พลังงานที่มากระแทกร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน 7.5 )
หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา
เพียงแค่เราทำให้ลมไหลเวียนได้ ไหลเวียนออกนอกร่างกายตามทวารต่างๆ ตามข้อต่างๆ ตามรูขุมขนต่างๆทั่วร่างกาย พลังงานที่อัดแน่นอยู่ภายในก็จะคลายตัวออกมาเอง
1. พลังงานที่แทรกสะท้านเข้ามาทางศีรษะ ( กระหม่อม )
2. พลังงานที่แทรกสะท้านเข้ามาทางแขน ( ฝ่ามือ นิ้วมือ )
3. พลังงานที่แทรกสะท้านเข้ามาเนื่องจากอุบัติเหตุ ศีรษะโดนถูกกระแทก ชนกระชากตามท่อนแขน
ทุกๆการกระทำ เมื่อเราถูกชน ถูกกระแทกทางศีรษะหรือแขน พลังงานก็จะวิ่งเข้ามาตามแนวเส้น ชนที่ศีรษะพลังงานที่เข้ามาก็จะมาสิ้นสุดบริเวณแนวบ่า ถ้ามีการกระทำที่แขนพลังงานที่เข้ามาจะสิ้นสุดอยู่ที่บ่าและบริเวณสะบัก ทั้งนี้เนื่องจากบ่าและรักแร้ สะบักเป็นแนวของร่างกายที่เชื่อมต่อกับระยาง แขน และศีรษะ
พลังงานที่เข้ามาทางด้านบนของร่างกายจะมารวมกันอยู่บริเวณแนวบ่า สะบัก แต่ถ้าเราไม่บำบัด อาการขัดของลมนี้ ต่อไปที่แนวบ่า พลังงานก็จะค่อยๆเคลื่อนลงมาตามแนวเส้น จากสะบัก ไหลลงมาตามแนวหลังใต้แนวสะบัก
ถ้าเราปล่อยให้อาการขัดนี้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง พลังงานก็จะค่อยๆเคลื่อนไปตามแนวเส้น ตัดขวางเข้าเอว ( หมอนรองกระดูกเอว ข้อที่3-4-5 ) เราจึงมีอาการปวดเอว ที่เรียกอาการนี้ว่า หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา
ถ้าเราปล่อยให้อาการลมขัดนี้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง พลังงานก็จะค่อยๆเคลื่อนไปตามแนวเส้น ผ่านลงมาที่เส้นข้างขาด้านใน ผ่านลงมาเส้นหน้าแข้งด้านใน ตาตุ่มในและฝ่าเท้าใต้แนวร่องนิ้วโป้ง-นิ้วชี้
อาการขัดในแนวเส้นที่ลงมาที่ขา ไม่ได้ส่งผลให้ร่างกายเราบาดเจ็บ ถ้าเราไม่กดนวดที่แนวเส้นข้างขาด้านใน ก็จะไม่ทราบถึงความตึงของแนวเส้น
ถ้าเราไม่ได้แก้ไขดึงพลังงานให้ออกนอกกาย พลังงานก็ไม่ได้หายไปไหน ก็คงสั่งสมเก็บไว้ในแนวเส้นนี้ต่อไป จนที่สุดลงไปถึงแนวตาตุ่มใน และฝ่าเท้าใต้แนวร่องนิ้วโป้ง-นิ้วชี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งรอบที่ลงมาจากด้านบนของร่างกาย สั่งสมพลังงานมาถึงด้านล่างของร่างกาย
หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา เป็นอาการข้างเคียงของการที่พลังงานเคลื่อนตัวจากด้านบนของร่างกาย ลงมาถึงเอว แนวหมอนรองกระดูกเอวข้อที่3-4-5
ยิ่งกดทับนานมากเท่าใด ยิ่งนานวันขึ้น พลังงานที่สั่งสมที่เอวยิ่งมากขึ้น ลมที่กองอยู่ที่เอวก็มากขึ้น ไปเพิ่มความดันของลมที่อยู่ในแนวเอว ลมก็ไปกดทับหมอนรองกระดูก ทำให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนออกจากแนวปกติมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งมากขึ้น เส้นประสาทขาก็ยิ่งโดนกดทับแรงขึ้น ผลที่เกิดขึ้นคือ มีอาการปวด ชา ปวดร้าว ตามแนวสะโพก ( สลักเพชร) ขาแนวตาตุ่มนอก ชาถึงนิ้วก้อยเท้า
จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่มีอาการนี้เรื้อรัง จึงไม่สามารถยกของหนักได้ บางครั้งยกขันน้ำแค่ขันเดียวก็มีอาการปวดร้าวลงมาที่นิ้วก้อยเท้าแล้ว
บางคนตึงหลังจนเอี้ยว บิดตัวตัวไม่ได้
บางคนปวดหลัง-ปวดเอว-ขัดที่สลักเพชร
อาการที่เกิดตั้งแต่แนวหมอนรองกระดูกเอวลงมา เป็นอาการที่เส้นประสาทขาโดนกดทับ เพียงแค่เราทำให้การไหลเวียนของลมตามเส้น เส้นข้างขาด้านในและเส้นหน้าแข้งด้านใน ให้ลมไหลเวียนไหลออกแค่ข้อหัวเข่า ให้ลมร้อนวิ่งผ่านออกตรงหัวเข่าไปให้ได้ ลมที่ออกที่เข่าได้ก็จะพาพลังงานที่สั่งสมอยู่ออกนอกกายไปด้วย ลมที่กองอยู่เต็มบริเวณหมอนรองกระดูกเอว ก็จะค่อยๆลดความหนาแน่นลง ความดันของลม ณ.บริเวณนั้นลดลงมา แรงที่ไปดันให้หมอนรองกระดูกเอวเคลื่อนตัวก็น้อยลง ส่งผลให้อาการกดทับเส้นประสาทขาก็น้อยลงตามกัน อาการปวดร้าวที่ขาก็ค่อยๆทุเลาลงมา
ถ้าเราทำให้การไหลเวียนของลมตามเส้น เส้นข้างขาด้านในและเส้นหน้าแข้งด้านใน ให้ลมไหลเวียนไหลร้อนออกไปตรงหัวเข่า ข้อเท้า และนิ้วเท้า อาการปวดหลัง เอว ก็ยิ่งเบาลง อาการกดทับเส้นประสาทขาก็เบาลงไปอีก อาการสะโพก ขา ปวดน้อยลงไป
ถ้าเราทำให้การไหลเวียนของลมตามเส้น เส้นข้างขาด้านในและเส้นหน้าแข้งด้านใน ให้ลมไหลเวียนไหลร้อนออกไปตรงหัวเข่า ข้อเท้า และนิ้วเท้า และไล่ต่อไปจนลมร้อนวิ่งออกปลายนิ้วเท้าและลมร้อนวิ่งขึ้นสะโพก เอว อาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขาที่เรื้อรังก็จะค่อยๆคลายตัวออก อาการปวดเอว สะโพก ปวดร้าวขา ก็จะค่อยๆทุเลา และหายไปเอง
และอาการที่สลักเพชร ก็จะหายได้โดยไม่ต้องไปกดนวดที่สลักเพชร เนื่องจากเป็นแนวที่เส้นประสาทขาโดนกดทับ ถ้าทำให้เส้นประสาทขาไม่โดนกดทับ อาการที่สลักเพชรก็หายไปเอง
ธิติ ศุภโชติการกุล นวดไล่ลม แก้อาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทโดยไม่ต้องผ่าตัด 086-775-7333 , 083-046-7409 , 02-426-0561
วันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2560
วันอังคารที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
พลังงานที่กระทบเข้ามาจากภายนอก ( ตอน 7.6 )
พลังงานที่มากระแทกร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน 7.6 )
พลังงานที่กระทบเข้ามาจากภายนอก
กล่าวถึงการสั่งสมพลังงานที่กระทบเข้ามาจากภายนอกร่างกาย ไม่ว่าจะเข้าสู่ร่างกาย ณ.ส่วนใด จะเป็นศีรษะ แขน ขา ตามข้อกระดูกต่างๆ ตามรูขุมขนต่างๆ ทุกๆการกระทำ ทุกๆอิริยาบถของเรา จะมีพลังงานที่สะท้อนเข้ามาในร่างกาย ตามอวัยวะต่างๆที่ได้กระทำ และที่ถูกกระทำในเวลานั้นๆ
พลังงานที่สะท้อนเข้ามาในร่างกายเรามี2อย่างหลักๆคือ
1.เกิดจากการใช้ชีวิตปกติ 2.เกิดจากอุบัติเหตุ
เกิดจากการใช้ชีวิตปกติ
เป็นการรับพลังงานเข้ามาในร่างกายเป็นกิจวัตรประจำวัน อย่างเช่น เวลาที่เรายืนนานๆ หลายชั่วโมง เราจะค่อยๆเมื่อยขา เมื่อยหลัง เพราะว่าพลังงานจะเริ่มสะท้อนเข้ามาจากฝ่าเท้า ขึ้นมาส้นเท้า เอ็นร้อยหวาย กลางปลีน่อง ขา เอว หลัง ต้นคอ ท้ายทอย
การที่เราทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์บ่อยๆ เพียงแค่เราใช้งานคอมพิวเตอร์วันละหลายๆชั่วโมง ต่อเนื่องกัน เป็นเวลานานหลายเดือนหลายปี เพียงแค่เราใช้เม้าส์ ใช้คีย์บอร์ด และมองหน้าจอทุกวัน พลังงานที่เกิดจากการที่เราใช้แขน ใช้มือ ใช้นิ้วมือเพื่อขยับเม้าส์ และคีย์บอร์ด ก็จะสะท้อนเข้ามาจากนิ้วมือ มาอุ้งมือ มาอุ้งมือ มาแขนทั้ง2ท่อน มาบริเวณรักแร้ สะบัก และแนวหลังใต้สะบัก มาที่แนวหลังตัดขวางเข้าเอว
การที่เรายกสิ่งของ การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อเพื่อรับน้ำหนักของวัตถุที่เรายก ก็จะทำให้พลังงานสะท้อนเข้ามาในกายเรา พลังงานเกิดจากการที่เราใช้แขน ใช้มือ ใช้นิ้วมือเพื่อยกสิ่งของ พลังงานก็จะสะท้อนเข้ามาจากนิ้วมือ มาอุ้งมือ มาข้อมือ มาแขนทั้ง2ท่อน มาบริเวณรักแร้ สะบัก และแนวหลังใต้สะบัก มาที่แนวหลังตัดขวางเข้าเอว
และการที่เราเพ่ง จ้องมองหน้าจอมอนิเตอร์ตลอดเวลา พลังงานก็จะเข้ามาจากศีรษะ มาที่ท้ายทอย มาตามแนวต้นคอ ลงมาที่บ่า ลงมาที่สะบัก และลงมาที่แนวหลังใต้สะบัก มาที่แนวหลังตัดขวางเข้าเอว
หรือแม้แต่การที่เราเครียด นอนไม่หลับ ร่างกายอ่อนเพลีย ก็ทำให้เกิดพลังงานไหลลงมารวมกันอยู่ที่ด้านล่างร่างกาย
อาการที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า การที่ร่างกายบาดเจ็บจากการตรากตรำทำงาน เรื้อรัง เมื่อกล้ามเนื้อหายบาดเจ็บ แต่พลังงานที่สะท้อนเข้าไป ไม่มีการคลายออกมา อาการบาดเจ็บเรื้อรังก็จะไม่หายไปไหน ก็เพียงแค่ประคองอาการเอาไว้เท่านั้น รอจนพลังงานที่สั่งสมจนเต็ม ล้นขึ้นมา แม้แต่ยกน้ำขันเดียวเพื่อที่จะอาบน้ำ เราก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเราจะปวดหลัง เอว ขึ้นมาทันที
พลังงานที่กระทบเข้ามาจากภายนอก
กล่าวถึงการสั่งสมพลังงานที่กระทบเข้ามาจากภายนอกร่างกาย ไม่ว่าจะเข้าสู่ร่างกาย ณ.ส่วนใด จะเป็นศีรษะ แขน ขา ตามข้อกระดูกต่างๆ ตามรูขุมขนต่างๆ ทุกๆการกระทำ ทุกๆอิริยาบถของเรา จะมีพลังงานที่สะท้อนเข้ามาในร่างกาย ตามอวัยวะต่างๆที่ได้กระทำ และที่ถูกกระทำในเวลานั้นๆ
พลังงานที่สะท้อนเข้ามาในร่างกายเรามี2อย่างหลักๆคือ
1.เกิดจากการใช้ชีวิตปกติ 2.เกิดจากอุบัติเหตุ
เกิดจากการใช้ชีวิตปกติ
เป็นการรับพลังงานเข้ามาในร่างกายเป็นกิจวัตรประจำวัน อย่างเช่น เวลาที่เรายืนนานๆ หลายชั่วโมง เราจะค่อยๆเมื่อยขา เมื่อยหลัง เพราะว่าพลังงานจะเริ่มสะท้อนเข้ามาจากฝ่าเท้า ขึ้นมาส้นเท้า เอ็นร้อยหวาย กลางปลีน่อง ขา เอว หลัง ต้นคอ ท้ายทอย
การที่เราทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์บ่อยๆ เพียงแค่เราใช้งานคอมพิวเตอร์วันละหลายๆชั่วโมง ต่อเนื่องกัน เป็นเวลานานหลายเดือนหลายปี เพียงแค่เราใช้เม้าส์ ใช้คีย์บอร์ด และมองหน้าจอทุกวัน พลังงานที่เกิดจากการที่เราใช้แขน ใช้มือ ใช้นิ้วมือเพื่อขยับเม้าส์ และคีย์บอร์ด ก็จะสะท้อนเข้ามาจากนิ้วมือ มาอุ้งมือ มาอุ้งมือ มาแขนทั้ง2ท่อน มาบริเวณรักแร้ สะบัก และแนวหลังใต้สะบัก มาที่แนวหลังตัดขวางเข้าเอว
การที่เรายกสิ่งของ การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อเพื่อรับน้ำหนักของวัตถุที่เรายก ก็จะทำให้พลังงานสะท้อนเข้ามาในกายเรา พลังงานเกิดจากการที่เราใช้แขน ใช้มือ ใช้นิ้วมือเพื่อยกสิ่งของ พลังงานก็จะสะท้อนเข้ามาจากนิ้วมือ มาอุ้งมือ มาข้อมือ มาแขนทั้ง2ท่อน มาบริเวณรักแร้ สะบัก และแนวหลังใต้สะบัก มาที่แนวหลังตัดขวางเข้าเอว
และการที่เราเพ่ง จ้องมองหน้าจอมอนิเตอร์ตลอดเวลา พลังงานก็จะเข้ามาจากศีรษะ มาที่ท้ายทอย มาตามแนวต้นคอ ลงมาที่บ่า ลงมาที่สะบัก และลงมาที่แนวหลังใต้สะบัก มาที่แนวหลังตัดขวางเข้าเอว
หรือแม้แต่การที่เราเครียด นอนไม่หลับ ร่างกายอ่อนเพลีย ก็ทำให้เกิดพลังงานไหลลงมารวมกันอยู่ที่ด้านล่างร่างกาย
อาการที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า การที่ร่างกายบาดเจ็บจากการตรากตรำทำงาน เรื้อรัง เมื่อกล้ามเนื้อหายบาดเจ็บ แต่พลังงานที่สะท้อนเข้าไป ไม่มีการคลายออกมา อาการบาดเจ็บเรื้อรังก็จะไม่หายไปไหน ก็เพียงแค่ประคองอาการเอาไว้เท่านั้น รอจนพลังงานที่สั่งสมจนเต็ม ล้นขึ้นมา แม้แต่ยกน้ำขันเดียวเพื่อที่จะอาบน้ำ เราก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเราจะปวดหลัง เอว ขึ้นมาทันที
วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2560
พลังงานที่มากระแทกร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน 7.3 )
พลังงานที่มากระแทกร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน 7.3 )
อาการไหล่ติด แขนชา มือชา
เพียงแค่เราทำให้ลมไหลเวียนได้ ไหลเวียนออกนอกร่างกายตามทวารต่างๆ ตามข้อต่างๆ ตามรูขุมขนต่างๆทั่วร่างกาย พลังงานที่อัดแน่นอยู่ภายในก็จะคลายตัวออกมาเอง
ปกติแล้วการบำบัดอาการต่างๆ จะทำเพียงแค่ทำให้อาการปวดหายไป อาการบวม อักเสบหายไป แต่อาการที่เกี่ยวกับพลังงานที่เข้ามาสั่งสมอยู่ภายในร่างกายไม่ได้มีการแก้ไขเลย
1. พลังงานที่แทรกสะท้านเข้ามาทางศีรษะ ( กระหม่อม )
2. พลังงานที่แทรกสะท้านเข้ามาทางแขน ( ฝ่ามือ นิ้วมือ )
3. พลังงานที่แทรกสะท้านเข้ามาเนื่องจากอุบัติเหตุ ศีรษะโดนถูกกระแทก ชนกระชากตามท่อนแขน
ทุกๆการกระทำ เมื่อเราถูกชน ถูกกระแทกทางศีรษะหรือแขน พลังงานก็จะวิ่งเข้ามาตามแนวเส้น ชนที่ศีรษะพลังงานที่เข้ามาก็จะมาสิ้นสุดบริเวณแนวบ่า ถ้ามีการกระทำที่แขนพลังงานที่เข้ามาจะสิ้นสุดอยู่ที่บ่าและบริเวณสะบัก ทั้งนี้เนื่องจากบ่าและรักแร้ สะบักเป็นแนวของร่างกายที่เชื่อมต่อกับระยาง แขน และศีรษะ
พลังงานที่เข้ามาทางด้านบนของร่างกายจะมารวมกันอยู่บริเวณแนวบ่า สะบัก การที่เรานวดในแนวร่องบ่า ระหว่างกระดูกสันหลังและสะบัก จึงเป็นการปลดปล่อย เป็นการคลายกล้ามเนื้อ ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ทำให้ลมที่ขัดบริเวณนี้เคลื่อนตัวไหลออกนอกกายได้ และเมื่อลมไหลเวียนออกนอกกายได้ธาตุไฟที่กำเริบ คือตัวร้อนแต่ไม่มีไข้ ร่างกายเราก็จะค่อยๆเย็นลงจนเป็นปกติ นั่นคือการปรับสมดุลธาตุดินน้ำลมไฟในร่างกายเราให้กลับมาเป็นปกติ
แต่ถ้าเราไม่บำบัด อาการขัดของลมนี้ ต่อไปแนวบริเวณบ่า สะบัก และแนวร่องสะบัก ก็จะมีพังผืดมาปกคลุม เนื่องจากกล้ามเนื้อยังคงบาดเจ็บต่อเนื่อง ร่างกายจึงยังคงสร้างพังผืดขึ้นมาคุ้มครองกล้ามเนื้อนั้น นานวันเข้าบริเวณที่พลังงานคั่งค้างอยู่คือแนวบ่า สะบัก แนวร่องสะบัก จึงมีชั้นผังพังผืดที่หนามากขึ้น
ถ้าพังผืดที่อยู่ในชั้นกล้ามเนื้อปกคลุมบริเวณท่อนกระดูก เราจะเห็นชัดแค่ว่ากล้ามเนื้อหดหายลงไป และอาจจะมีการบวมอูมขึ้นมาของพังผืดรอบๆผิวหนังบริเวณนั้น
แต่ถ้าพังผืดที่ยึดอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อปกคลุมอยู่บริเวณข้อกระดูก เช่นพังผืดยึดบริเวณร่องสะบัก จะทำให้การเคลื่อนไหวของแนวสะบักไม่ดี บางครั้งยกแขนไม่ขึ้น บางครั้งเอามือไขว้หลังไม่ได้ ทำให้มือชา แขนชา
ถ้าเราคลายกล้ามเนื้อบริเวณแนวบ่า สะบักนี้ได้การไหลเวียนของพลังงานที่สั่งสมในแนวเส้นก็จะไหลเวียนออกนอกกายที่ปลายแขนและศีรษะ
แต่ถ้าเราปล่อยให้อาการขัดนี้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง พลังงานก็จะค่อยๆเคลื่อนลงมาตามแนวเส้น จากสะบัก ไหลลงมาตามแนวหลังใต้แนวสะบัก
ถ้าเราปล่อยให้อาการขัดนี้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง พลังงานก็จะค่อยๆเคลื่อนไปตามแนวเส้น ตัดขวางเข้าเอว ( หมอนรองกระดูกเอว ข้อที่3-4-5 ) เราจึงมีอาการปวดเอว
ถ้าเราปล่อยให้อาการขัดนี้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง พลังงานก็จะค่อยๆเคลื่อนไปตามแนวเส้น ผ่านลงมาที่ข้างขาด้านใน ทำให้เกิดอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา
แต่ผลข้างเคียงที่หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา ยิ่งกดทับนานมากเท่าใด ยิ่งนานวันขึ้น พลังงานที่สั่งสมที่เอวยิ่งมากขึ้น คือลมที่กองอยู่ที่เอวก็มากขึ้น ความดันของลมที่อยู่ในแนวเอว ลมก็ไปกดทับหมอนรองกระดูก ทำให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนออกจากแนวปกติมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งมากขึ้น เส้นประสาทขาก็ยิ่งโดนกดทับแรงขึ้น
ผลที่เกิดขึ้นคือ แนวเส้นประสาทขาโดนกดทับ จึงมีอาการปวด ชา ปวดร้าว ตามแนวสะโพก ( สลักเพชร) ขาแนวตาตุ่มนอก ชาถึงนิ้วก้อยเท้า
แล้วเราจะบำบัดอย่างไรกับอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา
อาการไหล่ติด แขนชา มือชา
เพียงแค่เราทำให้ลมไหลเวียนได้ ไหลเวียนออกนอกร่างกายตามทวารต่างๆ ตามข้อต่างๆ ตามรูขุมขนต่างๆทั่วร่างกาย พลังงานที่อัดแน่นอยู่ภายในก็จะคลายตัวออกมาเอง
ปกติแล้วการบำบัดอาการต่างๆ จะทำเพียงแค่ทำให้อาการปวดหายไป อาการบวม อักเสบหายไป แต่อาการที่เกี่ยวกับพลังงานที่เข้ามาสั่งสมอยู่ภายในร่างกายไม่ได้มีการแก้ไขเลย
1. พลังงานที่แทรกสะท้านเข้ามาทางศีรษะ ( กระหม่อม )
2. พลังงานที่แทรกสะท้านเข้ามาทางแขน ( ฝ่ามือ นิ้วมือ )
3. พลังงานที่แทรกสะท้านเข้ามาเนื่องจากอุบัติเหตุ ศีรษะโดนถูกกระแทก ชนกระชากตามท่อนแขน
ทุกๆการกระทำ เมื่อเราถูกชน ถูกกระแทกทางศีรษะหรือแขน พลังงานก็จะวิ่งเข้ามาตามแนวเส้น ชนที่ศีรษะพลังงานที่เข้ามาก็จะมาสิ้นสุดบริเวณแนวบ่า ถ้ามีการกระทำที่แขนพลังงานที่เข้ามาจะสิ้นสุดอยู่ที่บ่าและบริเวณสะบัก ทั้งนี้เนื่องจากบ่าและรักแร้ สะบักเป็นแนวของร่างกายที่เชื่อมต่อกับระยาง แขน และศีรษะ
พลังงานที่เข้ามาทางด้านบนของร่างกายจะมารวมกันอยู่บริเวณแนวบ่า สะบัก การที่เรานวดในแนวร่องบ่า ระหว่างกระดูกสันหลังและสะบัก จึงเป็นการปลดปล่อย เป็นการคลายกล้ามเนื้อ ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ทำให้ลมที่ขัดบริเวณนี้เคลื่อนตัวไหลออกนอกกายได้ และเมื่อลมไหลเวียนออกนอกกายได้ธาตุไฟที่กำเริบ คือตัวร้อนแต่ไม่มีไข้ ร่างกายเราก็จะค่อยๆเย็นลงจนเป็นปกติ นั่นคือการปรับสมดุลธาตุดินน้ำลมไฟในร่างกายเราให้กลับมาเป็นปกติ
แต่ถ้าเราไม่บำบัด อาการขัดของลมนี้ ต่อไปแนวบริเวณบ่า สะบัก และแนวร่องสะบัก ก็จะมีพังผืดมาปกคลุม เนื่องจากกล้ามเนื้อยังคงบาดเจ็บต่อเนื่อง ร่างกายจึงยังคงสร้างพังผืดขึ้นมาคุ้มครองกล้ามเนื้อนั้น นานวันเข้าบริเวณที่พลังงานคั่งค้างอยู่คือแนวบ่า สะบัก แนวร่องสะบัก จึงมีชั้นผังพังผืดที่หนามากขึ้น
ถ้าพังผืดที่อยู่ในชั้นกล้ามเนื้อปกคลุมบริเวณท่อนกระดูก เราจะเห็นชัดแค่ว่ากล้ามเนื้อหดหายลงไป และอาจจะมีการบวมอูมขึ้นมาของพังผืดรอบๆผิวหนังบริเวณนั้น
แต่ถ้าพังผืดที่ยึดอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อปกคลุมอยู่บริเวณข้อกระดูก เช่นพังผืดยึดบริเวณร่องสะบัก จะทำให้การเคลื่อนไหวของแนวสะบักไม่ดี บางครั้งยกแขนไม่ขึ้น บางครั้งเอามือไขว้หลังไม่ได้ ทำให้มือชา แขนชา
ถ้าเราคลายกล้ามเนื้อบริเวณแนวบ่า สะบักนี้ได้การไหลเวียนของพลังงานที่สั่งสมในแนวเส้นก็จะไหลเวียนออกนอกกายที่ปลายแขนและศีรษะ
แต่ถ้าเราปล่อยให้อาการขัดนี้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง พลังงานก็จะค่อยๆเคลื่อนลงมาตามแนวเส้น จากสะบัก ไหลลงมาตามแนวหลังใต้แนวสะบัก
ถ้าเราปล่อยให้อาการขัดนี้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง พลังงานก็จะค่อยๆเคลื่อนไปตามแนวเส้น ตัดขวางเข้าเอว ( หมอนรองกระดูกเอว ข้อที่3-4-5 ) เราจึงมีอาการปวดเอว
ถ้าเราปล่อยให้อาการขัดนี้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง พลังงานก็จะค่อยๆเคลื่อนไปตามแนวเส้น ผ่านลงมาที่ข้างขาด้านใน ทำให้เกิดอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา
แต่ผลข้างเคียงที่หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา ยิ่งกดทับนานมากเท่าใด ยิ่งนานวันขึ้น พลังงานที่สั่งสมที่เอวยิ่งมากขึ้น คือลมที่กองอยู่ที่เอวก็มากขึ้น ความดันของลมที่อยู่ในแนวเอว ลมก็ไปกดทับหมอนรองกระดูก ทำให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนออกจากแนวปกติมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งมากขึ้น เส้นประสาทขาก็ยิ่งโดนกดทับแรงขึ้น
ผลที่เกิดขึ้นคือ แนวเส้นประสาทขาโดนกดทับ จึงมีอาการปวด ชา ปวดร้าว ตามแนวสะโพก ( สลักเพชร) ขาแนวตาตุ่มนอก ชาถึงนิ้วก้อยเท้า
แล้วเราจะบำบัดอย่างไรกับอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา
วันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2560
พลังงานที่มากระแทกร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน 7.2 )
ท้องโตแต่ไม่ได้ท้อง
เมื่อใดก็ตามที่เราใช้ชีวิตประจำวันด้วยการเดิน การยืน การกระโดด หรือแม้แต่การนั่งขับรถมีการเหยียบเบรก เหยียบคลัช พลังงานเข้าสู่ร่างกาย เริ่มจากฝ่าเท้า ส้นเท้า เอ็นร้อยหวาย น่อง ขาท่อนบน แก้มก้น ก้นกบ แนวเส้นขนานติดกระดูกสันหลัง ในช่องท้อง แนวบ่า แนวต้นคอ และไปสิ้นสุดที่บนศีรษะ
ในสภาวะปกติ ทุกๆก้าว ทุกๆการกระทำ พลังงานที่สะเทือนเข้ามาในร่างกาย จะค่อยๆสั่งสมเพิ่มเติมขึ้นมา เริ่มจากฝ่าเท้า แล้วค่อยๆแน่นไปตลอดแนวจนถึงบนศีรษะ ถ้าพลังงานสั่งสมมาถึงช่องท้องเมื่อไร ให้เราคิดตามนะครับ
- ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์แล้วท้องโตขึ้น เนื่องจากมีทารกมีขนาดโตขึ้นเรื่อยๆตามอายุครรภ์ อายุครรภ์ 2เดือน แทบจะไม่มีอะไรที่แตกต่างจากปกติ
- อายุครรภ์ 4-5เดือน หน้าท้องเริ่มขยายออก ท้องเริ่มโตขึ้น ต้องใส่ชุดคลุมท้องแล้ว
- อายุครรภ์ 9เดือน หน้าท้องขยายท้องใหญ่เต็มที่ เดินอุ้ยอ้าย อึดอัดไปหมด
- หลังจากคลอดลูกแล้ว หน้าท้องที่ขยายออกไป ก็จะค่อยๆแฟบลง นิ่มลง แต่กล้ามเนื้อหน้าท้องที่ยืดขยายออกไป ต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือนถึงจะกระชับเหมือนเดิม เราจึงเห็นว่าคนที่คลอดลูกแล้วท้องยังใหญ่อยู่
ลักษณะของพลังงานที่สั่งสมอยู่ในช่องท้องก็เหมือนกัน เมื่อในช่องท้องสั่งสมพลังงานมากขึ้น ความแออัดของพลังงาน ก็คือความดันของพลังงานที่อยู่ในช่องท้องก็จะค่อยๆดัน ยืดชั้นกล้ามเนื้อ ผิวหนังหน้าท้องออกไป ท้องจึงบวมโตขึ้น ( หน้าท้องไม่มีกระดูกเป็นโครงสร้าง กล้ามเนื้อและผิวหนังจึงขยายโตออกไปได้ )
คนที่มีอาการลักษณะนี้ ส่วนมากจะมีอาการตัวร้อนแต่ไม่มีไข้ รองช้ำ ตะคริวที่น่อง ขาไม่มีแรง ลมแน่นท้อง จุกเสียดที่ลิ้นปี่ ปวดตึง ตามบ่าสะบัก มีการเรอบ่อยๆ ปวดหลังปวดเอว กรดไหลย้อน บางคนกลืนน้ำลายไม่ลง กลืนอาหารไม่ได้ หายใจไม่ค่อยได้ มึนที่หน้าผาก
การบำบัดอาการนี้ ต้องทำให้พลังงานที่สั่งสมให้คลายออก ให้เน้นกดไล่ที่ขาท่อนบนในท่านอนคว่ำ ให้ลมไหลออกตามข้อ ตามรูขุมขนไปให้ตลอดถึงนิ้วเท้า ลมที่ไหลออกปลายเท้าจะนำพาพลังงานที่ค้างคาอยู่ในแนวเส้นนี้ออกไปด้วย ก็จะทำให้ความต่างศักย์ระหว่างพลังงานที่อยู่เหนือขาท่อนที่กดนวด ซึ่งยังมีความดันของพลังงานสูง กับพลังงานที่อยู่ใต้แนวขาที่กดนวดที่ความดันของพลังงานลดลงมาแล้ว ลมที่อยู่ในช่องท้องก็จะนำพาพลังงานที่อยู่ในช่องท้องให้แพร่ ไหลลงมาตามแนวเส้น ผ่านไปยังจุดที่กด และผ่านตามข้อ ตามรูขุมขนที่โล่งแล้ว ออกนอกร่างกายไป
อาการร้อนแต่ไม่มีไข้ก็จะค่อยๆดับลงไป และอาการแน่นตึง ท้องบวมโตก็จะค่อยๆทุเลาลง ท้องจะนิ่มลง แต่ยังคงพองโตอยู่เนื่องจากกล้ามเนื้อที่ขยายตัวออกไป จะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งก็จะกระชับ กล้ามเนื้อหน้าท้องก็จะยุบลงมา เป็นปกติ
พลังงานที่มากระแทกร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน 7.1 )
พลังงานที่มากระแทกร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน 7.1 )
ในตอนนี้จะกล่าวถึงทิศทางของพลังงานที่เข้าสู่ร่างกาย โดยจะเริ่มที่พลังงานที่เข้ามาทางขา ทิศทางเริ่มต้นของการเข้ามาของพลังงานมี2แนว คือ
1.พลังงานเข้ามาจากฝ่าเท้า ส้นเท้า เอ็นร้อยหวาย น่อง ขาท่อนบน แก้มก้น ก้นกบ แนวเส้นขนานติดกระดูกสันหลัง ในช่องท้อง แนวบ่า แนวต้นคอ และไปสิ้นสุดที่บนศีรษะ
2.ส่วนมากพลังงานจะเข้ามาเนื่องจากมีการพลิกแพลงของข้อตาตุ่มนอก ทำให้พลังงานลงไปที่หลังเท้า ตามแนวร่องเส้นระหว่างนิ้วโป้ง-นิ้วชี้ , ตามแนวร่องเส้นระหว่าง นิ้วชี้ - นิ้วกลาง , ตามแนวร่องเส้นระหว่างนิ้วกลาง-นิ้วนาง
และด้านบนทำให้พลังงานไหลขึ้นไปตามหน้าแนวเส้นหน้าแข้งด้านนอกทั้ง3เส้น เส้นที่1ผ่านขึ้นหัวเข่า หน้าขา ช่องท้องแนว แนวศีรษะด้านหน้า สุดท้ายที่ศีรษะ
และแนวเส้นหน้าแข้งด้านนอกเส้นที่ 2-3 พลังงานไหลขึ้นไปผ่านหัวเข่า ผ่านไปตามแนวเส้นข้างขาด้านนอก ผ่านเข้าสีข้าง ไปยังใต้รักแร้ ไปสิ้นสุดที่บนศีรษะ
ทุกๆอิริยาบถในชีวิตประจำวัน ทุกๆการก้าวเดิน จะมีพลังงานที่สะท้อนเข้าไปในกาย เช่นเดียวกับทุกๆการกระโดดก็จะมีพลังงานสะท้อนจากฝ่าเท้า ส้นเท้า เอ็นร้อยหวาย น่อง ขาท่อนบน แก้มก้น ก้นกบ แนวเส้นแนวขนานติดกระดูกสันหลัง ในช่องท้อง แนวบ่า แนวต้นคอ ศีรษะ
ดังนั้น พลังงานที่เข้าไปจากการเดินอย่างปกติ ก็เป็นการสั่งสมพลังงานทีละนิด วันละนิด ค่อยๆสั่งสมและดันสูงขึ้นไปจากฝ่าเท้าไปถึงศีรษะ
พลังงานที่เข้าไปจากการที่เราได้รับบาดเจ็บจากการกระโดดจากที่สูง ในบางครั้งพลังงานที่เข้าไปนี้ในครั้งเดียวสะเทือนเข้าไปถึงแนวเอว แนวหลัง ทำให้เรามีอาการปวด เสียดอยู่ในบริเวณนั้นระยะหนึ่ง จนอาการปวดเสียดบริเวณนั้นหายไป แต่ทุกๆพลังงานที่เข้าไปนั้นไม่ได้ไปไหน ยังคงคั่งค้างอยู่
ถ้าเราเดิน พลังงานที่สะท้อนเข้าในกาย ก็จะเข้ามาแค่บริเวณฝ่าเท้า อุ้งเท้า
ถ้าเรากระโดดจากบันไดที่สูง 5 ขั้น พลังงานที่สะท้อนเข้าในกาย ก็จะเข้ามาถึงหัวเข่า
ถ้าเรากระโดดจากกำแพงสูง2เมตร พลังงานที่สะท้อนเข้าในกาย ก็จะเข้ามาถึงหลัง
ถ้าเรากระโดดจากระเบียงชั้น2 พลังงานที่สะท้อนเข้าในกาย ก็จะเข้ามาถึงต้นคอ ศีรษะ
ถ้าเราเตะฟุตบอล พลังงานที่สะท้อนเข้ามาก็จะเข้ามาตามแนวหน้าแข้ง หัวเข่า หน้าขา
เราต้องกลับไปคิดดูว่า อาการที่เราบาดเจ็บเรื้อรัง ทุกๆอาการนั้นมีที่มาที่ไป ถ้าอาการบาดเจ็บนั้นๆ เราเพียงแต่บำบัดให้อาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อหายไปเท่านั้น แต่การไหลเวียนของพลังงานที่สะเทือนเข้าไปในกายไม่ได้รับการแก้ไข คือลมในกายยังไหลเวียนออกนอกกายตามรูขุมขนต่างๆไม่ได้ เมื่อนั้นต้นเหตุในอาการเจ็บนั้นๆก็ยังคงอยู่เปรียบเสมือนภูเขาไฟที่สงบ สั่งสมพลังงานรอวันที่จะระเบิดออกมาเท่านั้นเอง
ในตอนนี้จะกล่าวถึงทิศทางของพลังงานที่เข้าสู่ร่างกาย โดยจะเริ่มที่พลังงานที่เข้ามาทางขา ทิศทางเริ่มต้นของการเข้ามาของพลังงานมี2แนว คือ
1.พลังงานเข้ามาจากฝ่าเท้า ส้นเท้า เอ็นร้อยหวาย น่อง ขาท่อนบน แก้มก้น ก้นกบ แนวเส้นขนานติดกระดูกสันหลัง ในช่องท้อง แนวบ่า แนวต้นคอ และไปสิ้นสุดที่บนศีรษะ
2.ส่วนมากพลังงานจะเข้ามาเนื่องจากมีการพลิกแพลงของข้อตาตุ่มนอก ทำให้พลังงานลงไปที่หลังเท้า ตามแนวร่องเส้นระหว่างนิ้วโป้ง-นิ้วชี้ , ตามแนวร่องเส้นระหว่าง นิ้วชี้ - นิ้วกลาง , ตามแนวร่องเส้นระหว่างนิ้วกลาง-นิ้วนาง
และด้านบนทำให้พลังงานไหลขึ้นไปตามหน้าแนวเส้นหน้าแข้งด้านนอกทั้ง3เส้น เส้นที่1ผ่านขึ้นหัวเข่า หน้าขา ช่องท้องแนว แนวศีรษะด้านหน้า สุดท้ายที่ศีรษะ
และแนวเส้นหน้าแข้งด้านนอกเส้นที่ 2-3 พลังงานไหลขึ้นไปผ่านหัวเข่า ผ่านไปตามแนวเส้นข้างขาด้านนอก ผ่านเข้าสีข้าง ไปยังใต้รักแร้ ไปสิ้นสุดที่บนศีรษะ
ทุกๆอิริยาบถในชีวิตประจำวัน ทุกๆการก้าวเดิน จะมีพลังงานที่สะท้อนเข้าไปในกาย เช่นเดียวกับทุกๆการกระโดดก็จะมีพลังงานสะท้อนจากฝ่าเท้า ส้นเท้า เอ็นร้อยหวาย น่อง ขาท่อนบน แก้มก้น ก้นกบ แนวเส้นแนวขนานติดกระดูกสันหลัง ในช่องท้อง แนวบ่า แนวต้นคอ ศีรษะ
ดังนั้น พลังงานที่เข้าไปจากการเดินอย่างปกติ ก็เป็นการสั่งสมพลังงานทีละนิด วันละนิด ค่อยๆสั่งสมและดันสูงขึ้นไปจากฝ่าเท้าไปถึงศีรษะ
พลังงานที่เข้าไปจากการที่เราได้รับบาดเจ็บจากการกระโดดจากที่สูง ในบางครั้งพลังงานที่เข้าไปนี้ในครั้งเดียวสะเทือนเข้าไปถึงแนวเอว แนวหลัง ทำให้เรามีอาการปวด เสียดอยู่ในบริเวณนั้นระยะหนึ่ง จนอาการปวดเสียดบริเวณนั้นหายไป แต่ทุกๆพลังงานที่เข้าไปนั้นไม่ได้ไปไหน ยังคงคั่งค้างอยู่
ถ้าเราเดิน พลังงานที่สะท้อนเข้าในกาย ก็จะเข้ามาแค่บริเวณฝ่าเท้า อุ้งเท้า
ถ้าเรากระโดดจากบันไดที่สูง 5 ขั้น พลังงานที่สะท้อนเข้าในกาย ก็จะเข้ามาถึงหัวเข่า
ถ้าเรากระโดดจากกำแพงสูง2เมตร พลังงานที่สะท้อนเข้าในกาย ก็จะเข้ามาถึงหลัง
ถ้าเรากระโดดจากระเบียงชั้น2 พลังงานที่สะท้อนเข้าในกาย ก็จะเข้ามาถึงต้นคอ ศีรษะ
ถ้าเราเตะฟุตบอล พลังงานที่สะท้อนเข้ามาก็จะเข้ามาตามแนวหน้าแข้ง หัวเข่า หน้าขา
เราต้องกลับไปคิดดูว่า อาการที่เราบาดเจ็บเรื้อรัง ทุกๆอาการนั้นมีที่มาที่ไป ถ้าอาการบาดเจ็บนั้นๆ เราเพียงแต่บำบัดให้อาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อหายไปเท่านั้น แต่การไหลเวียนของพลังงานที่สะเทือนเข้าไปในกายไม่ได้รับการแก้ไข คือลมในกายยังไหลเวียนออกนอกกายตามรูขุมขนต่างๆไม่ได้ เมื่อนั้นต้นเหตุในอาการเจ็บนั้นๆก็ยังคงอยู่เปรียบเสมือนภูเขาไฟที่สงบ สั่งสมพลังงานรอวันที่จะระเบิดออกมาเท่านั้นเอง
วันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560
พลังงานที่มากระแทกร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน 7 )
พลังงานที่มากระแทกร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน 7 )
ในตอนต่อไปนี้จะกล่าวถึงทิศทางของพลังงานที่เข้าสู่ร่างกาย ในทุกๆกิริยา ทุกๆอิริยาบถในชีวิตประจำวัน ให้เห็นว่าตัวพลังงานที่แทรกสะท้านเข้ามาในร่างกาย ที่เราไม่เคยนำออกมาเลย เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราป่วยเรื้อรัง ทำให้เราต้องนวด ต้องรักษาด้วยการกินยาอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
เพียงแค่เราทำให้ลมไหลเวียนได้ ไหลเวียนออกนอกร่างกายตามทวารต่างๆ ตามข้อต่างๆ ตามรูขุมขนต่างๆทั่วร่างกาย พลังงานที่อัดแน่นอยู่ภายในก็จะคลายตัวออกมาเอง
ปกติแล้วการบำบัดรักษาอาการต่างๆ จะรักษาเพียงแค่ทำให้อาการปวดหายไป อาการบวม อักเสบหายไป แต่อาการที่เกี่ยวกับพลังงานที่เข้ามาสั่งสมอยู่ภายในร่างกายไม่ได้มีการแก้ไขเลย
โดยปกติเราจะมีระยางทั้ง5คือ ศีรษะ1 แขน 2ข้าง ขา 2ข้าง เป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อกับลำตัว คือแนวบ่า แนวสะบัก (รักแร้ ) แนวสะโพก ( สลักเพชร)
1. พลังงานที่แทรกสะท้านเข้ามาทางศีรษะ ( กระหม่อม )
2. พลังงานที่แทรกสะท้านเข้ามาทางแขน ( ฝ่ามือ นิ้วมือ อุ้งมือ )
3. พลังงานที่แทรกสะท้านเข้ามาทางขา ( ฝ่าเท้า หลังเท้า )
4. พลังงานที่แทรกสะท้านเข้ามาเนื่องจากอุบัติเหตุ การถูกกระทบ กระแทกตามลำตัว ชนกระแทกตามศีรษะ ชนกระแทกตามท่อนแขน ชนกระแทกตามท่อนขา
หัวข้อ พลังงานที่มากระแทกร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน 7 ) จะทยอยเรียบเรียง ในส่วนของพลังงานที่เข้ามาในร่างกายตามระยางต่าง หรือเกิดโดยตรงจากอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นการแชร์ประสบการณ์ที่ได้มาจากการนวดไล่ลม ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน
ส่วนเพื่อนๆที่มีวิชาชีพในการบำบัดอาการป่วยไข้ ทางด้านนวด หรือผู้ป่วยที่มีอาการเกี่ยวกับเส้น เกี่ยวกับลมในกาย ติดต่อสอบถาม ปรึกษาในอาการต่างๆได้ ถึงจะไม่ได้นวดด้วยกันก็ไม่เป็นไร เป็นอีกมุมหนึ่งของการนวดที่จะช่วยเติมเต็มให้การนวดบำบัดของแต่ละท่าน มีอานุภาพมากขึ้น ลองพิจราณาตาม ในสิ่งที่ผมจะทยอยเรียบเรียงแล้วนำเสนอออกไปครับ
ธิติ ศุภโชติการกุล 086-775-7333 Dtac
083-046-7409 True Move H
line id แอด thiti2560
วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2560
พลังงานที่มากระแทกร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน 6 )
พลังงานที่มากระแทกร่างกายแล้วไปไหน ( ตอน 6 )
ตัวร้อนแต่ไม่มีไข้
สงสัยไหมว่า เวลาที่เรามีความรู้สึกอึดอัดร่างกาย มีความรู้สึกว่าตัวเรามีความร้อนผ่าวๆอยู่ภายใน ทั่วผิวกายร้อน จนในบางครั้งคนที่อยู่รอบข้างยังมีความรู้สึกเลยว่าร่างกายเรานี้ร้อนกว่าปกติ แต่เมื่อเราไปพบแพทย์ เมื่อวัดอุณหภูมิของร่างกายปรากฏว่า ร่างกายปกติ ไม่มีไข้
… ทำไมถึงเป็นเช่นนี้
…. แล้วเราจะทำอย่างไร
เราเคยเห็น นก ที่หลงบินเข้าไปในห้องกระจกใสๆ บานประตูหน้าต่างในห้องเป็นกระจกใสทั้งหมด มีอยู่เพียงบานเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้ใส่กระจกเอาไว้
รอบๆบ้านเป็นต้นไม้ ถ้านกตัวนั้นมองผ่านประตูหรือหน้าต่างออกไปแล้วเห็นต้นไม้ที่อยู่นอกบ้าน และนกตัวนั้นจะบินออกจากบ้านเพื่อไปที่ต้นไม้ จะเกิดอะไรขึ้นกับนก
1. ถ้าบินตรงไปที่ประตูหรือหน้าต่างที่ไม่ได้ใส่กระจกใส ก็จะไม่เกิดปะทะ ออกไปได้โดยสวัสดิภาพ
2. ถ้าบินตรงไปที่ประตูหรือหน้าต่างที่ใส่กระจกใส นกก็บินชนกระจก มีพลังงานที่เกิดจากการปะทะเกิดขึ้น แล้วถ้านกตัวนั้นยังคงบินซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อที่จะออกไปข้างนอกในบานหน้าต่างที่มีกระจกใส ผลก็คือเกิดพลังงานสะสมเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ
ร่างกายเราก็เหมือนกัน ในกรณีที่รูขุมขนเราเปิด-ปิดได้ตามปกติ ก็เหมือนบานประตูหน้าต่างที่ไม่ได้ใส่กระจกใส คือการที่ลมไหลเวียนเข้าและออกร่างกายตามรูขุมขนอยู่ในสภาวะปกติ เราก็จะมีความเบา สบายร่างกาย
แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งที่รูขุมขนเราเปิดปิดไม่เป็นปกติ รูขุมขนปิด คือทั้งลมและเหงื่อไม่สามารถซึมไหลผ่านรูขุมขนไปได้ ก็เหมือนบานประตูหน้าต่างที่ใส่กระจกใส
เมื่อลมไม่สามารถออกตามรูขุมขนได้ พลังงานต่างๆที่อยู่ภายใต้ผิวหนังก็ไม่สามารถเคลื่อนออกนอกกายได้ ความแออัดของพลังงานที่อยู่ใต้ผิวหนังนั้น ธาตุลมขัด ธาตุไฟจึงกำเริบ จึงเป็นเหตุให้เรามีความรู้สึกว่า ในกายเราร้อนขึ้น บางครั้งก็ร้อนวูบวาบ บางครั้งก็ย้ายจุดที่ร้อนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง บางครั้งก็ปวดแสบปวดร้อน
แต่ไม่ว่าจะกรณีใดๆ เมื่อเราใช้ปรอทวัดไข้ลองวัดอุณหภูมิร่างกาย ณ.ขณะนั้น และทุกครั้งก็จะมีผลเหมือนกันคือ ไม่มีไข้ เพราะเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถตรวจวัดพลังงานนี้ได้
และเมื่อเราทำการนวดไล่ลม ทำให้ลมไหลออกนอกกายตามทวารต่างๆ ข้อกระดูกต่างๆ ตามรูขุมขนทั่วแนวเส้นทั้งร่างกาย เมื่อลมไหลออกนอกกายได้ ลมก็จะนำพาพลังงานที่สั่งสมอยู่ใต้ชั้นผิวหนังออกไปตามรูขุมขนที่เปิด ธาตุไฟที่กำเริบขึ้นมาก็ดับลงไปในขณะเวลาที่นวดนั้นเอง อาการตัวร้อนลุ่มตลอดเวลาก็จะหายไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






