หรือ ขอขมาเจ้ากรรมนายเวร ที่เราเคยเบียดเบียนมาในอดีตชาติ ในบางครั้งการเจ็บป่วยของเราจะทุเลาจนหายไป หรือจากที่เคยรักษามาอย่างเรื้อรัง ในที่สุดก็สามารถรักษาอาการนั้นจนทุเลา และหายไปได้
                    --------------------------------------------------------------
                                        นะโม 3 จบ ...  
     พุทเธ ธัมเม สังเฆ ปะมาเทนะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต    
     พุทเธ ธัมเม สังเฆ ปะมาเทนะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต      
     พุทเธ ธัมเม สังเฆ ปะมาเทนะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต                                                          
                                             
    ////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////  
                                         นะโม 3 จบ ...  
        ด้วยอานุภาพ คุณพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ พระศรีอริยเมตไตรย พระอุปคุต หากข้าพเจ้าเคยทำผิดต่อคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วย กาย วาจา ใจ ไม่ว่าจะในภพใดชาติใดก็ตาม ด้วยการประมาทพลาดพลั้ง ปรามาส ลบหลู่ ดูหมิ่น ล่วงเกิน  เบียดเบียน ทำร้าย ผู้ใดให้ได้รับทุกข์ทางกายและใจ  เคยทำลายศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนธรรม หรือเคยขวางการกระทำกรรมดี ขวางการปฏิบัติธรรม ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระอริยสงฆ์ มีองค์หลวงปู่เจือ สุภโร เป็นที่สุด พระโพธิสัตว์ พระอริยบุคคล ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม ผู้มีฌาน มีอภิญญา ผู้มีศีลมีธรรม รวมถึงบิดามารดา ครูบาอาจารย์ บรรพบุรุษ วงศาคณาญาติ ภรรยาสามี พี่น้องลูกหลาน ผู้มีพระคุณ บริวาร เทพพรหมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้ากรรมนายเวร ศัตรูหมู่มาร ทั่วโลกทั่วจักรวาล
     ข้าพเจ้ากระทำไปด้วยความโง่ความหลง บัดนี้ข้าพเจ้ารู้เห็นโทษนั้นแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายโปรดอดโทษเว้นโทษให้แก่ข้าพเจ้า นับแต่บัดนี้ตราบเข้าสู่ มรรคผล นิพพาน เทอญ     
                                                .....................

       ด้วยข้าพเจ้า ปรารถนาที่จะปฏิบัติตามธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากในภพใดชาติใดได้เคยร่ำเรียน เดรัจฉานวิชา เวทมนต์ คาถา อาคม มนต์ดำ คุณไสย อักขระ เลขยันต์ มนต์กาม มนต์เสน่ห์ ทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะได้วิชาเหล่านี้แล้ว ขออธิษฐานถอดถอนออกหากยังมีติดอยู่ในจิต ในกาย ในอวัยยวะภายในทั่วอาการ32 ของข้าพเจ้าและเคยทำใส่หรือผูกมัด กักขังดวงจิตดวงวิญญาณใดก็ตาม ขอปลดปล่อยท่านทั้งหลายให้เป็นอิสระและที่ทำใส่ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ แร่ธาตุทุกชนิดทุกจำพวก ทั่วโลกทั่วจักรวาล หรือมีผู้ใดทำใส่ผูกมัดรัดกายรัดจิตข้าพเจ้า ก็ขอให้เสื่อมสลายมลายสิ้นไป กลับเป็นธาตุบริสุทธิ์ ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก รวมถึงที่ ผูกรัก ผูกใคร่ ผูกหลง ผูกพิศวาส สาปแช่ง อาฆาตแค้น พยาบาท จองเวร จองกรรม คำสัญญาสาบาน คำอธิษฐานใดๆ ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ที่ขวางต่อการปฏิบัติ ขอให้เสื่อมสลายเป็นโมฆะ ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระต่อกัน
       กราบขอขมาขออโหสิกรรม ทุกกรรมที่เคยกระทำไปด้วยความโง่ความหลง บัดนี้ได้สำนึกผิดแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลาย ได้โปรดอดโทษและอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้า ขอบุญกุศลที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญมา จงเข้าไปอยู่ในกายในจิตของท่านทั้งหลาย ให้ท่านทั้งหลายมีความสุขพ้นจากทุกข์ และขออาราธนาเทพพรหมทั้งหลายที่ได้มรรคผลแล้วได้โปรดอนุเคราะห์ดวงวิญญาณเหล่านั้นให้ได้มรรคผลเฉกเช่นเดียวกับท่านทั้งหลายด้วยเถิด

       ด้วยอานุภาพคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์ สาธุ ๆ ๆ

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ร่างกายคนเรา กับการขัดของลม

ร่างกายคนเรา กับการขัดของลม
        ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ  ในคนที่ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ธาตุทั้งสี่จะต้องอยู่อย่างสมดุล  โดยเฉพาะธาตุลมนั้นเป็นธาตุหนึ่งเมื่อเกิดการไม่สมดุล จะทำให้เกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย แต่การป่วยในเรื่องลมนี้ เครื่องมือทางการแพทย์ไม่สามารถตรวจจับได้ จึงทำให้การวินิจฉัยหลายครั้งคุณหมอจะบอกว่าอวัยวะเช่น หัวใจปกติดี ไม่เป็นอะไร ทั้งๆที่คนไข้นั้นยังมีอาการเหนื่อย เสียวแปลบเข้าไปในหัวใจ หรืออาการที่คนไข้บอกว่ามีอาการลมแน่นในช่องท้อง หรือลมแน่นตามอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย เมื่อแพทย์ตรวจแล้ว แม้กระทั่งตรวจด้วยเครื่องมือแพทย์แล้ว ก็ยังไม่พบต้นเหตุของการป่วยครั้งนั้น และส่วนมากก็จะจบลงด้วยการให้ยาคลายเส้น หรือให้ยาลดกรดในกระเพาะ หรือยาลดอาการที่เกิดจากกรดไหลย้อน
         อาการที่เกิดจากการขัดของลมนั้น คนไข้เองจะเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุด บางคนเป็นมากถึงขนาดร่างกายดันออกมาเองในลักษณะของการเรอ การหาว การไอ การจาม การผายลม หรือแม้กระทั่งการที่มีเสียงออกตามข้อต่างๆในขณะที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายทำให้ลมออกตามข้อต่างๆ
       เราหายใจเข้านั้นดึงลมเข้ามาในร่างกาย จากทุกอณู ทุกรูขุมขน สุดท้ายลมนั้นต้องไหลออกจากร่างกายด้วย ทุกอณู และทุกรูขุมขนของร่างกาย  
      เมื่อลมในกายขัด การไหลเวียนไม่ดี ร่างกายมีกลไกที่จะรักษาสมดุลให้ร่างกายอยู่ได้ การเรอ การหาว การไอ การจาม การผายลม มีเสียงออกตามข้อต่างๆ ก็เป็นการระบายลมให้คลายออกมาได้ ถ้าร่างกายเราไม่สามารถระบายลมออกมาได้ เราก็จะมีสภาพเหมือนลูกโป่งที่เป่าลมเข้าไปจนแตก
   นี่แหละปัญหาที่เราจะต้องแก้ไข  ว่าเราจะบำบัดอย่างไร ถึงจะทำให้ลมที่เราหายใจเข้า สามารถไหลเวียนผ่านออกมาได้โดยไม่คั่งค้างอยู่ในกาย อาการเจ็บป่วยเนื่องจากการขัดลมก็จะหายไปเอง
          โทรปรึกษาได้นะครับ ธิติ ศุภโชติการกุล ( ผิ่น )
    Dtac 086-775-7333  /  TrueH  083-046-7409

Line ID – thiti.d.com

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เพศหญิงกับการนวดไล่ลม
         ร่างกายของมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเชื้อชาติใด จะอยู่ในทวีปใดๆ ก็เกิดจากธาตุทั้งสี่ด้วยกันทั้งนั้นคือ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ
      ถ้ากล่าวถึงความแตกต่างระหว่างเพศชาย เพศหญิงนั้น  เพศชายจะมีผลกระทบที่เกิดจากการขัดของลมในกายน้อยกว่าเพศหญิง จึงทำให้เพศชายไม่ค่อยจะให้ความสำคัญกับการนวดบำบัดอาการ จะนวดก็ต่อเมื่อ ออกกำลัง ใช้แรงจนมีอาการปวดเมื่อยแล้วเท่านั้นแล้วจึงจะนวด 
      แต่สำหรับเพศหญิงนั้นมีปัญหาที่เกิดจากการขัดของเลือดลมที่เกี่ยวเนื่องกับระบบสืบพันธุ์ มดลูก รังไข่  เช่น ทำให้เกิดปัญหาอาการปวดหน่วงๆ ปวดมากที่ท้องน้อยบริเวณมดลูกก่อนที่ประจำเดือนจะมา อาการประจำเดือนมาไม่ปกติ บางเดือนไม่มา บางเดือนมามาก บางเดือนมาน้อย
     ในแต่ละเดือนที่ไข่ไม่ได้รับการผสม ในสภาวะที่เลือดลมไหลเวียนได้ปกติ ไม่ติดขัด ไข่ที่ฝังตัวอยู่ที่ผนังมดลูก  ก็จะสลายออกมาเป็นเลือดที่เรียกว่าประจำเดือน
   แต่ในเดือนที่ไข่ไม่ได้รับการผสม ในสภาวะที่เลือดลมไหลเวียนไม่ปกติ เกิดการติดขัด ไข่ที่ฝังตัวอยู่ที่ผนังมดลูก  ก็จะสลายออกมาเป็นประจำเดือน แต่สลายออกมาไม่หมด จึงทำให้เกิดการปวดที่บริเวณมดลูก ส่วนผนังมดลูกที่สลายไม่หมด ก็จะสะสมอยู่บริเวณนั้น จะทำให้สลายออกมาได้ก็จะต้องทำให้เลือดลมไหลเวียนได้เป็นปกติ

    หลังจากที่เลือดลมไหลเวียนได้เป็นปกติ ประจำเดือนที่ออกมาจะเป็นลิ่มๆ  และดำคล้ำ เพราะไปกระทุ้งเอาเลือดเสียที่ออกไม่หมดให้ออกมา ทำให้อาการปวดก่อนมีประจำเดือนก็จะค่อยๆทุเลา และหายไปเอง
 

วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ขมาเจ้ากรรมนายเวร

นะโม 3 จบ ...                                                             
ด้วยอานุภาพ คุณพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ พระศรีอริยเมตไตรย พระอุปคุต หากข้าพเจ้าเคยทำผิดต่อคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วย กาย วาจา ใจ ไม่ว่าจะในภพใดชาติใดก็ตาม ด้วยการประมาทพลาดพลั้ง ปรามาส ลบหลู่ ดูหมิ่น ล่วงเกิน  เบียดเบียน ทำร้าย ผู้ใดให้ได้รับทุกข์ทางกายและใจ  เคยทำลายศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนธรรม หรือเคยขวางการกระทำกรรมดี ขวางการปฏิบัติธรรม ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระอริยสงฆ์ มีองค์หลวงปู่เจือ สุภโร เป็นที่สุด พระโพธิสัตว์ พระอริยบุคคล ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม ผู้มีฌาน มีอภิญญา ผู้มีศีลมีธรรม รวมถึงบิดามารดา ครูบาอาจารย์ บรรพบุรุษ วงศาคณาญาติ ภรรยาสามี พี่น้องลูกหลาน ผู้มีพระคุณ บริวาร เทพพรหมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้ากรรมนายเวร ศัตรูหมู่มาร ทั่วโลกทั่วจักรวาล และลูกศิษย์ขององค์หลวงปู่เจือ สุภโร ทุกท่านข้าพเจ้ากระทำไปด้วยความโง่ความหลง บัดนี้ข้าพเจ้ารู้เห็นโทษนั้นแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายโปรดอดโทษเว้นโทษให้แก่ข้าพเจ้า นับแต่บัดนี้ตราบเข้าสู่ มรรคผล นิพพาน เทอญ               
                                            .....................

       ด้วยข้าพเจ้า ปรารถนาที่จะปฏิบัติตามธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากในภพใดชาติใดได้เคยร่ำเรียน เดรัจฉานวิชา เวทมนต์ คาถา อาคม มนต์ดำ คุณไสย อักขระ เลขยันต์ มนต์กามมนต์เสน่ห์ ทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะได้วิชาเหล่านี้แล้ว ขออธิษฐานถอดถอนออกหากยังมีติดอยู่ในจิต ในกาย ในอวัยยวะภายในทั่วอาการ32 ของข้าพเจ้าและเคยทำใส่หรือผูกมัด กักขังดวงจิตดวงวิญญาณใดก็ตาม ขอปลดปล่อยท่านทั้งหลายให้เป็นอิสระและที่ทำใส่ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ แร่ธาตุทุกชนิดทุกจำพวก ทั่วโลกทั่วจักรวาล หรือมีผู้ใดทำใส่ผูกมัดรัดกายรัดจิตข้าพเจ้า ก็ขอให้เสื่อมสลายมลายสิ้นไป กลับเป็นธาตุบริสุทธิ์ ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก รวมถึงที่ ผูกรัก ผูกใคร่ ผูกหลง ผูกพิศวาส สาปแช่ง อาฆาตแค้น พยาบาท จองเวร จองกรรม คำสัญญาสาบาน คำอธิษฐานใดๆ ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ที่ขวางต่อการปฏิบัติ ขอให้เสื่อมสลายเป็นโมฆะ ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระต่อกัน กราบขอขมาขออโหสิกรรม ทุกกรรมที่เคยกระทำไปด้วยความโง่ความหลง บัดนี้ได้สำนึกผิดแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลาย ได้โปรดอดโทษและอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้า ขอบุญกุศลที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญมา จงเข้าไปอยู่ในกายในจิตของท่านทั้งหลาย ให้ท่านทั้งหลายมีความสุขพ้นจากทุกข์ และขออาราธนาเทพพรหมทั้งหลายที่ได้มรรคผลแล้วได้โปรดอนุเคราะห์ดวงวิญญาณเหล่านั้นให้ได้มรรคผลเฉกเช่นเดียวกับท่านทั้งหลายด้วยเถิด ด้วยอานุภาพคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์ สาธุ ๆ ๆ

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2559

อาการคันเหมือนมดเดิน

อาการคันเหมือนมดเดิน
อาการคันเหมือนมดเดินใต้ผิวหนัง เคยเป็นกันไหมครับ
   เกิดขึ้นขณะที่ลมในกายของเรามีการเคลื่อนที่ ไหลวนอยู่ในกายของเรา ลมยังขัดอยู่ ยังไม่สามารถวิ่งผ่านออกไปนอกร่างกายได้ จึงทำให้เรามีอาการคันใต้ผิวหนังเหมือนมดไต่  ส่วนมากจะเป็นบริเวณปลายมือ-ปลายเท้า
   บางครั้งจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน บริเวณใต้ผิวหนัง กรณีนี้ส่วนมากเกิดจากการที่กล้ามเนื้อเราไปโดนกระแทก โดนฟาด จากวัสดุภายนอก ในภายหลังเมื่ออาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อหายไปแล้ว อาการที่เกิดจากลมที่ยังไม่ได้รักษาก็จะเกิดขึ้นมาอาการปวดแสบปวดร้อนก็จะเกิดขึ้น
  มีกรณีของคนไข้คนหนึ่ง อยู่แถวพุทธมณฑล สาย3 รักษาอาการบาดเจ็บโดยไม่ได้บำบัดไปถึงการขัดของลมในกาย หลังจากคนไข้ได้นวดแก้อาการขัดของลมมาซักระยะเวลาหนึ่ง ประมาณ 6เดือน อาการโดยรวมของคนไข้ยังปกติ ยังไม่อยู่ในสภาวะที่จะต้องนวดซ้ำ
 ปรากฎว่าในวันรุ่งขึ้น คนไข้ตื่นมาในอาการเหมือน3ปีที่แล้ว มีอาการปวด บริเวณหน้าผาก
คนไข้ซึ่งเคยได้รับอุบัติเหตุจากการที่พระบูชาที่หล่อจากเรซิ่นหล่นจากบริเวณหลังตู้ ตกลงมาใส่หน้าผากข้างซ้าย จนทำให้หน้าผากซ้ายเจาะ เลือดกระฉูด มีอาการปวด บวมโนขึ้นมา คนไข้จึงทำการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบัน จนอาการบวมโน ยุบลงมาจนหายเป็นปกติ แต่สิ่งหนึ่งที่ร่างกายมี หลงเหลือจากการรักษาตัวในครั้งนั้นก็คือ อาการคันเหมือนมดเดินใต้ผิวหนัง ซึ่งอาการที่หลงเหลือนี้ มีอยู่ต่อเนื่องตลอดเป็นเวลา3ปีนับตั้งแต่หายจากอาการบวมโนของหน้าผาก
   วันนั้นทั้งวัน มีอาการปวดตลอดทั้งวัน ซึ่งผมก็แนะนำคนไข้ว่าถ้าไม่ไหว พรุ่งนี้จะนวดก็นวดนะครับ

    กลายเป็นว่า คนไข้บอกว่า วันรุ่งขึ้นตื่นขึ้นมา อาการปวดหายไป ที่สำคัญกว่านั้น อาการคันเหมือนมดเดินใต้ผิวหนัง ซึ่งเหลืออยู่จากอาการบาดเจ็บ ที่เป็นมาตลอดเวลาทั้ง3ปี ก็หายไปตั้งแต่วันนั้น