วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2561

ไมเกรน เวียนศรีษะ อาการหัวหมุน

          วันนี้เพิ่งเดินทางกลับมาจากจังหวัดชุมพร เป้าหมายหลักครั้งนี้ที่ไป คือได้เวลาที่จะไปนวดบำบัดอาการซ้ำจากครั้งก่อนๆ ให้พระสงฆ์ที่เคยนวดต่อเนื่องกันมา และนวดโยมบางคนที่เคยนวดกันมาบ้างแล้ว ครั้งนี้กลายเป็นว่าต้องเน้นนวดบำบัดให้โยมสีกาที่อุปัฎฐากพระ ที่ระยะหลังมีอาการไมเกรน เวียนศรีษะ จนถึงขั้นหัวหมุน

           ผู้ป่วยท่านนี้ทำงานด้านสาธารณะสุข ก่อนนี้ได้เคยนวดไล่ลมให้บ้างแล้ว เมื่อประมาณ 5-6 วันก่อนที่ผมจะเดินทางไปนวด อาการเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆจนถึงขั้นหัวหมุน และไม่ได้แจ้งอาการให้ผมทราบก่อน กำหนดการเดินทางไปที่ชุมพรนี้ คงต้องมาแก้อาการให้ผู้ป่วยท่านนี้เป็นหลัก
          จากครั้งก่อนๆที่เคยลงไปนวดให้ พลังงานที่สั่งสมอยู่ก็ทยอยคลายขึ้นมาอยู่บริเวณใต้ผิว สำหรับผู้ป่วยท่านนี้ อาการหลักๆคือคอบ่าไหล่ ไมเกรน ปวดมึน เวียนศรีษะ ประกอบกับช่วงนี้งานเยอะ พักผ่อนไม่พอ มีความเครียดกับการทำงาน และเครียดกับงานบ้าน จึงส่งผลกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้นในหลายวันนี้ จึงต้องเน้นบำบัดให้ผู้ป่วยท่านนี้ เป็นกรณีพิเศษ ตามหลักการคือ คลายพลังงานที่สั่งสมในแนวเส้น ให้ไหลออกนอกกาย ตามรูขุมขน ตามข้อต่างๆ

           จึงเน้นการกดนวดไล่ลม ในท่านอนคว่ำ เพื่อคลายลมหรือคลายพลังงาน ที่มาจากการเดิน การยืนทำงานนานๆ ให้ลมคลายออกที่หัวเข่า ข้อเท้า และที่ปลายเท้า
         
    หลังจากนั้นจึงเน้น กดนวดไล่ลม ในท่านอนตะแคง บริเวณแนวเส้นข้างขาด้านใน  เพื่อคลายลมหรือคลายพลังงาน ที่มาจากด้านบนของร่างกาย อาการปวดมึน เวียนศรีษะ ไมเกรน หัวหมุน ลมแน่นในกระโหลกศรีษะ หนักต้นคอ  มือ-แขนตึง บ่าตึง ปวดหลัง ปวดเอว อาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา ขัดสลักเพชร กดนวดแนวนี้เพื่อให้ลมคลายออกที่หัวเข่า ข้อเท้า และที่ปลายเท้า
             เมื่อลมไหลออกข้อเข่า ปลายเท้า ได้ระดับหนึ่ง พลังงานที่อัดแน่นในแนวด้านบนลำตัว คือศรีษะ บ่า หลัง เอว พลังงานแพร่ไหลลงไปตามแนวเส้น แล้วไปออกตามข้อตามแนวขา เมื่อพลังงานด้านบนมีความหนาแน่น ความดันลม ลดลง จึงเริ่มบำบัด แนวร่องบ่า-กระดูกสันหลัง แนวบ่า เปิดประตูลมตามท่อนแขน นวดแขน นวดให้ลมและพลังงานไหลออกที่ปลายแขน
       
       นวดขึ้นต้นคอ นวดกดจุดกำด้น5จุด ที่ฐานกระโหลก นวดไล่คลึงบนหนังศรีษะ ขึ้นไปทั้งศรีษะ เพื่อลากลมและพลังงานให้ไหลตามนิ้วมือขึ้นมา ให้ไปออกบริเวณศรีษะ แล้วจึงไปกดที่กลางกระหม่อมเพื่อเปิดประตูลม ให้ลมไหลออกด้านบนศรีษะ

           หลังจากที่กดนวดขั้นตอนต่างๆผ่านไปแล้ว พลังงานที่เคลื่อนหนีขณะที่เรากดลงที่บ่า พลังงานที่เคลื่อนลงมาที่แนวสะบัก แนวหลังใต้แนวสะบัก แนวเอวตัดขวางเข้ากระดูกสันหลังเอวข้อ 3-4-5 ซึ่งพลังงานนี้จะมีผลไปกด แล้วดันให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนตัวไปกดทับเส้นประสาทขา
           จึงต้องมาจบการกดนวดไล่ลมผู้ป่วยนี้ ด้วยท่านอนตะแคง เพื่อกดนวดไล่ลมและพลังงานที่เคลื่อนลงถึงบริเวณเอว ให้ไหลออกข้อต่างๆตามท่อนขา ก็จะเป็นการตัดวงจรที่พลังงานจะเคลื่อนกลับไปยังด้านบนของลำตัว
         
            หลังการนวดบำบัด 2วันต่อเนื่องกัน อาการไมเกรน เวียนศรีษะ อาการหัวหมุน ก็ทุเลาลงไป อาการที่บ่าก็เบาลง อาการที่หลัง เอว และอาการขัดสะโพก-สลักเพชร ก็หายไปโดยที่เราไปต้องไปกดนวดที่สลักเพชร

วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2561

หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา

หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา

                วันนี้พูดเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง เป็นอาการต่อเนื่องที่มาจากระยาง ทางด้านบนของร่างกาย คือศรีษะ และแขน โดยปกติแล้วพลังงานที่เข้ามาทางด้านบนจะมาสะสมอยู่บริเวณบ่า รักแร้ สะบัก แนวร่องสะบักกับกระดูกสันหลัง ทุกๆแนวเป็นจุดที่ผ่านมารวมกันของพลังงาน ทุกๆอิริยาบท ทุกๆความเครียด ทุกๆเสียงที่ดังสะเทือนมากระทบที่หู  ทุกๆการพักผ่อนที่ไม่พอ ทุกๆครั้งที่เราใช้ศีรษะโหม่งลูกบอล ทุกๆครั้งที่เราตบลูกวอลเล่ย์ ทุกๆครั้งที่โดนแรงสะท้อนกลับมาที่แขนจากการยิงปืน ทุกๆครั้งที่แขนเรากระชาก ทุกๆครั้งที่เราโดนชกที่แขน ทุกๆครั้งที่เราใช้มือกดนวดให้คนอื่น ทุกๆครั้งที่เราใช้นิ้วโป้งในการกดนวดให้คนอื่น ฯลฯ
         ทุกอิริยาบทที่กล่าวมา เป็นการใช้ชีวิตปกติของเรา แต่ก็ยังมีการบาดเจ็บที่เกิดจากอุบัติเหตุ ที่พลังงานก็กระเทือนเข้ามาในกายด้วย เช่น ทุกๆครั้งที่เราล้มแล้วเอาแขนยันพื้น อุบัติเหตุรถชนศีรษะกระแทก แขนกระแทก แขนกระชาก ฯลฯ
          ทั้งหมดนี้ให้เห็นทิศทางของพลังงาน ที่เกิดมาจากระยางส่วนบนของร่างกาย เข้ามาทางศรีษะพลังงานจะมารวมกันที่แนวบ่า และแนวร่องสะบักกับกระดูกสันหลัง และสุดท้ายไปกองรวมกันบริเวณสะบัก
         เข้ามาทางแขนพลังงานจะมารวมกันที่ หัวไหล่ รักแร้ แนวบ่า และแนวร่องสะบักกับกระดูกสันหลัง และสุดท้ายไปกองรวมกันบริเวณสะบัก
          เมื่อพลังงานที่เข้ามาทางด้านบนไม่ว่าจะมาจากศรีษะ หรือแขน ก็จะมารวมกันที่สะบัก แล้วเคลื่อนลงมาด้านล่างร่างกายตามแนวหลังใต้แนวสะบัก ค่อยๆลงมาถึงแนวเอว แล้วพลังงานเคลื่อนตัดขวางเข้าหาแนวกระดูกสันหลัง เอว ข้อ 3-4-5
           ตรงนี้แหละที่เราจะมีความรู้สึกเวลาเราโดนกดนวด  เมื่อเขากดนวดลงที่แนวบ่า บ่าจะเบา แต่เราจะปวดหลังปวดเอว หน่วงๆขึ้นมา ผ่านไป2-3วัน เราก็จะปวดเมื่อยคอบ่าไหล่อีก เนื่องจากพลังงานเคลื่อนไหลกลับไปที่เดิม
           แนวกระดูกสันหลังเป็นเนื้อกระดูก แต่หมอนรองกระดูกมีลักษณะนิ่ม เคลื่อนไหลออกไปจากแนวปกติได้ ไปตามแรงดันของลมหรือพลังงาน ที่ไหลลงมาจากแนวสะบัก ที่มารวมตัวกันบริเวณแนวกระดูกสันหลังเอว จึงดันให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนไปทับเส้นประสาทขา จึงทำให้เกิดอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา

               ดังนั้นถ้าเราสามารถนำลมหรือพลังงาน ที่สั่งสมอยู่บริเวณแนวกระดูกสันหลัง เอว นี้ออกไปได้ ก็จะทำให้หมอนรองกระดูกไม่เคลื่อนไปทับเส้นประสาทขา อาการที่เราขัดที่สลักเพชร สะโพก ชาเมื่อยบริเวณพับเข่าด้านนอก  แนวขาด้านหลังติดตาตุ่มนอก ชาบริเวณหลังเท้าบริเวณร่องนิ้วนาง-นิ้วก้อย อาการตามแนวเส้นประสาทขานี้จะหายไปโดยที่เราไม่ต้องไปกดนวดที่แนวเส้นประสาทขาเลย ( ตั้งแต่แนวสะโพกขสลักเพชร ลงมาถึงขา ถึงนิ้วก้อย )

             ในการนวดบำบัด เพียงแค่เรากดนวดท่านอนตะแคง ( เส้นข้างขาด้านใน ) ทำให้ลม หรือพลังงานที่สั่งสมอยู่นี้เคลื่อนไหลออกนอกกาย
             เรากดนวดลงบนบริเวณขาท่อนบน ลมเคลื่อนไหลลงมาทางด้านล่าง วิ่งร้อนออกตามรูขุมขน  ร้อนออกที่หัวเข่า ร้อนออกข้อเท้า ร้อนออกบริเวณข้อกระดูกเท้า  วิ่งร้อนออกปลายนิ้วเท้า
             เมื่อความหนาแน่นของลมบริเวณขาน้อยลง ความหนาแน่นของลมหรือพลังงานที่อยู่ที่เอว หลังใต้แนวสะบัก บ่า แขน ศรีษะ ก็จะค่อยๆไหลลงมาด้านล่างลำตัว เป็นการแพร่ของลม ไหลลงมาที่บริเวณขาท่อนที่โดนกดนวดอยู่
      อาศัยความเฉื่อยของลมที่ไหล ร้อนออกตามรูขุมขน ตามข้อเข่า วิ่งร้อนออกปลายเท้า ก็จะลากเอาลมที่แพร่มาจากด้านบน มาจากเอว ให้ไหลออกตามรูขุมขน ตามข้อเข่า ข้อเท้า ปลายเท้า
         เมื่อเรากดนวดทำให้ลมไหลออกด้านล่างได้มาก พลังงานที่สั่งสมที่เอวก็จะลดลงมาเอง ตามลำดับ จนในที่สุดพลังงานหรือลมที่ไปกดทับหมอนรองกระดูกอ่อนแรงลง แนวเส้นประสาทขาก็จะโดนกดทับน้อยลงไปเรื่อยๆ และไม่กดทับ อาการก็ค่อยๆหายไปได้ในที่สุด

วันพุธที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561

นวดหาย นวดไม่หาย

นวดหาย นวดไม่หาย

          ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจ เกี่ยวกับลักษณะอาการของแนวเส้น ( เลือด ลม ) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้การบำบัด ผู้ป่วยแต่ละคน แต่ละอาการให้ผลออกมาได้ผลไม่เหมือนกัน  หมอนวดคนเดียวกัน บำบัดอาการผู้ป่วยแต่ละคน โดยวิธีการนวดเดียวกัน แต่ทำไมผลการนวดบำบัด ให้ผลออกมาที่ต่างกัน
         อาการหนักเบาไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ เดี๋ยวนี้เด็กหรือวัยรุ่นที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกๆวัน ใช้สมาร์ทโฟนเล่นโซเชียลมีเดีย ฯลฯ  ทำให้เกิดอาการออฟฟิตซินโดรม อาการคอบ่าไหล่ อาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทแขน-ขา เดี๋ยวนี้อาการปวดเส้นไม่ได้เกิดกับผู้สูงอายุเท่านั้นแล้ว วัยรุ่นส่วนมากก็เป็นกัน
           อาการหนักเบาไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ วัยรุ่นบางคนอาการเส้นเข้าขั้นว่าหนักกว่าผู้สูงวัย ที่เป็นอย่างนี้ได้เนื่องจากการตรากตรำทำงานหนักตั้งแต่เด็ก และการที่เคยประสบอุบัติเหตุ ส่วนของร่างกายโดนกระแทก กระชาก โดนชน เช่นโดนรถชน ตกจากที่สูง ล้มก้นกระแทก แตะฟุตบอลแล้วขาพลิกแพลง เมื่อกล้ามเนื้อบาดเจ็บพังผืดจึงเกิดขึ้นมา
           ความเครียด การพักผ่อนไม่พอ อากาศร้อนหรือเย็นมากเกินไป เป็นตัวกระตุ้นทำให้อาการของเส้นที่มีอยู่แล้ว ให้กำเริบหนักขึ้นไปอีก
           ในบางรายที่เคยพบ หลังจากการป่วยแพ้ยา ในการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน ก็กระตุ้นทำให้อาการเส้นกำเริบขึ้นมาได้
            การเจ็บป่วยในร่างกายเรา เราป่วยได้ทุกๆธาตุ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุดินคือ อาการที่เกิดกับกล้ามเนื้อที่มีพังผืดมายึด เส้นเลือด กระดูก กล้ามเนื้ออวัยวะ ฯลฯ   ธาตุน้ำคือ อาการที่เกิดกับความเข้มข้นของเลือด น้ำเหลือง ธาตุลมคือ อาการที่เกิดจากลมไม่ไหลเวียนออกนอกกาย อาการขัดของลม  ธาตุไฟคือ อาการที่ร่างกายร้อนแต่ไม่มีไข้  ร่างกายหนาวสั่นโดนอากาศเย็นไม่ค่อยได้
             ธาตุทั้งสี่ มีความสมดุลกัน ทุกๆอิริยาบท ทุกๆอุบัติเหตุ ร่างกายเราสั่งสมพลังงานจากด้านนอกที่สะเทือนเข้ามาในกายเรา โดยลมเป็นพาหนะนำเข้ามา   เราไม่เคยได้บำบัด เพื่อนำพลังงานนี้ออกไป การที่เรานวดไล่ลม เป็นการกระตุ้นเปิดรูขุมขน ทั่วร่างกาย ทำให้ลมสามารถไหลออกตามรูขุมขนตลอดแนวเส้นได้ดีขึ้น ลมส่วนที่ห่างจากรูขุมขน ก็สามารถแพร่ไหลไปออกที่รูขุมขนได้ เมื่อลมไหลเวียนได้ลมก็จะพาพลังงานที่สั่งสมอยู่นี้ให้ค่อยๆออกไป
              เหตุที่ผู้ป่วยแต่ละคนที่ได้รับการบำบัด ด้วยวิธีเดียวกัน แต่ให้ผลไม่เท่ากัน บางคนนวดครั้งเดียวอยู่ได้เป็นเดือนๆจนกว่าจะต้องกลับมานวดอีก บางคนนวดเสร็จ เบาไปหนึ่งสัปดาห์อาการเดิมๆก็ค่อยๆกลับมาจนต้องกลับมานวดอีก ( อาการปวดไม่เข้มข้น รุนแรงเท่าเดิม ) บางคนนวดเสร็จยังไม่เบา ยังเจ็บอยู่ อีก1-2วันต้องกลับมานวดอีก
       การที่นวดแล้วไม่เบาก็เกิดได้จากการที่ร่างกายเรา ได้รับสั่งสมพลังงานเข้าไปมาก เป็นเวลานาน การที่เราไม่เคยนวดบำบัดทำให้ลมในกายไหลเวียนออกนอกกายไป ทำให้พลังงานที่เคยเข้ามาจึงออกไปไม่ได้ จึงมีการสั่งสมอยู่ภายใน เมื่อเราอายุมากขึ้นพลังงานที่สั่งสมอยู่ก็ยิ่งมากขึ้นเงาตามตัว อาการต่างๆที่เรื้อรังจึงแก้ไม่ได้
        และการที่เราบาดเจ็บเรื้อรัง พังผืดที่ปกคลุมกล้ามเนื้อก็จะแผ่หนาขึ้นไปเรื่อยๆ เวลาที่เรา กดนวดไปบริเวณเส้น จึงไม่สามารถทะลุทะลวงให้ผ่านแนวพังผืดไปได้ เราเลยไม่สามารถนวดให้ลึกลงไปถึงแนวเส้น การไหลเวียนของเลือดและลมจึงยังไม่ได้รับการบำบัดให้สำเร็จได้
         เราต้องหมั่นนวดคลายกล้ามเนื้อบริเวณที่พังผืดขึ้นหนา เพราะการที่เรากด คลึง นวดลงบนกล้ามเนื้อ เลือดจะไหลเวียนไปสู่เซลล์กล้ามเนื้อได้ดีขึ้น เลือดแดงจะนำออกซิเจน และสารอาหารไปสู่เซลล์ เลือดดำก็จะนำคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียออกนอกเซลล์ ชั้นพังผืดก็จะค่อยๆบางลง ต่อไปการกดนวดที่กล้ามเนื้อก็จะสามารถทะลุทะลวงลงไปที่แนวเส้นได้ดีขึ้น
          ดังนั้นผู้ที่ป่วยเนื่องจากลมขัด เกิดจากการใช้งานปกติ ไม่เรื้อรังนานเกินไป นวดคลายผู้พังผืด พร้อมนวดไล่ลมไปด้วย บางคนนวดแค่ครั้งเดียวอาการที่เรื้อรังก็หายได้
          ที่ป่วยเนื่องจากลมขัด เกิดจากการใช้งานปกติ เรื้อรังนานหลายปี นวดคลายพังผืด พร้อมนวดไล่ลมไปด้วย บางคนนวด4-5ครั้ง อาการที่เรื้อรังก็หายได้
        ที่ป่วยเนื่องจากลมขัด เกิดจากการใช้งานปกติและอุบัติเหตุเรื้อรังไม่นาน นวดคลายพังผืด พร้อมนวดไล่ลมไปด้วย บางคนนวด4-5ครั้ง อาการที่เรื้อรังก็หายได้
         ผู้ป่วยเนื่องจากลมขัด เกิดจากการใช้งานปกติและอุบัติเหตุเรื้อรังนานเป็น10ปี  นวดคลายพังผืด พร้อมนวดไล่ลมไปด้วย บางคนนวด4-5ครั้ง อาการที่เรื้อรังก็หายได้ บางคนนวดเดือนละ2ครั้งเป็นเวลาหลายปี อาการที่เคยหนักก็จะดีขึ้น เบาขึ้นเรื่อยๆ

วันพุธที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ความเข้าใจ ความใส่ใจในการนวดบำบัด

ความเข้าใจ ความใส่ใจในการนวดบำบัด

         ร่างกายคนเราเกิดจากการรวมตัวกันของธาตุทั้งสี่ คือดินน้ำลมไฟ การเจ็บป่วยของคนเรานั้น เป็นสัญญานเตือนว่า สมดุลของธาตุทั้งสี่นั้นเริ่มมีปัญหา
อาการปวดกล้ามเนื้อ โรคผิวหนัง กระดูกหัก ฯลฯ  นั่นคือ ธาตุดิน มีปัญหา
อาการเกี่ยวกับเลือด น้ำเหลือง ฯลฯ นั่นคือ ธาตุน้ำ มีปัญหา 
อาการจุกเสียด ลมแน่นท้อง เรอบ่อย ฯลฯ นั่นคือ ธาตุลม มีปัญหา 
อาการตัวร้อนแต่ไม่มีไข้ อาการปวดแสบปวดร้อน ฯลฯ นั่นคือ ธาตุไฟ มีปัญหา
         การบำบัดโดยการกินสมุนไพร เป็นธรรมชาติบำบัด หลักการในการใช้สมุนไพรบำบัดอาการจะไม่เหมือนยาแผนปัจจุบัน สมุนไพรจะไม่ส่งผลทันที แต่ในระยะยาวสมุนไพรที่กินเข้าไป จะค่อยๆเข้าไปปรับสมดุลของร่างกาย ให้กลับมาเป็นปกติ
         การนวดก็เป็นการธรรมชาติบำบัด ด้วยการกดนวด คลึง ดัด ปรับธาตุทั้งสี่ให้กลับมามีสมดุลดังเดิม
          ในขณะที่เกิดการเจ็บป่วยขึ้นมา ในเบื้องต้นเราจำเป็นต้องใช้ความรู้ และวิธีการในการรักษาทางแพทย์ปัจจุบัน เพื่อระงับ ยับยั้งอาการไม่ให้เลวร้ายลงไป และเมื่ออาการอยู่ในสภาวะที่ไม่รุนแรงแล้ว ทั้งการกินสมุนไพร และการนวดบำบัด เป็นการบำบัดอย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นการปรับให้สมดุลของธาตุ ดินน้ำลมไฟ กลับคืนมา
         สำหรับการบำบัดโดยการนวด โดยเฉพาะการนวดไล่ลม ก็เป็นการปรับสมดุลธาตุทั้งสี่ แต่เน้นปรับสมดุลของธาตุลมเป็นหลัก ด้วยหลักการที่ว่า ถ้าลมในกาย โดยเฉพาะลมในแนวเส้น สามารถไหลเวียน ให้เข้าออกตามรูขุมขน และตามข้อกระดูกต่างๆได้เป็นปกติ ลมที่ไหลเวียนออกนอกกายก็จะนำพาพลังงานที่เคยซึมซับ และสั่งสมเก็บไว้ภายในกายเรานี้ ให้ไหลออกนอกกายเราไปได้ ทำให้อาการป่วยไข้ค่อยๆทุเลา เบาลง และจะหายไปเอง จะต้องใช้เวลาในการบำบัดช้าหรือนาน ก็ขึ้นอยู่กับการสั่งสมของอาการของผู้ป่วย
- ถ้าผู้ป่วยอายุยังน้อย อาการขัดเกิดจากการใช้ชีวิตปกติ การบำบัด 1-2 ครั้ง อาการที่เคยเรื้อรังก็จะหายได้  ไม่ต้องนวดไปอีกเป็นหลายๆเดือน
- ถ้าผู้ป่วยอายุยังน้อย อาการขัดเกิดจากการใช้ชีวิตปกติ และเคยประสบอุบัติเหตุ ร่างกายโดนกระแทก หลังจากนั้นเกิดอาการที่เรื้อรัง เช่นรถชนกันจนศีรษะกระแทก ลื่นหกล้มแขนยันพื้น ลื่นหกล้มหลังฟาดพื้น ลื่นหกล้มก้นกระแทกพื้น ลื่นหกล้มเข่ากระแทกพื้น ขาพลิกขาแพลง หรือกระโดดลงมาจากที่สูงจนมีอาการปวดหลัง 
อาการที่เกิดขึ้น หลังเกิดอุบัติเหตุไม่นาน ถ้าเรานวดไล่ลม ทำให้ลมตามแนวเส้นไหลเวียนออกนอกกายได้ พลังงานที่สะเทือนเข้ามาก็จะไหลออกไปด้วย
 แต่ถ้าเราไม่ได้แก้ไขให้ลมไหลเวียนออกนอกกายไป พลังงานที่สะเทือนเข้ามาก็จะสั่งสมเก็บไว้  ทำให้เราบาดเจ็บเรื้อรัง
ผ่านมาหลายๆปี ต่อให้เรามาบำบัด นวดไล่ลม การบำบัดแค่1-2 ครั้ง ก็คงไม่พอแล้ว เนื่องจากพังผืดในชั้นกล้ามเนื้อจะเพิ่มพูน มากขึ้น  การบำบัดอาจจะต้องมีถึง 10 ครั้ง อาการเรื้อรังถึงจะทุเลา และหายได้
     
           
- ถ้าผู้ป่วยอายุมาก อาการขัดเกิดจากการใช้ชีวิตปกติ การบำบัด 1-2 ครั้ง อาการที่เคยเรื้อรังก็จะหายได้  ไม่ต้องนวดไปอีกเป็นเดือนๆ
-
- ถ้าผู้ป่วยอายุมาก อาการขัดเกิดจากการใช้ชีวิตปกติ และเคยประสบอุบัติเหตุ ร่างกายโดนกระแทก หลังจากนั้นเกิดอาการที่เรื้อรัง เช่นรถชนกันจนศีรษะกระแทก ลื่นหกล้มแขนยันพื้น ลื่นหกล้มหลังฟาดพื้น ลื่นหกล้มก้นกระแทกพื้น ลื่นหกล้มเข่ากระแทกพื้น ขาพลิกขาแพลง หรือกระโดดลงมาจากที่สูงจนมีอาการปวดหลัง 
-
อาการที่เกิดขึ้น หลังเกิดอุบัติเหตุไม่นาน ถ้าเรานวดไล่ลม ทำให้ลมตามแนวเส้นไหลเวียนออกนอกกายได้ พลังงานที่สะเทือนเข้ามาก็จะไหลออกไปด้วย

 แต่ถ้าเราไม่แก้ไขให้ลมไหลเวียนออกนอกกายไป พลังงานที่สะเทือนเข้ามาก็จะสั่งสมเก็บไว้  ทำให้เราบาดเจ็บเรื้อรัง ผ่านมาหลายๆปี ต่อให้เรามาบำบัด นวดไล่ลม การบำบัดแค่ 1-2 ครั้ง ก็คงไม่พอแล้ว เนื่องจากพังผืดในชั้นกล้ามเนื้อจะเพิ่มพูน มากขึ้น  การบำบัดอาจจะต้องมีถึง 10 ครั้ง หรือนวดต่อเนื่องเป็นปีๆเลยก็มี อาการเรื้อรังถึงจะทุเลา และหายได้

วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560

อาการเกี่ยวกับแขน มือ นิ้ว ( ตอน 8.2 )

อาการเกี่ยวกับแขน มือ นิ้ว ( ตอน 8.2 )

การบำบัดอาการคอ-บ่า-ไหล่ แขน มือ นิ้วมือ กับการนวดไล่ลม
        ในเรื่องของการนวดไล่ลม ทุกๆอิริยาบท หรือทุกๆอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับร่างกายส่วนบนของเรา พลังงานนั้นๆสะเทือนเข้ามาในกายเรา ไม่ว่าจะเข้ามาทางศีรษะ บ่า ไหล่ แขน มือ หรือนิ้วมือ พลังงานที่เข้ามานี้ จะเคลื่อนไหลไปตามแนวเส้น จนถึงเส้นข้างขาด้านใน
        ถ้าเข้ามาทางศีรษะ พลังงานจะเคลื่อนลงมาที่ต้นคอ บ่า  แนวร่องสะบักกับแนวกระดูกสันหลัง  สะบัก  แนวหลังใต้แนวสะบัก  แนวเอวตัดขวางเข้ากระดูกสันหลังเอวข้อที่3-4-5  วิ่งผ่านเชิงกราน  เข้าแนวเส้นข้างขาด้านใน  พลังงานสั่งสมลงมาจนถึงเส้นหน้าแข้งด้านใน แนวตาตุ่มใน สุดท้ายไปที่แนวฝ่าเท้าแนวร่องนิ้วโป้งและนิ้วชี้ 
      พลังงานเข้ามาทางนิ้วมือ อุ้งมือ ข้อมือ ข้อศอก ไหล่  พลังงานจะเคลื่อนเข้ามารวมกันที่บ่า ที่ต้นคอ  แนวร่องสะบักกับแนวกระดูกสันหลัง  สะบัก  แนวหลังใต้แนวสะบัก     แนวเอวตัดขวางเข้ากระดูกสันหลังเอวข้อที่3-4-5   วิ่งผ่านเชิงกราน  เข้าแนวเส้นข้างขาด้านใน พลังงานสั่งสมลงมาจนถึงเส้นหน้าแข้งด้านใน แนวตาตุ่มใน สุดท้ายไปที่แนวฝ่าเท้าแนวร่องนิ้วโป้งและนิ้วชี้ 
      จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าพลังงานจะมาทางศีรษะ หรือพลังงานจะเข้ามาทางมือ แขน ไหล่ แนวเส้นร่วมกันที่พลังงานจะเคลื่อนลงมาที่ด้านล่างคือ เริ่มตั้งแต่ผ่านมาที่สะบัก แล้วจะเคลื่อนลงไปแนวหลังใต้แนวสะบัก  แนวเอวตัดขวางเข้ากระดูกสันหลังเอวข้อที่3-4-5 วิ่งผ่านเชิงกราน เข้าแนวเส้นข้างขาด้านใน พลังงานสั่งสมลงมาจนถึงเส้นหน้าแข้งด้านใน แนวตาตุ่มใน สุดท้ายไปที่แนวฝ่าเท้าแนวร่องนิ้วโป้งและนิ้วชี้ 

         อย่างเช่นเมื่อเราโดนนวด กดน้ำหนักลงบนบ่า บ่าเราเบาขึ้น แต่หลังเอวเราจะรู้สึกตึง ขัดขึ้นมาทันที ผ่านไป 1-2 วัน พลังงานก็จะเคลื่อนกลับไปที่แนวบ่าดังเดิม อาการคอบ่าไหล่ ก็จะย้อนกลับมาเป็นอีก

        การนวดไล่ลม โดยการกดขาท่านอนตะแคง ( แนวเส้นข้างขาด้านใน ) เมื่อลมในแนวเส้นที่ขาโล่ง จะทำให้ลมที่หลัง ที่เอว ที่แขน และลมในศีรษะ ที่ยังมีความหนาแน่นมากกว่า จะเกิดการแพร่ของลมในแนวเส้น ให้ไหล ตามลมร้อนที่วิ่งออกปลายเท้า พลังงานที่สั่งสมเข้ามาและยังอยู่ส่วนบนของลำตัว จะค่อยๆคลาย  ไหลออกไปกับลมที่เคลื่อนด้วย
      ในกรณีเดียวกันเมื่อเรานวดไล่ลม โดยการกดขาแนวนอนตะแคง ( แนวเส้นข้างขาด้านใน ) เมื่อลมในแนวเส้นที่ขาโล่ง  จะทำให้ลมหรือพลังงานที่เคลื่อนหนีลงมา ที่หลังเอว ไหลตามลงมาออกตามรูขุมขนที่เปิด ออกที่หัวเข่า ตาตุ่ม ปลายเท้า พลังงานที่เคลื่อนออกนอกกายไปได้ แล้วก็จะไม่ไหลย้อนกลับขึ้นไปที่บ่าอีก
        เพียงแค่การทำให้ลมหรือพลังงานที่แน่นอยู่ด้านบนของลำตัว ให้ลมนั้นแพร่ ไหลลงมาที่แนวเส้นขา อาการขัดของลมก็จะได้รับการแก้ไข ได้ในระดับหนึ่ง เปรียบเหมือนลูกโปร่งที่เป่าโตเต็มใบ มีความตึง ความดันลม 100% บีบแล้วแข็ง ต้านมือ บีบแรงๆก็แตกได้ 
        แต่เมื่อปล่อยลมในลูกโปร่งให้ไหลออกมาให้เหลือครึ่งใบ ความดันลมก็จะลดลงมาเหลือ 50% ลูกโปร่งก็จะนิ่มลง ไม่ต้านมือ 

     เมื่อเรากด นวดไล่ลม ให้ลมไหลร้อนออกปลายเท้าไปแล้ว การกดนวดต่อไปก็จะเริ่มกระทุ้งแนวเส้น ย้อนศรกลับไปด้านบนลำตัวเริ่มจากแนวที่กดนวด  ลมจะเริ่มกระทุ้งขึ้นขึ้น กระทุ้งผ่านเชิงกราน  กระทุ้งไปที่แนวเอว กระทุ้งออกจากเอวบริเวณกระดูกสันหลังเอวข้อที่3-4-5  ไปแนวตัดขวาง กระทุ้งขึ้นไปแนวหลังใต้แนวสะบัก   กระทุ้งเข้าสะบัก  กระทุ้งไปออกแขนท่อนบน ( ข้อศอก )   กระทุ้งไปออกแขนท่อนล่าง ( ข้อมือ ) กระทุ้งไปออกมือ ( ข้อกระดูกมือ ) กระทุ้งไปออกนิ้ว ( ข้อนิ้วมือ ) ในเวลานั้นลมหรือพลังงานจะวิ่งร้อนออกปลายมือ และปลายเท้าพร้อมกัน
            เมื่อเรากดนวดไล่ลมให้ไหลร้อนออกปลายมือ ปลายเท้าไปแล้ว การกดนวดต่อไปก็จะเริ่มกระทุ้งแนวเส้น ไปด้านบนต้นคอ ศีรษะ ( ลมร้อนออกตามกระดูกคอ ) กระทุ้งไปออกจุดสุดท้ายที่กระหม่อมบนศีรษะ  (  ลมไปออกที่ตา หู คอ จมูก ปาก  )
          การที่ลมหรือพลังงานวิ่งร้อนออกปลายมือ และปลายเท้า และศีรษะพร้อมกัน นั่นหมายถึง ในขณะเวลานั้นการนวดไล่ลมในแนวเส้นตะแคง ของซีกร่างกายข้างที่เราบำบัด เราสามารถบำบัดทำให้ลม หรือพลังงานที่สะเทือนเข้ามาตามแนวเส้นนี้ ทำให้พลังงานที่อยู่ใต้ผิวหนัง ชั้นบนสุด เคลื่อนออกนอกกายเราได้เป็นปกติ พร้อมลมที่วิ่งร้อนออก ไปตามข้อกระดูก ไปตามรูขุมขน ที่รากระทุ้งรูขุมขนจนเปิดจนโล่งแล้ว 

        การบำบัดอาการที่เกี่ยวกับลม  พลังงานสะสม เคลื่อนจากด้านบนไหลลงไปด้านล่าง การกดขาแนวนอนตะแคง ( แนวเส้นข้างขาด้านใน ) เป็นการแก้อาการที่ขัดมาจากด้านบนของร่างกายคืออาการคอ บ่า ไหล่ แขน มือ จะเริ่มบำบัดที่แนวขาก่อน ถ้าขาลมร้อนออกปลายเท้าแล้ว ก็จะกระทุ้ง แนวหลังเอว บ่า แขน มือให้รูขุมขนเปิดตลอดแนว  และถ้าแนวหลังเอว บ่า แขน มือ ไล่จนลมวิ่งร้อนออกปลายมือแล้ว สุดท้ายก็จะกระทุ้งที่แนวคอ และศีรษะ จนลมวิ่งร้อนออกบนศีรษะ
         จึงเป็นที่มาว่าทำไมเราต้องเน้นกดนวดไล่ลมที่ขาก่อน

วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560

อาการเกี่ยวกับแขน มือ นิ้ว ( ตอน 8.1 )

อาการเกี่ยวกับแขน มือ นิ้ว ( ตอน 8.1 )
 การแก้อาการคอบ่าไหล่ แขน มือ นิ้วมือ กับการนวดไล่ลม

      1.ขาเป็นระยางที่ยื่นออกนอกร่างกาย พลังงานที่สะเทือนเข้ามาจากฝ่าเท้า จะไปสุดที่โคนขา แล้วกระจายไปทุกทิศทาง เป็นอาการที่เกิดจากการยืนมาก เดินมาก การกระโดดลงมาจากที่สูง โดยปกติพลังงานที่สะเทือนเข้ามาจะเริ่มจากฝ่าเท้า แขน สุดท้ายไปสุดที่ศีรษะ หรืออาจจะเริ่มขึ้นมาจากการล้มแล้วก้นกระแทก พลังงานก็จะเข้ามา เคลื่อนขึ้นไปตามแนวกระดูกสันหลัง ไปแขน สุดท้ายก็จะขึ้นไปที่ศีรษะ ไล่ลมได้จากการกดนวดท่านอนคว่ำ
      2.ขาเป็นระยางที่ยื่นออกนอกร่างกาย พลังงานที่สะเทือนเข้ามาจากขา จะไปสุดที่โคนขา แล้วกระจายไปทุกทิศทาง อาการที่เกิดจากการที่เราขาพลิก-ขาแพลง โดยปกติพลังงานที่สะเทือนเข้ามาจะเริ่มจากข้อเท้า ทางหนึ่งลงทางหลังเท้า จนสุดปลายนิ้วเท้า อีกทางหนึ่งพลังงานจะเคลื่อนขึ้นส่วนบนของร่างกาย ไปแขน สุดท้ายขึ้นไปที่ศีรษะ ไล่ลมได้จากการกดนวดท่านอนหงาย
      3. ขาเป็นระยางที่ยื่นออกนอกร่างกาย พลังงานที่สะเทือนเข้ามาจากขา จะไปสุดที่โคนขา แล้วกระจายไปทุกทิศทาง อาการที่เกิดจากการขัดของลม อาการของเส้นนี้เกิดขึ้นเริ่มจากทางด้านบนของร่างกาย ลมขัดจากแขน ลมขัดจากคอ บ่า ลมขัดที่ไหล่  อาการขัดของลมจากบริเวณคอบ่าไหล่ เมื่อพลังงานเข้ามา จะมาสะสมอยู่บริเวณแนวร่องสะบักกับแนวกระดูกสันหลัง  แนวสะบัก แล้วเคลื่อนลงมาตามแนวหลังใต้แนวสะบัก ตัดขวางเข้าเอว กระดูกสันหลังเอว ข้อ3-4-5  วิ่งผ่านเชิงกราน เข้าแนวข้างขาด้านใน พลังงานสั่งสมลงมาจนถึงเส้นหน้าแข้งด้านใน แนวตาตุ่มใน สุดท้ายไปที่แนวฝ่าเท้าแนวร่องนิ้วโป้งและนิ้วชี้  ไล่ลมได้จากการกดนวดท่านอนตะแคง
      4.  อาการที่เกิดจากการขัดของแขน แขนเป็นระยางที่ยื่นออกนอกร่างกาย พลังงานที่สะเทือนเข้ามาจากแขน จะไปสุดที่โคนแขน แล้วกระจายไปทุกทิศทาง กระจายไปยังต้นคอ ใต้คาง แนวบ่า แนวหน้าอก สะบัก  แนวร่องสะบักกับแนวกระดูกสันหลัง การแก้อาการของแขนนี้คือการนวดแนวแขน
     แต่พลังงานที่เคยสั่งสมเข้ามา เช่นเรายกของหนัก จนปวดหลังปวดเอว ปวดขา มีอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา การนวดที่แนวเส้นแขนไม่สามารถนำพลังงานนี้ออกได้  เราจึงต้องกดไล่ขาในท่าท่านอนตะแคง เพื่อนำพลังงานนี้ออกนอกกายทางปลายเท้า
       5. ศีรษะเป็นระยางที่ยื่นออกนอกร่างกาย พลังงานที่สะเทือนเข้ามาจากศีรษะ จะไปสุดที่บ่า แล้วกระจายไปทุกทิศทาง อาการที่เกิดจากการขัดของลมในศีรษะ ไล่ลมได้จากการกดนวดคอ บ่า ไหล่

     การบำบัดอาการขัดของลม ตามอวัยวะต่างๆ ตั้งแต่ปลายเท้าจรดศีรษะ ใช้หลักการเดียวกันคือทำให้ลมไหลเวียนออกนอกร่างกายได้ 
     การกดนวดไล่ลม เมื่อกดลงบนแนวขาท่อนบน อาการขัดของลมจะคลายตัวออกได้ เริ่มตั้งแต่ลมร้อนออกที่ปลายเท้า ต่อไปก็ร้อนออกปลายเท้าร้อนออกปลายมือในเวลาเดียวกัน จนสุดท้ายก็ร้อนออกปลายเท้าร้อนออกปลายมือและร้อนออกศีรษะในเวลาเดียวกัน
        ดังนั้นการบำบัดอาการที่เกี่ยวกับ อาการปวดหัว ไมเกรน คอบ่าไหล่ สะบัก แขน มือ นิ้วมือ พลังงานที่สั่งสมมา จะเคลื่อนจากด้านบนไหลลงไปด้านล่าง พลังงานที่เคยเคลื่อนลงมาแล้ว เราจะนำพลังงานนี้ออกไปได้ โดยการกดขาแนวนอนตะแคง ( แนวเส้นข้างขาด้านใน ) เมื่อลมในแนวเส้นที่ขาโล่ง ลมที่มีความหนาแน่นมากกว่าที่หลังเอว แขน ก็จะแพร่ไหล ตามลงมาออกที่ปลายเท้า พลังงานที่สั่งสมเข้ามาก็จะค่อยๆคลาย ไหลออกไปกับลมที่เคลื่อนด้วย การบำบัดอาการที่เกิดจากตอบ่าไหล่ แขน ก็จะดีขึ้น และหายได้ในที่สุด
        แต่การบำบัดอาการที่เกิดกับอวัยวะด้านบนของร่างกาย อาการคอบ่าไหล่ แขน มือ นิ้วมือ อาการเหล่านี้ถ้าเราไม่แก้ไข พลังงานที่เคลื่อนลงมาที่ส่วนล่างของร่างกาย ก็เหมือนกับเวลาที่เราไปนวด เมื่อเราโดนกดนวดลงที่บ่า เราจะรู้สึกว่าบ่าเบาขึ้น แต่เราจะรู้สึกว่ามีอาการปวดเมื่อยหลังเอวขึ้นมาทันที  หลังจากนั้น2-3วัน บ่าที่นวดเบาไปแล้ว ก็จะกลับมาตึง ปวด เหมือนเดิมอีก
       นี่แหละ ธาตุลมในกายขัด ลมแค่เปลี่ยนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  ลมไม่ได้เคลื่อนไหลออกนอกกาย

วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560

อาการเกี่ยวกับแขน มือ นิ้ว ( ตอน 8 )

อาการเกี่ยวกับแขน มือ นิ้ว ( ตอน 8 )

            ระยะหลังนี้เจอแต่ผู้ป่วยที่มีอาการเกี่ยวกับด้านบนของลำตัว อาการที่เกี่ยวกับ ศีรษะ คอ หู ตา จมูก บ่า ไหล่ แขน มือ นิ้วมือ ปวดหลัง ปวดเอว สลักเพชร จากที่เคยกล่าวไว้แล้วว่า การนวดเส้นคือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ และการที่ลมในกายไม่ไหลเวียนออกนอกร่างกาย
           ลมในกายเราเพียงแต่ไหลเวียนเปลี่ยนจากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่ง และเมื่อลมไม่ไหลออกนอกร่างกาย พลังงานที่เคยสะเทือนเข้ามาในกาย ก็ไม่สามารถคลายออกไปจากร่างกายเราได้ เกิดการสั่งสมพลังงานในบริเวณแนวเส้นนั้น และแผ่กระจายพลังงานนั้นออกไปตามแนวเส้น แนวกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออวัยวะต่างๆ
          การที่กล้ามเนื้อเราแข็งแรง เส้นเลือดที่ฝังตัวอยู่ในแนวกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเป็นมัดๆ ความยืดหยุ่นเส้นเลือดเสียไป การบีบตัวของเส้นเลือดที่จะส่งเลือดไปอวัยวะปลายทางด้อยลงไป เลือดจึงไปเลี้ยงปลายมือ ปลายเท้า และศีรษะได้น้อยกว่าปกติ จึงทำให้เกิดอาการชาปลายมือ ชาปลายเท้า และถ้าเลือดขึ้นไปเลี้ยงศีรษะไม่พอ มึนศีรษะ ระยะยาวมีผลทำให้เกิดความดันโลหิตสูง และสมองขาดเลือด
              เหมือนกับการที่เราไม่ได้ทานอาหาร จนเราหิว ก็ยังไม่ได้ทานอาหารเข้าไปอีก เราจะมีความรู้สึกว่าเราไม่มีแรงที่จะทำงาน ไม่สดชื่น ไม่กระปรี้กระเปร่า จะทำงาน จะยกของก็ไม่มีแรงยก ไม่มีแรงไปทั้งตัว ทั้งนี้เนื่องจากไม่มีอาหารมาย่อยที่กระเพาะอาหาร จึงไม่มีสารอาหารส่งผ่านจากลำไส้เล็ก เข้ามาสู่กระแสเลือด จึงทำให้เรารู้สึกไม่มีแรงไปทั่วร่างกาย
                ในกรณี มือชา เท้าชา เลือดเลี้ยงศีรษะไม่พอ เป็นกรณีที่ร่างกายเราได้รับอาหาร ได้มีการย่อยอาหารที่กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กนำสารอาหารที่ย่อยได้ส่งไปยังกระแสเลือด เพียงแต่การที่กล้ามเนื้อแข็งแรง ( เหมือนกล้ามเนื้อตอนที่เป็นตะคริว ) เส้นเลือดที่ฝังตัวอยู่โดนกดทับ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ไหลเวียนผ่านไปยังอวัยวะปลายทางได้น้อยลง อวัยวะนั้นๆจึงได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ จึงเกิดอาการชา ตะคริวขึ้น ในเบื้องต้นถ้าเราคลายกล้ามเนื้อให้อ่อนลง เส้นเลือดก็จะลำเลียงเลือดไปยังอวัยวะปลายทางได้มากขึ้น อาการชา อาการตะคริวก็จะหายไปเอง
            แต่ในเส้นเลือดเรามีลมแล่นอยู่ด้วย ถ้าเราคลายให้ลมที่ขัดบริเวณแนวเส้นนั้นๆ ให้ไหลเวียนออกนอกกายจนเป็นปกติได้ ลมก็จะพาพลังงานที่สั่งสมเข้ามา ทั้งจากการใช้ชีวิตประจำวัน และจากอุบัติเหตุต่างๆ  เมื่อพลังงานคลายออกไปได้อาการเรื้อรังต่างๆก็จะหายไปเอง
   
              แล้ว เราจะแก้อาการนิ้วล็อกได้อย่างไร  ?