ความเข้าใจ ความใส่ใจในการนวดบำบัด
ร่างกายคนเราเกิดจากการรวมตัวกันของธาตุทั้งสี่ คือดินน้ำลมไฟ การเจ็บป่วยของคนเรานั้น เป็นสัญญานเตือนว่า สมดุลของธาตุทั้งสี่นั้นเริ่มมีปัญหา
อาการปวดกล้ามเนื้อ โรคผิวหนัง กระดูกหัก ฯลฯ นั่นคือ ธาตุดิน มีปัญหา
อาการเกี่ยวกับเลือด น้ำเหลือง ฯลฯ นั่นคือ ธาตุน้ำ มีปัญหา
อาการจุกเสียด ลมแน่นท้อง เรอบ่อย ฯลฯ นั่นคือ ธาตุลม มีปัญหา
อาการตัวร้อนแต่ไม่มีไข้ อาการปวดแสบปวดร้อน ฯลฯ นั่นคือ ธาตุไฟ มีปัญหา
การบำบัดโดยการกินสมุนไพร เป็นธรรมชาติบำบัด หลักการในการใช้สมุนไพรบำบัดอาการจะไม่เหมือนยาแผนปัจจุบัน สมุนไพรจะไม่ส่งผลทันที แต่ในระยะยาวสมุนไพรที่กินเข้าไป จะค่อยๆเข้าไปปรับสมดุลของร่างกาย ให้กลับมาเป็นปกติ
การนวดก็เป็นการธรรมชาติบำบัด ด้วยการกดนวด คลึง ดัด ปรับธาตุทั้งสี่ให้กลับมามีสมดุลดังเดิม
ในขณะที่เกิดการเจ็บป่วยขึ้นมา ในเบื้องต้นเราจำเป็นต้องใช้ความรู้ และวิธีการในการรักษาทางแพทย์ปัจจุบัน เพื่อระงับ ยับยั้งอาการไม่ให้เลวร้ายลงไป และเมื่ออาการอยู่ในสภาวะที่ไม่รุนแรงแล้ว ทั้งการกินสมุนไพร และการนวดบำบัด เป็นการบำบัดอย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นการปรับให้สมดุลของธาตุ ดินน้ำลมไฟ กลับคืนมา
สำหรับการบำบัดโดยการนวด โดยเฉพาะการนวดไล่ลม ก็เป็นการปรับสมดุลธาตุทั้งสี่ แต่เน้นปรับสมดุลของธาตุลมเป็นหลัก ด้วยหลักการที่ว่า ถ้าลมในกาย โดยเฉพาะลมในแนวเส้น สามารถไหลเวียน ให้เข้าออกตามรูขุมขน และตามข้อกระดูกต่างๆได้เป็นปกติ ลมที่ไหลเวียนออกนอกกายก็จะนำพาพลังงานที่เคยซึมซับ และสั่งสมเก็บไว้ภายในกายเรานี้ ให้ไหลออกนอกกายเราไปได้ ทำให้อาการป่วยไข้ค่อยๆทุเลา เบาลง และจะหายไปเอง จะต้องใช้เวลาในการบำบัดช้าหรือนาน ก็ขึ้นอยู่กับการสั่งสมของอาการของผู้ป่วย
- ถ้าผู้ป่วยอายุยังน้อย อาการขัดเกิดจากการใช้ชีวิตปกติ การบำบัด 1-2 ครั้ง อาการที่เคยเรื้อรังก็จะหายได้ ไม่ต้องนวดไปอีกเป็นหลายๆเดือน
- ถ้าผู้ป่วยอายุยังน้อย อาการขัดเกิดจากการใช้ชีวิตปกติ และเคยประสบอุบัติเหตุ ร่างกายโดนกระแทก หลังจากนั้นเกิดอาการที่เรื้อรัง เช่นรถชนกันจนศีรษะกระแทก ลื่นหกล้มแขนยันพื้น ลื่นหกล้มหลังฟาดพื้น ลื่นหกล้มก้นกระแทกพื้น ลื่นหกล้มเข่ากระแทกพื้น ขาพลิกขาแพลง หรือกระโดดลงมาจากที่สูงจนมีอาการปวดหลัง
อาการที่เกิดขึ้น หลังเกิดอุบัติเหตุไม่นาน ถ้าเรานวดไล่ลม ทำให้ลมตามแนวเส้นไหลเวียนออกนอกกายได้ พลังงานที่สะเทือนเข้ามาก็จะไหลออกไปด้วย
แต่ถ้าเราไม่ได้แก้ไขให้ลมไหลเวียนออกนอกกายไป พลังงานที่สะเทือนเข้ามาก็จะสั่งสมเก็บไว้ ทำให้เราบาดเจ็บเรื้อรัง
ผ่านมาหลายๆปี ต่อให้เรามาบำบัด นวดไล่ลม การบำบัดแค่1-2 ครั้ง ก็คงไม่พอแล้ว เนื่องจากพังผืดในชั้นกล้ามเนื้อจะเพิ่มพูน มากขึ้น การบำบัดอาจจะต้องมีถึง 10 ครั้ง อาการเรื้อรังถึงจะทุเลา และหายได้
- ถ้าผู้ป่วยอายุมาก อาการขัดเกิดจากการใช้ชีวิตปกติ การบำบัด 1-2 ครั้ง อาการที่เคยเรื้อรังก็จะหายได้ ไม่ต้องนวดไปอีกเป็นเดือนๆ
-
- ถ้าผู้ป่วยอายุมาก อาการขัดเกิดจากการใช้ชีวิตปกติ และเคยประสบอุบัติเหตุ ร่างกายโดนกระแทก หลังจากนั้นเกิดอาการที่เรื้อรัง เช่นรถชนกันจนศีรษะกระแทก ลื่นหกล้มแขนยันพื้น ลื่นหกล้มหลังฟาดพื้น ลื่นหกล้มก้นกระแทกพื้น ลื่นหกล้มเข่ากระแทกพื้น ขาพลิกขาแพลง หรือกระโดดลงมาจากที่สูงจนมีอาการปวดหลัง
-
อาการที่เกิดขึ้น หลังเกิดอุบัติเหตุไม่นาน ถ้าเรานวดไล่ลม ทำให้ลมตามแนวเส้นไหลเวียนออกนอกกายได้ พลังงานที่สะเทือนเข้ามาก็จะไหลออกไปด้วย
แต่ถ้าเราไม่แก้ไขให้ลมไหลเวียนออกนอกกายไป พลังงานที่สะเทือนเข้ามาก็จะสั่งสมเก็บไว้ ทำให้เราบาดเจ็บเรื้อรัง ผ่านมาหลายๆปี ต่อให้เรามาบำบัด นวดไล่ลม การบำบัดแค่ 1-2 ครั้ง ก็คงไม่พอแล้ว เนื่องจากพังผืดในชั้นกล้ามเนื้อจะเพิ่มพูน มากขึ้น การบำบัดอาจจะต้องมีถึง 10 ครั้ง หรือนวดต่อเนื่องเป็นปีๆเลยก็มี อาการเรื้อรังถึงจะทุเลา และหายได้
ธิติ ศุภโชติการกุล นวดไล่ลม แก้อาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทโดยไม่ต้องผ่าตัด 086-775-7333 , 083-046-7409 , 02-426-0561
วันพุธที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560
วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
อาการเกี่ยวกับแขน มือ นิ้ว ( ตอน 8.2 )
อาการเกี่ยวกับแขน มือ นิ้ว ( ตอน 8.2 )
การบำบัดอาการคอ-บ่า-ไหล่ แขน มือ นิ้วมือ กับการนวดไล่ลม
ในเรื่องของการนวดไล่ลม ทุกๆอิริยาบท หรือทุกๆอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับร่างกายส่วนบนของเรา พลังงานนั้นๆสะเทือนเข้ามาในกายเรา ไม่ว่าจะเข้ามาทางศีรษะ บ่า ไหล่ แขน มือ หรือนิ้วมือ พลังงานที่เข้ามานี้ จะเคลื่อนไหลไปตามแนวเส้น จนถึงเส้นข้างขาด้านใน
ถ้าเข้ามาทางศีรษะ พลังงานจะเคลื่อนลงมาที่ต้นคอ บ่า แนวร่องสะบักกับแนวกระดูกสันหลัง สะบัก แนวหลังใต้แนวสะบัก แนวเอวตัดขวางเข้ากระดูกสันหลังเอวข้อที่3-4-5 วิ่งผ่านเชิงกราน เข้าแนวเส้นข้างขาด้านใน พลังงานสั่งสมลงมาจนถึงเส้นหน้าแข้งด้านใน แนวตาตุ่มใน สุดท้ายไปที่แนวฝ่าเท้าแนวร่องนิ้วโป้งและนิ้วชี้
พลังงานเข้ามาทางนิ้วมือ อุ้งมือ ข้อมือ ข้อศอก ไหล่ พลังงานจะเคลื่อนเข้ามารวมกันที่บ่า ที่ต้นคอ แนวร่องสะบักกับแนวกระดูกสันหลัง สะบัก แนวหลังใต้แนวสะบัก แนวเอวตัดขวางเข้ากระดูกสันหลังเอวข้อที่3-4-5 วิ่งผ่านเชิงกราน เข้าแนวเส้นข้างขาด้านใน พลังงานสั่งสมลงมาจนถึงเส้นหน้าแข้งด้านใน แนวตาตุ่มใน สุดท้ายไปที่แนวฝ่าเท้าแนวร่องนิ้วโป้งและนิ้วชี้
จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าพลังงานจะมาทางศีรษะ หรือพลังงานจะเข้ามาทางมือ แขน ไหล่ แนวเส้นร่วมกันที่พลังงานจะเคลื่อนลงมาที่ด้านล่างคือ เริ่มตั้งแต่ผ่านมาที่สะบัก แล้วจะเคลื่อนลงไปแนวหลังใต้แนวสะบัก แนวเอวตัดขวางเข้ากระดูกสันหลังเอวข้อที่3-4-5 วิ่งผ่านเชิงกราน เข้าแนวเส้นข้างขาด้านใน พลังงานสั่งสมลงมาจนถึงเส้นหน้าแข้งด้านใน แนวตาตุ่มใน สุดท้ายไปที่แนวฝ่าเท้าแนวร่องนิ้วโป้งและนิ้วชี้
อย่างเช่นเมื่อเราโดนนวด กดน้ำหนักลงบนบ่า บ่าเราเบาขึ้น แต่หลังเอวเราจะรู้สึกตึง ขัดขึ้นมาทันที ผ่านไป 1-2 วัน พลังงานก็จะเคลื่อนกลับไปที่แนวบ่าดังเดิม อาการคอบ่าไหล่ ก็จะย้อนกลับมาเป็นอีก
การนวดไล่ลม โดยการกดขาท่านอนตะแคง ( แนวเส้นข้างขาด้านใน ) เมื่อลมในแนวเส้นที่ขาโล่ง จะทำให้ลมที่หลัง ที่เอว ที่แขน และลมในศีรษะ ที่ยังมีความหนาแน่นมากกว่า จะเกิดการแพร่ของลมในแนวเส้น ให้ไหล ตามลมร้อนที่วิ่งออกปลายเท้า พลังงานที่สั่งสมเข้ามาและยังอยู่ส่วนบนของลำตัว จะค่อยๆคลาย ไหลออกไปกับลมที่เคลื่อนด้วย
ในกรณีเดียวกันเมื่อเรานวดไล่ลม โดยการกดขาแนวนอนตะแคง ( แนวเส้นข้างขาด้านใน ) เมื่อลมในแนวเส้นที่ขาโล่ง จะทำให้ลมหรือพลังงานที่เคลื่อนหนีลงมา ที่หลังเอว ไหลตามลงมาออกตามรูขุมขนที่เปิด ออกที่หัวเข่า ตาตุ่ม ปลายเท้า พลังงานที่เคลื่อนออกนอกกายไปได้ แล้วก็จะไม่ไหลย้อนกลับขึ้นไปที่บ่าอีก
เพียงแค่การทำให้ลมหรือพลังงานที่แน่นอยู่ด้านบนของลำตัว ให้ลมนั้นแพร่ ไหลลงมาที่แนวเส้นขา อาการขัดของลมก็จะได้รับการแก้ไข ได้ในระดับหนึ่ง เปรียบเหมือนลูกโปร่งที่เป่าโตเต็มใบ มีความตึง ความดันลม 100% บีบแล้วแข็ง ต้านมือ บีบแรงๆก็แตกได้
แต่เมื่อปล่อยลมในลูกโปร่งให้ไหลออกมาให้เหลือครึ่งใบ ความดันลมก็จะลดลงมาเหลือ 50% ลูกโปร่งก็จะนิ่มลง ไม่ต้านมือ
เมื่อเรากด นวดไล่ลม ให้ลมไหลร้อนออกปลายเท้าไปแล้ว การกดนวดต่อไปก็จะเริ่มกระทุ้งแนวเส้น ย้อนศรกลับไปด้านบนลำตัวเริ่มจากแนวที่กดนวด ลมจะเริ่มกระทุ้งขึ้นขึ้น กระทุ้งผ่านเชิงกราน กระทุ้งไปที่แนวเอว กระทุ้งออกจากเอวบริเวณกระดูกสันหลังเอวข้อที่3-4-5 ไปแนวตัดขวาง กระทุ้งขึ้นไปแนวหลังใต้แนวสะบัก กระทุ้งเข้าสะบัก กระทุ้งไปออกแขนท่อนบน ( ข้อศอก ) กระทุ้งไปออกแขนท่อนล่าง ( ข้อมือ ) กระทุ้งไปออกมือ ( ข้อกระดูกมือ ) กระทุ้งไปออกนิ้ว ( ข้อนิ้วมือ ) ในเวลานั้นลมหรือพลังงานจะวิ่งร้อนออกปลายมือ และปลายเท้าพร้อมกัน
เมื่อเรากดนวดไล่ลมให้ไหลร้อนออกปลายมือ ปลายเท้าไปแล้ว การกดนวดต่อไปก็จะเริ่มกระทุ้งแนวเส้น ไปด้านบนต้นคอ ศีรษะ ( ลมร้อนออกตามกระดูกคอ ) กระทุ้งไปออกจุดสุดท้ายที่กระหม่อมบนศีรษะ ( ลมไปออกที่ตา หู คอ จมูก ปาก )
การที่ลมหรือพลังงานวิ่งร้อนออกปลายมือ และปลายเท้า และศีรษะพร้อมกัน นั่นหมายถึง ในขณะเวลานั้นการนวดไล่ลมในแนวเส้นตะแคง ของซีกร่างกายข้างที่เราบำบัด เราสามารถบำบัดทำให้ลม หรือพลังงานที่สะเทือนเข้ามาตามแนวเส้นนี้ ทำให้พลังงานที่อยู่ใต้ผิวหนัง ชั้นบนสุด เคลื่อนออกนอกกายเราได้เป็นปกติ พร้อมลมที่วิ่งร้อนออก ไปตามข้อกระดูก ไปตามรูขุมขน ที่รากระทุ้งรูขุมขนจนเปิดจนโล่งแล้ว
การบำบัดอาการที่เกี่ยวกับลม พลังงานสะสม เคลื่อนจากด้านบนไหลลงไปด้านล่าง การกดขาแนวนอนตะแคง ( แนวเส้นข้างขาด้านใน ) เป็นการแก้อาการที่ขัดมาจากด้านบนของร่างกายคืออาการคอ บ่า ไหล่ แขน มือ จะเริ่มบำบัดที่แนวขาก่อน ถ้าขาลมร้อนออกปลายเท้าแล้ว ก็จะกระทุ้ง แนวหลังเอว บ่า แขน มือให้รูขุมขนเปิดตลอดแนว และถ้าแนวหลังเอว บ่า แขน มือ ไล่จนลมวิ่งร้อนออกปลายมือแล้ว สุดท้ายก็จะกระทุ้งที่แนวคอ และศีรษะ จนลมวิ่งร้อนออกบนศีรษะ
จึงเป็นที่มาว่าทำไมเราต้องเน้นกดนวดไล่ลมที่ขาก่อน
การบำบัดอาการคอ-บ่า-ไหล่ แขน มือ นิ้วมือ กับการนวดไล่ลม
ในเรื่องของการนวดไล่ลม ทุกๆอิริยาบท หรือทุกๆอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับร่างกายส่วนบนของเรา พลังงานนั้นๆสะเทือนเข้ามาในกายเรา ไม่ว่าจะเข้ามาทางศีรษะ บ่า ไหล่ แขน มือ หรือนิ้วมือ พลังงานที่เข้ามานี้ จะเคลื่อนไหลไปตามแนวเส้น จนถึงเส้นข้างขาด้านใน
ถ้าเข้ามาทางศีรษะ พลังงานจะเคลื่อนลงมาที่ต้นคอ บ่า แนวร่องสะบักกับแนวกระดูกสันหลัง สะบัก แนวหลังใต้แนวสะบัก แนวเอวตัดขวางเข้ากระดูกสันหลังเอวข้อที่3-4-5 วิ่งผ่านเชิงกราน เข้าแนวเส้นข้างขาด้านใน พลังงานสั่งสมลงมาจนถึงเส้นหน้าแข้งด้านใน แนวตาตุ่มใน สุดท้ายไปที่แนวฝ่าเท้าแนวร่องนิ้วโป้งและนิ้วชี้
พลังงานเข้ามาทางนิ้วมือ อุ้งมือ ข้อมือ ข้อศอก ไหล่ พลังงานจะเคลื่อนเข้ามารวมกันที่บ่า ที่ต้นคอ แนวร่องสะบักกับแนวกระดูกสันหลัง สะบัก แนวหลังใต้แนวสะบัก แนวเอวตัดขวางเข้ากระดูกสันหลังเอวข้อที่3-4-5 วิ่งผ่านเชิงกราน เข้าแนวเส้นข้างขาด้านใน พลังงานสั่งสมลงมาจนถึงเส้นหน้าแข้งด้านใน แนวตาตุ่มใน สุดท้ายไปที่แนวฝ่าเท้าแนวร่องนิ้วโป้งและนิ้วชี้
จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าพลังงานจะมาทางศีรษะ หรือพลังงานจะเข้ามาทางมือ แขน ไหล่ แนวเส้นร่วมกันที่พลังงานจะเคลื่อนลงมาที่ด้านล่างคือ เริ่มตั้งแต่ผ่านมาที่สะบัก แล้วจะเคลื่อนลงไปแนวหลังใต้แนวสะบัก แนวเอวตัดขวางเข้ากระดูกสันหลังเอวข้อที่3-4-5 วิ่งผ่านเชิงกราน เข้าแนวเส้นข้างขาด้านใน พลังงานสั่งสมลงมาจนถึงเส้นหน้าแข้งด้านใน แนวตาตุ่มใน สุดท้ายไปที่แนวฝ่าเท้าแนวร่องนิ้วโป้งและนิ้วชี้
อย่างเช่นเมื่อเราโดนนวด กดน้ำหนักลงบนบ่า บ่าเราเบาขึ้น แต่หลังเอวเราจะรู้สึกตึง ขัดขึ้นมาทันที ผ่านไป 1-2 วัน พลังงานก็จะเคลื่อนกลับไปที่แนวบ่าดังเดิม อาการคอบ่าไหล่ ก็จะย้อนกลับมาเป็นอีก
การนวดไล่ลม โดยการกดขาท่านอนตะแคง ( แนวเส้นข้างขาด้านใน ) เมื่อลมในแนวเส้นที่ขาโล่ง จะทำให้ลมที่หลัง ที่เอว ที่แขน และลมในศีรษะ ที่ยังมีความหนาแน่นมากกว่า จะเกิดการแพร่ของลมในแนวเส้น ให้ไหล ตามลมร้อนที่วิ่งออกปลายเท้า พลังงานที่สั่งสมเข้ามาและยังอยู่ส่วนบนของลำตัว จะค่อยๆคลาย ไหลออกไปกับลมที่เคลื่อนด้วย
ในกรณีเดียวกันเมื่อเรานวดไล่ลม โดยการกดขาแนวนอนตะแคง ( แนวเส้นข้างขาด้านใน ) เมื่อลมในแนวเส้นที่ขาโล่ง จะทำให้ลมหรือพลังงานที่เคลื่อนหนีลงมา ที่หลังเอว ไหลตามลงมาออกตามรูขุมขนที่เปิด ออกที่หัวเข่า ตาตุ่ม ปลายเท้า พลังงานที่เคลื่อนออกนอกกายไปได้ แล้วก็จะไม่ไหลย้อนกลับขึ้นไปที่บ่าอีก
เพียงแค่การทำให้ลมหรือพลังงานที่แน่นอยู่ด้านบนของลำตัว ให้ลมนั้นแพร่ ไหลลงมาที่แนวเส้นขา อาการขัดของลมก็จะได้รับการแก้ไข ได้ในระดับหนึ่ง เปรียบเหมือนลูกโปร่งที่เป่าโตเต็มใบ มีความตึง ความดันลม 100% บีบแล้วแข็ง ต้านมือ บีบแรงๆก็แตกได้
แต่เมื่อปล่อยลมในลูกโปร่งให้ไหลออกมาให้เหลือครึ่งใบ ความดันลมก็จะลดลงมาเหลือ 50% ลูกโปร่งก็จะนิ่มลง ไม่ต้านมือ
เมื่อเรากด นวดไล่ลม ให้ลมไหลร้อนออกปลายเท้าไปแล้ว การกดนวดต่อไปก็จะเริ่มกระทุ้งแนวเส้น ย้อนศรกลับไปด้านบนลำตัวเริ่มจากแนวที่กดนวด ลมจะเริ่มกระทุ้งขึ้นขึ้น กระทุ้งผ่านเชิงกราน กระทุ้งไปที่แนวเอว กระทุ้งออกจากเอวบริเวณกระดูกสันหลังเอวข้อที่3-4-5 ไปแนวตัดขวาง กระทุ้งขึ้นไปแนวหลังใต้แนวสะบัก กระทุ้งเข้าสะบัก กระทุ้งไปออกแขนท่อนบน ( ข้อศอก ) กระทุ้งไปออกแขนท่อนล่าง ( ข้อมือ ) กระทุ้งไปออกมือ ( ข้อกระดูกมือ ) กระทุ้งไปออกนิ้ว ( ข้อนิ้วมือ ) ในเวลานั้นลมหรือพลังงานจะวิ่งร้อนออกปลายมือ และปลายเท้าพร้อมกัน
เมื่อเรากดนวดไล่ลมให้ไหลร้อนออกปลายมือ ปลายเท้าไปแล้ว การกดนวดต่อไปก็จะเริ่มกระทุ้งแนวเส้น ไปด้านบนต้นคอ ศีรษะ ( ลมร้อนออกตามกระดูกคอ ) กระทุ้งไปออกจุดสุดท้ายที่กระหม่อมบนศีรษะ ( ลมไปออกที่ตา หู คอ จมูก ปาก )
การที่ลมหรือพลังงานวิ่งร้อนออกปลายมือ และปลายเท้า และศีรษะพร้อมกัน นั่นหมายถึง ในขณะเวลานั้นการนวดไล่ลมในแนวเส้นตะแคง ของซีกร่างกายข้างที่เราบำบัด เราสามารถบำบัดทำให้ลม หรือพลังงานที่สะเทือนเข้ามาตามแนวเส้นนี้ ทำให้พลังงานที่อยู่ใต้ผิวหนัง ชั้นบนสุด เคลื่อนออกนอกกายเราได้เป็นปกติ พร้อมลมที่วิ่งร้อนออก ไปตามข้อกระดูก ไปตามรูขุมขน ที่รากระทุ้งรูขุมขนจนเปิดจนโล่งแล้ว
การบำบัดอาการที่เกี่ยวกับลม พลังงานสะสม เคลื่อนจากด้านบนไหลลงไปด้านล่าง การกดขาแนวนอนตะแคง ( แนวเส้นข้างขาด้านใน ) เป็นการแก้อาการที่ขัดมาจากด้านบนของร่างกายคืออาการคอ บ่า ไหล่ แขน มือ จะเริ่มบำบัดที่แนวขาก่อน ถ้าขาลมร้อนออกปลายเท้าแล้ว ก็จะกระทุ้ง แนวหลังเอว บ่า แขน มือให้รูขุมขนเปิดตลอดแนว และถ้าแนวหลังเอว บ่า แขน มือ ไล่จนลมวิ่งร้อนออกปลายมือแล้ว สุดท้ายก็จะกระทุ้งที่แนวคอ และศีรษะ จนลมวิ่งร้อนออกบนศีรษะ
จึงเป็นที่มาว่าทำไมเราต้องเน้นกดนวดไล่ลมที่ขาก่อน
วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560
อาการเกี่ยวกับแขน มือ นิ้ว ( ตอน 8.1 )
อาการเกี่ยวกับแขน มือ นิ้ว ( ตอน 8.1 )
การแก้อาการคอบ่าไหล่ แขน มือ นิ้วมือ กับการนวดไล่ลม
1.ขาเป็นระยางที่ยื่นออกนอกร่างกาย พลังงานที่สะเทือนเข้ามาจากฝ่าเท้า จะไปสุดที่โคนขา แล้วกระจายไปทุกทิศทาง เป็นอาการที่เกิดจากการยืนมาก เดินมาก การกระโดดลงมาจากที่สูง โดยปกติพลังงานที่สะเทือนเข้ามาจะเริ่มจากฝ่าเท้า แขน สุดท้ายไปสุดที่ศีรษะ หรืออาจจะเริ่มขึ้นมาจากการล้มแล้วก้นกระแทก พลังงานก็จะเข้ามา เคลื่อนขึ้นไปตามแนวกระดูกสันหลัง ไปแขน สุดท้ายก็จะขึ้นไปที่ศีรษะ ไล่ลมได้จากการกดนวดท่านอนคว่ำ
2.ขาเป็นระยางที่ยื่นออกนอกร่างกาย พลังงานที่สะเทือนเข้ามาจากขา จะไปสุดที่โคนขา แล้วกระจายไปทุกทิศทาง อาการที่เกิดจากการที่เราขาพลิก-ขาแพลง โดยปกติพลังงานที่สะเทือนเข้ามาจะเริ่มจากข้อเท้า ทางหนึ่งลงทางหลังเท้า จนสุดปลายนิ้วเท้า อีกทางหนึ่งพลังงานจะเคลื่อนขึ้นส่วนบนของร่างกาย ไปแขน สุดท้ายขึ้นไปที่ศีรษะ ไล่ลมได้จากการกดนวดท่านอนหงาย
3. ขาเป็นระยางที่ยื่นออกนอกร่างกาย พลังงานที่สะเทือนเข้ามาจากขา จะไปสุดที่โคนขา แล้วกระจายไปทุกทิศทาง อาการที่เกิดจากการขัดของลม อาการของเส้นนี้เกิดขึ้นเริ่มจากทางด้านบนของร่างกาย ลมขัดจากแขน ลมขัดจากคอ บ่า ลมขัดที่ไหล่ อาการขัดของลมจากบริเวณคอบ่าไหล่ เมื่อพลังงานเข้ามา จะมาสะสมอยู่บริเวณแนวร่องสะบักกับแนวกระดูกสันหลัง แนวสะบัก แล้วเคลื่อนลงมาตามแนวหลังใต้แนวสะบัก ตัดขวางเข้าเอว กระดูกสันหลังเอว ข้อ3-4-5 วิ่งผ่านเชิงกราน เข้าแนวข้างขาด้านใน พลังงานสั่งสมลงมาจนถึงเส้นหน้าแข้งด้านใน แนวตาตุ่มใน สุดท้ายไปที่แนวฝ่าเท้าแนวร่องนิ้วโป้งและนิ้วชี้ ไล่ลมได้จากการกดนวดท่านอนตะแคง
4. อาการที่เกิดจากการขัดของแขน แขนเป็นระยางที่ยื่นออกนอกร่างกาย พลังงานที่สะเทือนเข้ามาจากแขน จะไปสุดที่โคนแขน แล้วกระจายไปทุกทิศทาง กระจายไปยังต้นคอ ใต้คาง แนวบ่า แนวหน้าอก สะบัก แนวร่องสะบักกับแนวกระดูกสันหลัง การแก้อาการของแขนนี้คือการนวดแนวแขน
แต่พลังงานที่เคยสั่งสมเข้ามา เช่นเรายกของหนัก จนปวดหลังปวดเอว ปวดขา มีอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา การนวดที่แนวเส้นแขนไม่สามารถนำพลังงานนี้ออกได้ เราจึงต้องกดไล่ขาในท่าท่านอนตะแคง เพื่อนำพลังงานนี้ออกนอกกายทางปลายเท้า
5. ศีรษะเป็นระยางที่ยื่นออกนอกร่างกาย พลังงานที่สะเทือนเข้ามาจากศีรษะ จะไปสุดที่บ่า แล้วกระจายไปทุกทิศทาง อาการที่เกิดจากการขัดของลมในศีรษะ ไล่ลมได้จากการกดนวดคอ บ่า ไหล่
การบำบัดอาการขัดของลม ตามอวัยวะต่างๆ ตั้งแต่ปลายเท้าจรดศีรษะ ใช้หลักการเดียวกันคือทำให้ลมไหลเวียนออกนอกร่างกายได้
การกดนวดไล่ลม เมื่อกดลงบนแนวขาท่อนบน อาการขัดของลมจะคลายตัวออกได้ เริ่มตั้งแต่ลมร้อนออกที่ปลายเท้า ต่อไปก็ร้อนออกปลายเท้าร้อนออกปลายมือในเวลาเดียวกัน จนสุดท้ายก็ร้อนออกปลายเท้าร้อนออกปลายมือและร้อนออกศีรษะในเวลาเดียวกัน
ดังนั้นการบำบัดอาการที่เกี่ยวกับ อาการปวดหัว ไมเกรน คอบ่าไหล่ สะบัก แขน มือ นิ้วมือ พลังงานที่สั่งสมมา จะเคลื่อนจากด้านบนไหลลงไปด้านล่าง พลังงานที่เคยเคลื่อนลงมาแล้ว เราจะนำพลังงานนี้ออกไปได้ โดยการกดขาแนวนอนตะแคง ( แนวเส้นข้างขาด้านใน ) เมื่อลมในแนวเส้นที่ขาโล่ง ลมที่มีความหนาแน่นมากกว่าที่หลังเอว แขน ก็จะแพร่ไหล ตามลงมาออกที่ปลายเท้า พลังงานที่สั่งสมเข้ามาก็จะค่อยๆคลาย ไหลออกไปกับลมที่เคลื่อนด้วย การบำบัดอาการที่เกิดจากตอบ่าไหล่ แขน ก็จะดีขึ้น และหายได้ในที่สุด
แต่การบำบัดอาการที่เกิดกับอวัยวะด้านบนของร่างกาย อาการคอบ่าไหล่ แขน มือ นิ้วมือ อาการเหล่านี้ถ้าเราไม่แก้ไข พลังงานที่เคลื่อนลงมาที่ส่วนล่างของร่างกาย ก็เหมือนกับเวลาที่เราไปนวด เมื่อเราโดนกดนวดลงที่บ่า เราจะรู้สึกว่าบ่าเบาขึ้น แต่เราจะรู้สึกว่ามีอาการปวดเมื่อยหลังเอวขึ้นมาทันที หลังจากนั้น2-3วัน บ่าที่นวดเบาไปแล้ว ก็จะกลับมาตึง ปวด เหมือนเดิมอีก
นี่แหละ ธาตุลมในกายขัด ลมแค่เปลี่ยนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ลมไม่ได้เคลื่อนไหลออกนอกกาย
การแก้อาการคอบ่าไหล่ แขน มือ นิ้วมือ กับการนวดไล่ลม
1.ขาเป็นระยางที่ยื่นออกนอกร่างกาย พลังงานที่สะเทือนเข้ามาจากฝ่าเท้า จะไปสุดที่โคนขา แล้วกระจายไปทุกทิศทาง เป็นอาการที่เกิดจากการยืนมาก เดินมาก การกระโดดลงมาจากที่สูง โดยปกติพลังงานที่สะเทือนเข้ามาจะเริ่มจากฝ่าเท้า แขน สุดท้ายไปสุดที่ศีรษะ หรืออาจจะเริ่มขึ้นมาจากการล้มแล้วก้นกระแทก พลังงานก็จะเข้ามา เคลื่อนขึ้นไปตามแนวกระดูกสันหลัง ไปแขน สุดท้ายก็จะขึ้นไปที่ศีรษะ ไล่ลมได้จากการกดนวดท่านอนคว่ำ
2.ขาเป็นระยางที่ยื่นออกนอกร่างกาย พลังงานที่สะเทือนเข้ามาจากขา จะไปสุดที่โคนขา แล้วกระจายไปทุกทิศทาง อาการที่เกิดจากการที่เราขาพลิก-ขาแพลง โดยปกติพลังงานที่สะเทือนเข้ามาจะเริ่มจากข้อเท้า ทางหนึ่งลงทางหลังเท้า จนสุดปลายนิ้วเท้า อีกทางหนึ่งพลังงานจะเคลื่อนขึ้นส่วนบนของร่างกาย ไปแขน สุดท้ายขึ้นไปที่ศีรษะ ไล่ลมได้จากการกดนวดท่านอนหงาย
3. ขาเป็นระยางที่ยื่นออกนอกร่างกาย พลังงานที่สะเทือนเข้ามาจากขา จะไปสุดที่โคนขา แล้วกระจายไปทุกทิศทาง อาการที่เกิดจากการขัดของลม อาการของเส้นนี้เกิดขึ้นเริ่มจากทางด้านบนของร่างกาย ลมขัดจากแขน ลมขัดจากคอ บ่า ลมขัดที่ไหล่ อาการขัดของลมจากบริเวณคอบ่าไหล่ เมื่อพลังงานเข้ามา จะมาสะสมอยู่บริเวณแนวร่องสะบักกับแนวกระดูกสันหลัง แนวสะบัก แล้วเคลื่อนลงมาตามแนวหลังใต้แนวสะบัก ตัดขวางเข้าเอว กระดูกสันหลังเอว ข้อ3-4-5 วิ่งผ่านเชิงกราน เข้าแนวข้างขาด้านใน พลังงานสั่งสมลงมาจนถึงเส้นหน้าแข้งด้านใน แนวตาตุ่มใน สุดท้ายไปที่แนวฝ่าเท้าแนวร่องนิ้วโป้งและนิ้วชี้ ไล่ลมได้จากการกดนวดท่านอนตะแคง
4. อาการที่เกิดจากการขัดของแขน แขนเป็นระยางที่ยื่นออกนอกร่างกาย พลังงานที่สะเทือนเข้ามาจากแขน จะไปสุดที่โคนแขน แล้วกระจายไปทุกทิศทาง กระจายไปยังต้นคอ ใต้คาง แนวบ่า แนวหน้าอก สะบัก แนวร่องสะบักกับแนวกระดูกสันหลัง การแก้อาการของแขนนี้คือการนวดแนวแขน
แต่พลังงานที่เคยสั่งสมเข้ามา เช่นเรายกของหนัก จนปวดหลังปวดเอว ปวดขา มีอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา การนวดที่แนวเส้นแขนไม่สามารถนำพลังงานนี้ออกได้ เราจึงต้องกดไล่ขาในท่าท่านอนตะแคง เพื่อนำพลังงานนี้ออกนอกกายทางปลายเท้า
5. ศีรษะเป็นระยางที่ยื่นออกนอกร่างกาย พลังงานที่สะเทือนเข้ามาจากศีรษะ จะไปสุดที่บ่า แล้วกระจายไปทุกทิศทาง อาการที่เกิดจากการขัดของลมในศีรษะ ไล่ลมได้จากการกดนวดคอ บ่า ไหล่
การบำบัดอาการขัดของลม ตามอวัยวะต่างๆ ตั้งแต่ปลายเท้าจรดศีรษะ ใช้หลักการเดียวกันคือทำให้ลมไหลเวียนออกนอกร่างกายได้
การกดนวดไล่ลม เมื่อกดลงบนแนวขาท่อนบน อาการขัดของลมจะคลายตัวออกได้ เริ่มตั้งแต่ลมร้อนออกที่ปลายเท้า ต่อไปก็ร้อนออกปลายเท้าร้อนออกปลายมือในเวลาเดียวกัน จนสุดท้ายก็ร้อนออกปลายเท้าร้อนออกปลายมือและร้อนออกศีรษะในเวลาเดียวกัน
ดังนั้นการบำบัดอาการที่เกี่ยวกับ อาการปวดหัว ไมเกรน คอบ่าไหล่ สะบัก แขน มือ นิ้วมือ พลังงานที่สั่งสมมา จะเคลื่อนจากด้านบนไหลลงไปด้านล่าง พลังงานที่เคยเคลื่อนลงมาแล้ว เราจะนำพลังงานนี้ออกไปได้ โดยการกดขาแนวนอนตะแคง ( แนวเส้นข้างขาด้านใน ) เมื่อลมในแนวเส้นที่ขาโล่ง ลมที่มีความหนาแน่นมากกว่าที่หลังเอว แขน ก็จะแพร่ไหล ตามลงมาออกที่ปลายเท้า พลังงานที่สั่งสมเข้ามาก็จะค่อยๆคลาย ไหลออกไปกับลมที่เคลื่อนด้วย การบำบัดอาการที่เกิดจากตอบ่าไหล่ แขน ก็จะดีขึ้น และหายได้ในที่สุด
แต่การบำบัดอาการที่เกิดกับอวัยวะด้านบนของร่างกาย อาการคอบ่าไหล่ แขน มือ นิ้วมือ อาการเหล่านี้ถ้าเราไม่แก้ไข พลังงานที่เคลื่อนลงมาที่ส่วนล่างของร่างกาย ก็เหมือนกับเวลาที่เราไปนวด เมื่อเราโดนกดนวดลงที่บ่า เราจะรู้สึกว่าบ่าเบาขึ้น แต่เราจะรู้สึกว่ามีอาการปวดเมื่อยหลังเอวขึ้นมาทันที หลังจากนั้น2-3วัน บ่าที่นวดเบาไปแล้ว ก็จะกลับมาตึง ปวด เหมือนเดิมอีก
นี่แหละ ธาตุลมในกายขัด ลมแค่เปลี่ยนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ลมไม่ได้เคลื่อนไหลออกนอกกาย
วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560
อาการเกี่ยวกับแขน มือ นิ้ว ( ตอน 8 )
อาการเกี่ยวกับแขน มือ นิ้ว ( ตอน 8 )
ระยะหลังนี้เจอแต่ผู้ป่วยที่มีอาการเกี่ยวกับด้านบนของลำตัว อาการที่เกี่ยวกับ ศีรษะ คอ หู ตา จมูก บ่า ไหล่ แขน มือ นิ้วมือ ปวดหลัง ปวดเอว สลักเพชร จากที่เคยกล่าวไว้แล้วว่า การนวดเส้นคือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ และการที่ลมในกายไม่ไหลเวียนออกนอกร่างกาย
ลมในกายเราเพียงแต่ไหลเวียนเปลี่ยนจากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่ง และเมื่อลมไม่ไหลออกนอกร่างกาย พลังงานที่เคยสะเทือนเข้ามาในกาย ก็ไม่สามารถคลายออกไปจากร่างกายเราได้ เกิดการสั่งสมพลังงานในบริเวณแนวเส้นนั้น และแผ่กระจายพลังงานนั้นออกไปตามแนวเส้น แนวกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออวัยวะต่างๆ
การที่กล้ามเนื้อเราแข็งแรง เส้นเลือดที่ฝังตัวอยู่ในแนวกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเป็นมัดๆ ความยืดหยุ่นเส้นเลือดเสียไป การบีบตัวของเส้นเลือดที่จะส่งเลือดไปอวัยวะปลายทางด้อยลงไป เลือดจึงไปเลี้ยงปลายมือ ปลายเท้า และศีรษะได้น้อยกว่าปกติ จึงทำให้เกิดอาการชาปลายมือ ชาปลายเท้า และถ้าเลือดขึ้นไปเลี้ยงศีรษะไม่พอ มึนศีรษะ ระยะยาวมีผลทำให้เกิดความดันโลหิตสูง และสมองขาดเลือด
เหมือนกับการที่เราไม่ได้ทานอาหาร จนเราหิว ก็ยังไม่ได้ทานอาหารเข้าไปอีก เราจะมีความรู้สึกว่าเราไม่มีแรงที่จะทำงาน ไม่สดชื่น ไม่กระปรี้กระเปร่า จะทำงาน จะยกของก็ไม่มีแรงยก ไม่มีแรงไปทั้งตัว ทั้งนี้เนื่องจากไม่มีอาหารมาย่อยที่กระเพาะอาหาร จึงไม่มีสารอาหารส่งผ่านจากลำไส้เล็ก เข้ามาสู่กระแสเลือด จึงทำให้เรารู้สึกไม่มีแรงไปทั่วร่างกาย
ในกรณี มือชา เท้าชา เลือดเลี้ยงศีรษะไม่พอ เป็นกรณีที่ร่างกายเราได้รับอาหาร ได้มีการย่อยอาหารที่กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กนำสารอาหารที่ย่อยได้ส่งไปยังกระแสเลือด เพียงแต่การที่กล้ามเนื้อแข็งแรง ( เหมือนกล้ามเนื้อตอนที่เป็นตะคริว ) เส้นเลือดที่ฝังตัวอยู่โดนกดทับ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ไหลเวียนผ่านไปยังอวัยวะปลายทางได้น้อยลง อวัยวะนั้นๆจึงได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ จึงเกิดอาการชา ตะคริวขึ้น ในเบื้องต้นถ้าเราคลายกล้ามเนื้อให้อ่อนลง เส้นเลือดก็จะลำเลียงเลือดไปยังอวัยวะปลายทางได้มากขึ้น อาการชา อาการตะคริวก็จะหายไปเอง
แต่ในเส้นเลือดเรามีลมแล่นอยู่ด้วย ถ้าเราคลายให้ลมที่ขัดบริเวณแนวเส้นนั้นๆ ให้ไหลเวียนออกนอกกายจนเป็นปกติได้ ลมก็จะพาพลังงานที่สั่งสมเข้ามา ทั้งจากการใช้ชีวิตประจำวัน และจากอุบัติเหตุต่างๆ เมื่อพลังงานคลายออกไปได้อาการเรื้อรังต่างๆก็จะหายไปเอง
แล้ว เราจะแก้อาการนิ้วล็อกได้อย่างไร ?
ระยะหลังนี้เจอแต่ผู้ป่วยที่มีอาการเกี่ยวกับด้านบนของลำตัว อาการที่เกี่ยวกับ ศีรษะ คอ หู ตา จมูก บ่า ไหล่ แขน มือ นิ้วมือ ปวดหลัง ปวดเอว สลักเพชร จากที่เคยกล่าวไว้แล้วว่า การนวดเส้นคือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ และการที่ลมในกายไม่ไหลเวียนออกนอกร่างกาย
ลมในกายเราเพียงแต่ไหลเวียนเปลี่ยนจากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่ง และเมื่อลมไม่ไหลออกนอกร่างกาย พลังงานที่เคยสะเทือนเข้ามาในกาย ก็ไม่สามารถคลายออกไปจากร่างกายเราได้ เกิดการสั่งสมพลังงานในบริเวณแนวเส้นนั้น และแผ่กระจายพลังงานนั้นออกไปตามแนวเส้น แนวกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออวัยวะต่างๆ
การที่กล้ามเนื้อเราแข็งแรง เส้นเลือดที่ฝังตัวอยู่ในแนวกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเป็นมัดๆ ความยืดหยุ่นเส้นเลือดเสียไป การบีบตัวของเส้นเลือดที่จะส่งเลือดไปอวัยวะปลายทางด้อยลงไป เลือดจึงไปเลี้ยงปลายมือ ปลายเท้า และศีรษะได้น้อยกว่าปกติ จึงทำให้เกิดอาการชาปลายมือ ชาปลายเท้า และถ้าเลือดขึ้นไปเลี้ยงศีรษะไม่พอ มึนศีรษะ ระยะยาวมีผลทำให้เกิดความดันโลหิตสูง และสมองขาดเลือด
เหมือนกับการที่เราไม่ได้ทานอาหาร จนเราหิว ก็ยังไม่ได้ทานอาหารเข้าไปอีก เราจะมีความรู้สึกว่าเราไม่มีแรงที่จะทำงาน ไม่สดชื่น ไม่กระปรี้กระเปร่า จะทำงาน จะยกของก็ไม่มีแรงยก ไม่มีแรงไปทั้งตัว ทั้งนี้เนื่องจากไม่มีอาหารมาย่อยที่กระเพาะอาหาร จึงไม่มีสารอาหารส่งผ่านจากลำไส้เล็ก เข้ามาสู่กระแสเลือด จึงทำให้เรารู้สึกไม่มีแรงไปทั่วร่างกาย
ในกรณี มือชา เท้าชา เลือดเลี้ยงศีรษะไม่พอ เป็นกรณีที่ร่างกายเราได้รับอาหาร ได้มีการย่อยอาหารที่กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กนำสารอาหารที่ย่อยได้ส่งไปยังกระแสเลือด เพียงแต่การที่กล้ามเนื้อแข็งแรง ( เหมือนกล้ามเนื้อตอนที่เป็นตะคริว ) เส้นเลือดที่ฝังตัวอยู่โดนกดทับ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ไหลเวียนผ่านไปยังอวัยวะปลายทางได้น้อยลง อวัยวะนั้นๆจึงได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ จึงเกิดอาการชา ตะคริวขึ้น ในเบื้องต้นถ้าเราคลายกล้ามเนื้อให้อ่อนลง เส้นเลือดก็จะลำเลียงเลือดไปยังอวัยวะปลายทางได้มากขึ้น อาการชา อาการตะคริวก็จะหายไปเอง
แต่ในเส้นเลือดเรามีลมแล่นอยู่ด้วย ถ้าเราคลายให้ลมที่ขัดบริเวณแนวเส้นนั้นๆ ให้ไหลเวียนออกนอกกายจนเป็นปกติได้ ลมก็จะพาพลังงานที่สั่งสมเข้ามา ทั้งจากการใช้ชีวิตประจำวัน และจากอุบัติเหตุต่างๆ เมื่อพลังงานคลายออกไปได้อาการเรื้อรังต่างๆก็จะหายไปเอง
แล้ว เราจะแก้อาการนิ้วล็อกได้อย่างไร ?
วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
แขนยกไม่ขึ้น
แขนยกไม่ขึ้น
3-4ปีผ่านมาแล้ว เพื่อนที่เคยเรียนหนังสือด้วยกันมา ปรึกษาในอาการที่เขาเป็นอยู่ เขาเป็นเจ้าของธุรกิจ กิจกรรมหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการตีกอล์ฟ ในขณะนั้นอาการป่วยหลักๆของเขาคือ ปวดที่แขนซ้าย ยกแขนข้างซ้ายไม่ขึ้น มีอาการปวดหลัง ปวดเอว อาการเหมือนหลังจะขาด ไปรักษาทั้งทางแผนปัจจุบัน และในแพทย์ทางเลือกอื่นๆ อาการที่เป็นอยู่ก็ไม่ดีขึ้น
จนเมื่อได้ไปนวดไล่ลม ดึงลมที่ขัดอยู่ในแนวเส้นข้างขาด้านใน ให้ไหลเวียนออกนอกกาย ในครั้งนั้น ได้ไปนวดบำบัดอาการประมาณ10กว่าครั้งอาการจึงดีขึ้น จนอาการยกแขนไม่ขึ้นที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นหายไป เพื่อนก็หายไปด้วย ไม่ได้นวดอีกเลยเป็นเวลาเกือบปี
จนกระทั่งเมื่อ2เดือนที่ผ่านมา ก็เริ่มมีปัญหาแขนข้างซ้าย แขนเริ่มมีอาการล้า แขนชา ตึงยกไม่ขึ้นอีก จึงได้นัดให้ไปนวดบำบัดอีก อีกข้อมูลหนึ่งซึ่งเพื่อนได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อตอนวัยรุ่นชอบการชกมวย เวลาซ้อมชกมวย จะใช้ต้นแขนซ้ายเป็นการ์ด โดยเฉพาะแขนท่อนบน บริเวณแนวข้อศอก อันเป็นที่มาของอาการยกแขนไม่ขึ้นในครั้งนี้
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น จากการที่เคยนวดบำบัดให้ลมในกายไหลเวียนออกนอกกายได้ โดยเฉพาะการกดนวดไล่ลมในแนวเส้นข้างขาด้านใน แนวบ่า แนวแขนในครั้งก่อนนั้น เป็นการบำบัดอาการขัดของลมที่เริ่มเกิดขึ้นใหม่ๆจากการไปตีกอล์ฟ เป็นพลังงานที่เข้ามาที่แขนในห้วงเวลานั้น สั่งสมเก็บอยู่ด้านบนสุดใต้ผิวหนัง
เราแก้อาการขัดของลมในขณะนั้นเป็นอาการที่พลังงานสะเทือนเข้ามาทางแขน จากการเหวี่ยงตีไม้กอล์ฟ พลังงานที่เข้ามาในขณะนั้นก็มาสั่งสมอยู่บริเวณโคนแขน แนวรักแร้ สะบัก แนวบ่า แนวร่องบ่ากับสะบัก การนวดบำบัดครั้งนั้นทำให้อาการเมื่อย ปวด ยกแขนไม่ขึ้น ปวดหลัง ปวดเอว ปวดหลังเหมือนหลังจะขาด อาการต่างๆก็ได้หายไปประมาณ1ปี ใช้ชีวิตได้เป็นปกติโดยไม่ได้มีความจำเป็นต้องนวดต่ออีก จนกระทั่งอาการที่เคยบาดเจ็บจากการซ้อมต่อยมวย เมื่อสมัยวัยรุ่นประมาณ20ปีก่อนนั้นได้กำเริบขึ้นมา จากการที่เขาเคยใช้ท่อนแขนเป็นการ์ดรับหมัด พลังงานที่กระแทกเข้ามาก็พุ่งเข้าใส่บริเวณแขนท่อนบน ในขณะที่ซ้อมมวยอยู่นั้นเขาไม่เคยบำบัดโดยการคลายให้ลมไหลออกนอกกายเลย พลังงานจึงได้แต่เก็บสั่งสมเอาไว้
จนระยะหลัง เมื่อเริ่มมีการนวดไล่ลมตั้งแต่เมื่อ2-3ปีที่แล้ว พลังงานที่สั่งสมอยู่ ก็ทยอยคลายตัวออกมา เริ่มจากอาการจากการตีกอล์ฟ และล่าสุดคืออาการยกแขนไม่ขึ้นอันเนื่องมาจากการใช้ท่อนแขน ตั้งการ์ดชกมวย
3-4ปีผ่านมาแล้ว เพื่อนที่เคยเรียนหนังสือด้วยกันมา ปรึกษาในอาการที่เขาเป็นอยู่ เขาเป็นเจ้าของธุรกิจ กิจกรรมหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการตีกอล์ฟ ในขณะนั้นอาการป่วยหลักๆของเขาคือ ปวดที่แขนซ้าย ยกแขนข้างซ้ายไม่ขึ้น มีอาการปวดหลัง ปวดเอว อาการเหมือนหลังจะขาด ไปรักษาทั้งทางแผนปัจจุบัน และในแพทย์ทางเลือกอื่นๆ อาการที่เป็นอยู่ก็ไม่ดีขึ้น
จนเมื่อได้ไปนวดไล่ลม ดึงลมที่ขัดอยู่ในแนวเส้นข้างขาด้านใน ให้ไหลเวียนออกนอกกาย ในครั้งนั้น ได้ไปนวดบำบัดอาการประมาณ10กว่าครั้งอาการจึงดีขึ้น จนอาการยกแขนไม่ขึ้นที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นหายไป เพื่อนก็หายไปด้วย ไม่ได้นวดอีกเลยเป็นเวลาเกือบปี
จนกระทั่งเมื่อ2เดือนที่ผ่านมา ก็เริ่มมีปัญหาแขนข้างซ้าย แขนเริ่มมีอาการล้า แขนชา ตึงยกไม่ขึ้นอีก จึงได้นัดให้ไปนวดบำบัดอีก อีกข้อมูลหนึ่งซึ่งเพื่อนได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อตอนวัยรุ่นชอบการชกมวย เวลาซ้อมชกมวย จะใช้ต้นแขนซ้ายเป็นการ์ด โดยเฉพาะแขนท่อนบน บริเวณแนวข้อศอก อันเป็นที่มาของอาการยกแขนไม่ขึ้นในครั้งนี้
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น จากการที่เคยนวดบำบัดให้ลมในกายไหลเวียนออกนอกกายได้ โดยเฉพาะการกดนวดไล่ลมในแนวเส้นข้างขาด้านใน แนวบ่า แนวแขนในครั้งก่อนนั้น เป็นการบำบัดอาการขัดของลมที่เริ่มเกิดขึ้นใหม่ๆจากการไปตีกอล์ฟ เป็นพลังงานที่เข้ามาที่แขนในห้วงเวลานั้น สั่งสมเก็บอยู่ด้านบนสุดใต้ผิวหนัง
เราแก้อาการขัดของลมในขณะนั้นเป็นอาการที่พลังงานสะเทือนเข้ามาทางแขน จากการเหวี่ยงตีไม้กอล์ฟ พลังงานที่เข้ามาในขณะนั้นก็มาสั่งสมอยู่บริเวณโคนแขน แนวรักแร้ สะบัก แนวบ่า แนวร่องบ่ากับสะบัก การนวดบำบัดครั้งนั้นทำให้อาการเมื่อย ปวด ยกแขนไม่ขึ้น ปวดหลัง ปวดเอว ปวดหลังเหมือนหลังจะขาด อาการต่างๆก็ได้หายไปประมาณ1ปี ใช้ชีวิตได้เป็นปกติโดยไม่ได้มีความจำเป็นต้องนวดต่ออีก จนกระทั่งอาการที่เคยบาดเจ็บจากการซ้อมต่อยมวย เมื่อสมัยวัยรุ่นประมาณ20ปีก่อนนั้นได้กำเริบขึ้นมา จากการที่เขาเคยใช้ท่อนแขนเป็นการ์ดรับหมัด พลังงานที่กระแทกเข้ามาก็พุ่งเข้าใส่บริเวณแขนท่อนบน ในขณะที่ซ้อมมวยอยู่นั้นเขาไม่เคยบำบัดโดยการคลายให้ลมไหลออกนอกกายเลย พลังงานจึงได้แต่เก็บสั่งสมเอาไว้
จนระยะหลัง เมื่อเริ่มมีการนวดไล่ลมตั้งแต่เมื่อ2-3ปีที่แล้ว พลังงานที่สั่งสมอยู่ ก็ทยอยคลายตัวออกมา เริ่มจากอาการจากการตีกอล์ฟ และล่าสุดคืออาการยกแขนไม่ขึ้นอันเนื่องมาจากการใช้ท่อนแขน ตั้งการ์ดชกมวย
วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บำบัดสะโพก สลักเพชร โดยไม่ต้องกดนวด
บำบัดสะโพก สลักเพชร โดยไม่ต้องกดนวด
การกดนวดไล่ลม เพื่อให้ลมในกายไหลออกนอกกายได้ แนวท่าหลักๆก็คือแนวการนวดที่เคยได้เรียนรู้มา คือแนวนอนคว่ำ นอนหงาย นอนตะแคง ท่านั่ง และนวดบนศรีษะ การนวดทั้ง5ท่านี้ ทุกๆท่าทำให้ลมไหลออกนอกกายได้ เพียงแต่การนวดท่านอนคว่ำ และนอนตะแคง เราสามารถพลิกแพลงใช้เข่าหรือเท้า แทนการนวดโดยใช้มือ หรืออุ้งมือที่ให้น้ำหนักการนวดที่น้อยกว่า พลังที่ใช้ในการทะลุทะลวงจึงมีมากกว่า การนวดไล่ลมจึงเน้นเริ่มต้นที่การนวดท่านอนคว่ำและท่านอนตะแคงก่อน สำหรับท่านวดท่านอนตะแคง เส้นที่เน้นนวดคือเส้นข้างขาด้านใน เส้นหน้าแข้งด้านใน ประตูลมบริเวณตาตุ่มใน แนวร่องนิ้วโป้งและนิ้วชี้บริเวณฝ่าเท้า
ทำไมต้องกดนวดที่ขาก่อน
การที่เราเริ่มกดนวดด้วยท่านอนตะแคง บริเวณข้างขาท่อนบนก่อน เพื่อกระทุ้งเปิดทางเดินของลมในเส้นนี้ ให้ลมไหลเวียนออกนอกกาย ออกที่หัวเข่า ออกที่ตาตุ่ม ออกที่กระดูกเท้า ออกที่ข้อนิ้วเท้า และวิ่งร้อนออกปลายสุดของเท้าคือนิ้วเท้า
เมื่อเราดีงลมที่ขัดอยู่ในเส้นข้างขาด้านในออกไปที่ข้อเข่า ตาตุ่ม จนที่สุดร้อนไปออกที่ปลายเท้า จะทำให้ความหนาแน่นของลมที่ขัดบริเวณนั้นลดลง คือความดันของลมที่ไปกดทับ บีบกล้ามเนื้ออวัยวะแนวนี้ก็ลดลง
ทำให้ลมที่อยู่เหนือแนวเส้นนี้ตั้งแต่บริเวณขาหนีบ แนวเอว ( กระดูกสันหลังช่วงเอว ข้อที่3-4-5 ) แนวเอวตัดขวาง แนวหลังใต้แนวสะบัก แนวร่องสะบักกับกระดูกสันหลัง สะบัก แนวแขนท่อนบน แนวแขนท่อนล่าง ข้อมือ มือ นิ้วมือ แนวบ่า แนวต้นคอ ในศรีษะ แนวต่างๆนี้เป็นแนวเส้นที่อยู่ส่วนบนของร่างกาย เมื่อลมไหลออกได้ที่ขา ความหนาแน่นของลมที่ขาน้อยลง ความดันของลมที่อยู่ในแนวเส้นลดลงมาอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ลมที่ขัดอยู่เหนือจุดที่กดนวด คือตั้งแต่แนวขาหนีบขึ้นไป แนวเอว ไล่ขึ้นไปจนถึงแนวศรีษะ ลมในแนวนี้จะแพร่ ไหลลงไปตามแนวด้านล่างแนวที่กดนวด ทำให้ลมที่อยู่ด้านบน เหนือจุดที่กดนวดมีการเคลื่อนไหลลงมาตามแนวเส้นนี้ เมื่อลมไหลลงมาถึงจุดที่กดนวด ลมที่ร้อนออกด้านล่าง ปลายเท้า มีแรงเฉื่อยดึงลมที่แพร่ไหลลงมาจากแนวด้านบน ให้ไหลออกไปนอกกายได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ ในขณะที่เรากดนวดแนวเส้นข้างขาด้านในนี้ ลมที่วิ่งร้อนออกปลายเท้า ก็จะลากลมที่ขัดอยู่บริเวณกระดูกสันหลัง เอว ข้อที่ 3- 4- 5 เบาลงมา โดยที่เรายังไม่ได้กดนวดแนวด้านบนเลย
เมื่อลมวิ่งร้อนออกปลายเท้า ลมที่ขัดบริเวณกระดูกสันหลัง เอว ข้อที่ 3- 4- 5 ก็ลดลง ส่งผลให้ความดันลมที่ขัดบริเวณนี้ลดลงมาด้วย เมื่อลมหรือความดันลมที่ไปกดทับหมอนรองกระดูกลดลงมา หมอนรองกระดูกที่เคยเคลื่อนไปกดทับเส้นประสาทขา ก็จะถอยกลับเข้าที่
อาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา ก็จะค่อยๆ ทุเลา เบาลง และหายได้ในที่สุด ดังนั้น แนวเส้นประสาทขาที่โดนหมอนรองกระดูกเคลื่อนไปกดทับ อาการแปลบ ปวด ช็อต ตามแนวเส้นประสาทที่เราเคยมีอาการอยู่ ก็จะหายไปเองโดยอัตโนมัติ
แค่ลมในแนวเส้นข้างขาด้านในนี้เคลื่อนไหลร้อนออกไปที่ปลายเท้าได้ อาการขัดที่สะโพก สลักเพชร ก็เบาลงไปกว่า 50 %แล้ว
แล้วถ้าลมในแนวเส้นข้างขาด้านในนี้เคลื่อนไหลร้อนออกไปที่ปลายเท้า และในขณะเดียวกันลมร้อนก็ไหลขึ้นด้านบนของร่างกาย ตามแนวผ่านจุดที่กดนวด วิ่งร้อนไปถึงแนวกระดูกสันหลังเอว ข้อ ที่ 3-4-5 อาการขัดที่สะโพก สลักเพชร ก็เบาลงไปกว่า 100 % โดยที่ราไม่ต้องไปกดนวดที่สลักเพชร
ทั้งนี้เพราะ หมอนรองกระดูก ไม่เคลื่อนไปกดทับเส้นประสาทขา อาการที่เส้นประสาทขาโดนกดทับ เคยทำให้เราปวด แปลบ ชา ร้าวลงมาที่สะโพก สลักเพชร แนวข้อพับเข่าด้านนอก แนวหลังตะตุ่มนอก แนวสันเท้า ตลอดจนไปถึงแนวนิ้วก้อยเท้า อาการนี้จะทุเลา แล้วหายไปเอง
ลองอ่านดูเรื่องนวดครับ ส่งต่อได้ครับ
www.amazingthaimassage.blogspot.com
เบอร์โทร
Dtac 086-775-7333.
True H 083-046-7409
Line ID
thiti.d.com
หรือเบอร์โทร 0867757333
FaceBook ---- Thiti
Suppachokkarnkul / ธิติ ศุภโชติการกุล
FaceBook Page นวดไล่ลม
FaceBook Group นวดไล่ลม
ธิติ ศุภโชติการกุล 81/494. มบ.วิเศษสุขนคร ซ8 ถ.ประชาอุทิศ ซ79 แขวง-เขตทุ่งครุ กท 10140
การกดนวดไล่ลม เพื่อให้ลมในกายไหลออกนอกกายได้ แนวท่าหลักๆก็คือแนวการนวดที่เคยได้เรียนรู้มา คือแนวนอนคว่ำ นอนหงาย นอนตะแคง ท่านั่ง และนวดบนศรีษะ การนวดทั้ง5ท่านี้ ทุกๆท่าทำให้ลมไหลออกนอกกายได้ เพียงแต่การนวดท่านอนคว่ำ และนอนตะแคง เราสามารถพลิกแพลงใช้เข่าหรือเท้า แทนการนวดโดยใช้มือ หรืออุ้งมือที่ให้น้ำหนักการนวดที่น้อยกว่า พลังที่ใช้ในการทะลุทะลวงจึงมีมากกว่า การนวดไล่ลมจึงเน้นเริ่มต้นที่การนวดท่านอนคว่ำและท่านอนตะแคงก่อน สำหรับท่านวดท่านอนตะแคง เส้นที่เน้นนวดคือเส้นข้างขาด้านใน เส้นหน้าแข้งด้านใน ประตูลมบริเวณตาตุ่มใน แนวร่องนิ้วโป้งและนิ้วชี้บริเวณฝ่าเท้า
ทำไมต้องกดนวดที่ขาก่อน
การที่เราเริ่มกดนวดด้วยท่านอนตะแคง บริเวณข้างขาท่อนบนก่อน เพื่อกระทุ้งเปิดทางเดินของลมในเส้นนี้ ให้ลมไหลเวียนออกนอกกาย ออกที่หัวเข่า ออกที่ตาตุ่ม ออกที่กระดูกเท้า ออกที่ข้อนิ้วเท้า และวิ่งร้อนออกปลายสุดของเท้าคือนิ้วเท้า
เมื่อเราดีงลมที่ขัดอยู่ในเส้นข้างขาด้านในออกไปที่ข้อเข่า ตาตุ่ม จนที่สุดร้อนไปออกที่ปลายเท้า จะทำให้ความหนาแน่นของลมที่ขัดบริเวณนั้นลดลง คือความดันของลมที่ไปกดทับ บีบกล้ามเนื้ออวัยวะแนวนี้ก็ลดลง
ทำให้ลมที่อยู่เหนือแนวเส้นนี้ตั้งแต่บริเวณขาหนีบ แนวเอว ( กระดูกสันหลังช่วงเอว ข้อที่3-4-5 ) แนวเอวตัดขวาง แนวหลังใต้แนวสะบัก แนวร่องสะบักกับกระดูกสันหลัง สะบัก แนวแขนท่อนบน แนวแขนท่อนล่าง ข้อมือ มือ นิ้วมือ แนวบ่า แนวต้นคอ ในศรีษะ แนวต่างๆนี้เป็นแนวเส้นที่อยู่ส่วนบนของร่างกาย เมื่อลมไหลออกได้ที่ขา ความหนาแน่นของลมที่ขาน้อยลง ความดันของลมที่อยู่ในแนวเส้นลดลงมาอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ลมที่ขัดอยู่เหนือจุดที่กดนวด คือตั้งแต่แนวขาหนีบขึ้นไป แนวเอว ไล่ขึ้นไปจนถึงแนวศรีษะ ลมในแนวนี้จะแพร่ ไหลลงไปตามแนวด้านล่างแนวที่กดนวด ทำให้ลมที่อยู่ด้านบน เหนือจุดที่กดนวดมีการเคลื่อนไหลลงมาตามแนวเส้นนี้ เมื่อลมไหลลงมาถึงจุดที่กดนวด ลมที่ร้อนออกด้านล่าง ปลายเท้า มีแรงเฉื่อยดึงลมที่แพร่ไหลลงมาจากแนวด้านบน ให้ไหลออกไปนอกกายได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ ในขณะที่เรากดนวดแนวเส้นข้างขาด้านในนี้ ลมที่วิ่งร้อนออกปลายเท้า ก็จะลากลมที่ขัดอยู่บริเวณกระดูกสันหลัง เอว ข้อที่ 3- 4- 5 เบาลงมา โดยที่เรายังไม่ได้กดนวดแนวด้านบนเลย
เมื่อลมวิ่งร้อนออกปลายเท้า ลมที่ขัดบริเวณกระดูกสันหลัง เอว ข้อที่ 3- 4- 5 ก็ลดลง ส่งผลให้ความดันลมที่ขัดบริเวณนี้ลดลงมาด้วย เมื่อลมหรือความดันลมที่ไปกดทับหมอนรองกระดูกลดลงมา หมอนรองกระดูกที่เคยเคลื่อนไปกดทับเส้นประสาทขา ก็จะถอยกลับเข้าที่
อาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา ก็จะค่อยๆ ทุเลา เบาลง และหายได้ในที่สุด ดังนั้น แนวเส้นประสาทขาที่โดนหมอนรองกระดูกเคลื่อนไปกดทับ อาการแปลบ ปวด ช็อต ตามแนวเส้นประสาทที่เราเคยมีอาการอยู่ ก็จะหายไปเองโดยอัตโนมัติ
แค่ลมในแนวเส้นข้างขาด้านในนี้เคลื่อนไหลร้อนออกไปที่ปลายเท้าได้ อาการขัดที่สะโพก สลักเพชร ก็เบาลงไปกว่า 50 %แล้ว
แล้วถ้าลมในแนวเส้นข้างขาด้านในนี้เคลื่อนไหลร้อนออกไปที่ปลายเท้า และในขณะเดียวกันลมร้อนก็ไหลขึ้นด้านบนของร่างกาย ตามแนวผ่านจุดที่กดนวด วิ่งร้อนไปถึงแนวกระดูกสันหลังเอว ข้อ ที่ 3-4-5 อาการขัดที่สะโพก สลักเพชร ก็เบาลงไปกว่า 100 % โดยที่ราไม่ต้องไปกดนวดที่สลักเพชร
ทั้งนี้เพราะ หมอนรองกระดูก ไม่เคลื่อนไปกดทับเส้นประสาทขา อาการที่เส้นประสาทขาโดนกดทับ เคยทำให้เราปวด แปลบ ชา ร้าวลงมาที่สะโพก สลักเพชร แนวข้อพับเข่าด้านนอก แนวหลังตะตุ่มนอก แนวสันเท้า ตลอดจนไปถึงแนวนิ้วก้อยเท้า อาการนี้จะทุเลา แล้วหายไปเอง
ลองอ่านดูเรื่องนวดครับ ส่งต่อได้ครับ
www.amazingthaimassage.blogspot.com
เบอร์โทร
Dtac 086-775-7333.
True H 083-046-7409
Line ID
thiti.d.com
หรือเบอร์โทร 0867757333
FaceBook ---- Thiti
Suppachokkarnkul / ธิติ ศุภโชติการกุล
FaceBook Page นวดไล่ลม
FaceBook Group นวดไล่ลม
ธิติ ศุภโชติการกุล 81/494. มบ.วิเศษสุขนคร ซ8 ถ.ประชาอุทิศ ซ79 แขวง-เขตทุ่งครุ กท 10140
วันอังคารที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
8. ทำไมรักษาอาการเจ็บป่วย นานเป็นปี
8. ทำไมรักษาอาการเจ็บป่วย นานเป็นปีก็ยังไม่หาย
ในบ้านหลังหนึ่งๆ เมื่อสร้างบ้านเสร็จ ทุกๆห้องล้วนเป็นห้องว่างเปล่า ไม่มีสิ่งของอยู่ด้านใน เมื่อเราเอาสิ่งของต่างๆเข้ามาไว้ในบ้าน เราวางที่ไหน ที่ตรงนั้นก็ไม่เป็นที่ว่างเปล่าอีกต่อไป เราจะวางสิ่งของชิ้นอื่นๆซ้ำในตำแหน่งเดิมก็ไม่ได้แล้ว นอกจากจะวางเทินให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ วางสูงจนฐานที่ตั้งด้านล่างรับไม่ไหว สิ่งของที่วางเทินไว้ก็จะยุบ พังทลายลงมา
ร่างกายเราก็เหมือนกัน เมื่อแรกที่เราเกิดมา ธาตุทั้งสี่ของร่างกายยังปกติอยู่ ( บางคนธาตุพิการมาแต่กำเนิดก็มี ) เมื่อเราอายุมากขึ้นสมดุลของธาตุต่างๆเริ่มเสียไป
ธาตุดิน เริ่มมีปัญหาคือ กล้ามเนื้อแข็ง เกร็ง มีพังผืด เส้นโลหิตตีบ-ตัน ฯลฯ ปวดแข้งปวดขา
ธาตุน้ำ เริ่มมีปัญหา อาการโลหิตเป็นพิษ ไขมันในกระแสเลือดสูง น้ำเหลืองไม่ดี ฯลฯ
ธาตุลม เริ่มมีปัญหา การไหลเวียนลมในกายเริ่มขัด ลมไม่สามารถไหลเวียนออกตามรูขุมขน
ธาตุไฟ เริ่มมีปัญหา มีอาการร้อนๆหนาวๆ อาการปวดแสบปวดร้อน ฯลฯ
ที่เรารักษาอาการป่วยไข้ในปัจจุบัน รวมทั้งการกดจุด การนวดเส้น การนวดแก้อาการ ส่วนใหญ่ก็จะเน้นแก้ไปที่ธาตุดินและธาตุน้ำ เพราะสัมผัสได้ เห็นได้ด้วยตา ตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ปัจจุบัน
ธาตุลม ธาตุไฟ เป็นธาตุที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ ผู้ป่วยหลายๆคนจะมีความรู้สึกว่า มีลมเคลื่อนอยู่ภายในร่างกาย ตามอวัยวะต่างๆ มีอาการลมแน่นภายในช่องท้อง มีอาการคันเหมือนมดเดินใต้ผิวหนัง มีอาการลมออกหู ลมออกช่องคลอด ผายลม เรอ หาว ไอ จาม อาการต่างๆนี้ เป็นอาการที่แสดงให้เห็นตัวตนของลมในกายเราว่า มีลมในกายเรา และถ้าลมในกายเราไหลออกนอกกายได้ เราก็จะมีความเบากายขึ้นมาเอง
เมื่อลมในกายไหลเวียนไม่ดี เราก็จะรู้สึกว่าเรามีความร้อน ร้อนผ่าวๆ ปวดแสบปวดร้อนอยู่ในตัวเรา จะทำให้เรารู้สึกว่าตัวเราร้อนกว่าอุณหภูมิร่างกายปกติ แต่เมื่อวัดด้วยปรอท เราไม่มีไข้
เราต้องลองย้อนไปดู ว่าที่เรารักษาอาการต่างๆมานานนับปี เรื้อรัง เราเคยแก้ไขสมดุลของลมในกายหรือไม่ จากที่เคยกล่าวว่าถ้าเราสามารถบำบัดให้ลมไหลเข้า-ออกนอกกาย ตามรูขุมขน ตามข้อกระดูกต่างๆได้ ลมที่ไหลเข้ามาในกาย เข้ามาพร้อมกับพลังงาน ที่เกิดจากการกระแทกเข้ามาในอวัยวะต่างๆ พลังงานค่อยๆซึมซับ สั่งสม เก็บเข้ามาในร่างกายเรา ตามอวัยวะต่างๆ พลังงานที่เข้ามาไม่มีรูปร่าง ไม่มีสัณฐาน แต่มีมวลมีน้ำหนัก เมื่อสั่งสมพลังงานมากๆ นานจนร่างกายเรา ไม่สามารถจะรับพลังงานใหม่ๆเข้ามาได้อีก ทำให้เส้นตึงแขน-ขาตึง บวม
พลังงานที่แน่นอยู่ในแนวเส้นนี้ ส่งผลให้ความยืดหยุ่นของแนวเส้นไม่มี เส้นบวม พองโต
ระหว่างข้อกระดูกยึดกัน ไม่ยืดหยุ่น งอข้อลำบาก หลังตึง หลังค่อม นิ้วล็อก ขาโกร่งงอ เมื่อพลังงานสั่งสมในแนวเส้นมากขึ้น จะทำให้ข้อกระดูก ท่อนกระดูก บิดเบี้ยว เสียรูป เสียสภาพไป เมื่อกระดูกเสียสภาพไปแล้วเราไม่สามารถ แก้ไขให้เนื้อกระดูกกลับมามีสภาพดังเดิม ข้อกระดูกสันหลังที่โดนบดจนแตก ยุบ หรือขาที่โกร่งงอไปแล้ว ก็จะเสียสภาพไปเลย
ในกรณีที่กระดูกเสียสภาพไปแล้ว การปรับสมดุลให้ลมไหลเวียนเข้า-ออกนอกกายได้เป็นปกติ ก็จะเป็นเพียงการแก้ไข หยุดไม่ให้กระดูกเสียสภาพมากขึ้นกว่าเดิม กระดูกที่โกร่งงอแล้วก็จะโกร่งงอเหมือนเดิม ไม่ตึงไม่งอมากกว่าเดิมเท่านั้นเอง
ร่างกายเรา เมื่อบาดเจ็บเราไม่ได้แก้ไขให้ลมไหลเวียนเข้า-ออกนอกกายได้ตามปกติ พลังงานที่เข้ามาสั่งสมในกายเรา ตามอวัยวะที่พลังงานเข้ามา ก็แน่นขึ้นเรื่อยๆ ความตึงในแนวเส้นก็จะทำให้สัณฐาน รูปร่างของกระดูกเสียสภาพไป ยิ่งนานเท่าใดก็ยิ่งเสียสภาพมากขึ้นเท่านั้น
เปรียบเหมือนห้องเก็บของ เรามีแต่เอาของเข้าไปเก็บ ถ้าเราเก็บเข้าอย่างเดียว ไม่เคยเอาสิ่งของที่เราเอาเข้าไปออกมาเลย สักวันหนึ่งห้องนั้นก็จะเต็ม ไม่สามารถใส่ของใหม่เข้าไปได้อีก ขึ้นอยู่กับว่าเราทยอยเก็บเข้าไปทีละนิด หรือว่าเก็บเข้าไปครั้งละมากๆ และขึ้นอยู่กับว่าเก็บเข้าไปนานเท่าไร สักวันหนึ่งก็ต้องเต็ม
แล้วนิ้วล็อค เกิดจากอะไร ?
ในบ้านหลังหนึ่งๆ เมื่อสร้างบ้านเสร็จ ทุกๆห้องล้วนเป็นห้องว่างเปล่า ไม่มีสิ่งของอยู่ด้านใน เมื่อเราเอาสิ่งของต่างๆเข้ามาไว้ในบ้าน เราวางที่ไหน ที่ตรงนั้นก็ไม่เป็นที่ว่างเปล่าอีกต่อไป เราจะวางสิ่งของชิ้นอื่นๆซ้ำในตำแหน่งเดิมก็ไม่ได้แล้ว นอกจากจะวางเทินให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ วางสูงจนฐานที่ตั้งด้านล่างรับไม่ไหว สิ่งของที่วางเทินไว้ก็จะยุบ พังทลายลงมา
ร่างกายเราก็เหมือนกัน เมื่อแรกที่เราเกิดมา ธาตุทั้งสี่ของร่างกายยังปกติอยู่ ( บางคนธาตุพิการมาแต่กำเนิดก็มี ) เมื่อเราอายุมากขึ้นสมดุลของธาตุต่างๆเริ่มเสียไป
ธาตุดิน เริ่มมีปัญหาคือ กล้ามเนื้อแข็ง เกร็ง มีพังผืด เส้นโลหิตตีบ-ตัน ฯลฯ ปวดแข้งปวดขา
ธาตุน้ำ เริ่มมีปัญหา อาการโลหิตเป็นพิษ ไขมันในกระแสเลือดสูง น้ำเหลืองไม่ดี ฯลฯ
ธาตุลม เริ่มมีปัญหา การไหลเวียนลมในกายเริ่มขัด ลมไม่สามารถไหลเวียนออกตามรูขุมขน
ธาตุไฟ เริ่มมีปัญหา มีอาการร้อนๆหนาวๆ อาการปวดแสบปวดร้อน ฯลฯ
ที่เรารักษาอาการป่วยไข้ในปัจจุบัน รวมทั้งการกดจุด การนวดเส้น การนวดแก้อาการ ส่วนใหญ่ก็จะเน้นแก้ไปที่ธาตุดินและธาตุน้ำ เพราะสัมผัสได้ เห็นได้ด้วยตา ตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ปัจจุบัน
ธาตุลม ธาตุไฟ เป็นธาตุที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ ผู้ป่วยหลายๆคนจะมีความรู้สึกว่า มีลมเคลื่อนอยู่ภายในร่างกาย ตามอวัยวะต่างๆ มีอาการลมแน่นภายในช่องท้อง มีอาการคันเหมือนมดเดินใต้ผิวหนัง มีอาการลมออกหู ลมออกช่องคลอด ผายลม เรอ หาว ไอ จาม อาการต่างๆนี้ เป็นอาการที่แสดงให้เห็นตัวตนของลมในกายเราว่า มีลมในกายเรา และถ้าลมในกายเราไหลออกนอกกายได้ เราก็จะมีความเบากายขึ้นมาเอง
เมื่อลมในกายไหลเวียนไม่ดี เราก็จะรู้สึกว่าเรามีความร้อน ร้อนผ่าวๆ ปวดแสบปวดร้อนอยู่ในตัวเรา จะทำให้เรารู้สึกว่าตัวเราร้อนกว่าอุณหภูมิร่างกายปกติ แต่เมื่อวัดด้วยปรอท เราไม่มีไข้
เราต้องลองย้อนไปดู ว่าที่เรารักษาอาการต่างๆมานานนับปี เรื้อรัง เราเคยแก้ไขสมดุลของลมในกายหรือไม่ จากที่เคยกล่าวว่าถ้าเราสามารถบำบัดให้ลมไหลเข้า-ออกนอกกาย ตามรูขุมขน ตามข้อกระดูกต่างๆได้ ลมที่ไหลเข้ามาในกาย เข้ามาพร้อมกับพลังงาน ที่เกิดจากการกระแทกเข้ามาในอวัยวะต่างๆ พลังงานค่อยๆซึมซับ สั่งสม เก็บเข้ามาในร่างกายเรา ตามอวัยวะต่างๆ พลังงานที่เข้ามาไม่มีรูปร่าง ไม่มีสัณฐาน แต่มีมวลมีน้ำหนัก เมื่อสั่งสมพลังงานมากๆ นานจนร่างกายเรา ไม่สามารถจะรับพลังงานใหม่ๆเข้ามาได้อีก ทำให้เส้นตึงแขน-ขาตึง บวม
พลังงานที่แน่นอยู่ในแนวเส้นนี้ ส่งผลให้ความยืดหยุ่นของแนวเส้นไม่มี เส้นบวม พองโต
ระหว่างข้อกระดูกยึดกัน ไม่ยืดหยุ่น งอข้อลำบาก หลังตึง หลังค่อม นิ้วล็อก ขาโกร่งงอ เมื่อพลังงานสั่งสมในแนวเส้นมากขึ้น จะทำให้ข้อกระดูก ท่อนกระดูก บิดเบี้ยว เสียรูป เสียสภาพไป เมื่อกระดูกเสียสภาพไปแล้วเราไม่สามารถ แก้ไขให้เนื้อกระดูกกลับมามีสภาพดังเดิม ข้อกระดูกสันหลังที่โดนบดจนแตก ยุบ หรือขาที่โกร่งงอไปแล้ว ก็จะเสียสภาพไปเลย
ในกรณีที่กระดูกเสียสภาพไปแล้ว การปรับสมดุลให้ลมไหลเวียนเข้า-ออกนอกกายได้เป็นปกติ ก็จะเป็นเพียงการแก้ไข หยุดไม่ให้กระดูกเสียสภาพมากขึ้นกว่าเดิม กระดูกที่โกร่งงอแล้วก็จะโกร่งงอเหมือนเดิม ไม่ตึงไม่งอมากกว่าเดิมเท่านั้นเอง
ร่างกายเรา เมื่อบาดเจ็บเราไม่ได้แก้ไขให้ลมไหลเวียนเข้า-ออกนอกกายได้ตามปกติ พลังงานที่เข้ามาสั่งสมในกายเรา ตามอวัยวะที่พลังงานเข้ามา ก็แน่นขึ้นเรื่อยๆ ความตึงในแนวเส้นก็จะทำให้สัณฐาน รูปร่างของกระดูกเสียสภาพไป ยิ่งนานเท่าใดก็ยิ่งเสียสภาพมากขึ้นเท่านั้น
เปรียบเหมือนห้องเก็บของ เรามีแต่เอาของเข้าไปเก็บ ถ้าเราเก็บเข้าอย่างเดียว ไม่เคยเอาสิ่งของที่เราเอาเข้าไปออกมาเลย สักวันหนึ่งห้องนั้นก็จะเต็ม ไม่สามารถใส่ของใหม่เข้าไปได้อีก ขึ้นอยู่กับว่าเราทยอยเก็บเข้าไปทีละนิด หรือว่าเก็บเข้าไปครั้งละมากๆ และขึ้นอยู่กับว่าเก็บเข้าไปนานเท่าไร สักวันหนึ่งก็ต้องเต็ม
แล้วนิ้วล็อค เกิดจากอะไร ?
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







