ความยากง่ายในการนวดบำบัด
มีคำถามคำถามหนึ่ง ที่มักจะโดนถามว่า “ จะต้องนวดซักกี่ครั้ง ถึงจะหายจากอาการเจ็บป่วยนี้ “
คำตอบของคำถามนี้ บางครั้งก็ตอบได้ง่ายๆ ด้วยการลองกดนวดไล่ลมที่ขาท่อนบน โดยสลับกันกดนวด ขาทั้ง2ข้าง
เวลาเรากดนวดไล่ลม ขาซ้าย บริเวณขาท่อนบน ในท่านอนคว่ำ เรากดนวดนานประมาณ 20นาที ลมที่ร้อน หรือพลังงานที่จะต้องเคลื่อนลงไปที่ปลายเท้า ยังเคลื่อนผ่านลงไปได้ไม่เกินหัวเข่า
แล้วทำไมเวลาเรากดนวดไล่ลม ขาขวา บริเวณขาท่อนบน ในท่านอนคว่ำ เรากดนวดนานประมาณ 1-2 นาที ลมที่ร้อนหรือพลังงานที่จะต้องเคลื่อนลงไปที่ปลายเท้า สามารถเคลื่อนผ่านลงไป วิ่งผ่านสะบ้าหัวเข่า วิ่งผ่านไปส้นเท้า และบางรายพลังงานวิ่งทะลุผ่านออกปลายนิ้วเท้าได้เลย
การที่เรากดนวดผู้ป่วยรายเดียว บำบัดนวดที่ขาทั้ง2ข้าง คนโดนนวดคนเดียวกัน คนที่เป็นผู้นวดก็คนๆเดียวกัน วิธีการนวดก็ไม่ต่างกัน แต่ทำไมผลลัพท์ที่ได้ออกมา ไม่เหมือนกัน
เมื่อสอบถามอาการเบื้องต้นกับผู้ป่วย จึงทำให้ทราบว่า ขาข้างแรกที่พลังงานเคลื่อนลงไปไม่ผ่านหัวเข่า ปกติข้างนี้จะมีอาการ ขาตึง ชาที่ฝ่าเท้า ตะคิวขึ้นที่น่อง มีอาการปวดเมื่อยแนวหลังติดกระดูกสันหลัง
และขาข้างนี้เคยมีปัญหาที่เกิดขึ้นจากการกระโดดลงมาจากต้นไม้ ในวัยเด็ก เคยตึงปวดไปถึงแนวกระดูกสันหลัง และทุกวันนี้ยังมีอาการเจ็บเสียดอยู่ที่แนวกระดูกสันหลัง
ส่วนขาข้างที่2 มีแค่อาการเมื่อยล้า ธรรมดาๆ เท่านั้น
พลังงานที่สะท้อนเข้ามาในกายเรา ผ่านทางฝ่าเท้า ส้นเท้า น่อง ขาท่อนบน ก้นกบ กระเบนเหน็บ แนวกระดูกสันหลัง จะเคลื่อนไปจนที่สุดคือผ่านต้นคอ แล้ววิ่งไปทะลุออกที่กลางกระหม่อม
เมื่อเกิดอุบัติเหตุ กระโดดลงมาจากที่สูง ขาข้างแรกเป็นข้างที่รับน้ำหนักก่อน พลังงานที่กระเทือนเข้ามาที่ขาข้างแรก ไปสุดที่แนวกระดูกสันหลัง จึงทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นบาดเจ็บ พลังงานเคลื่อนออกไปไม่ได้ ค้างคาอยู่ ตั้งแต่วันที่กระโดดจนถึงปัจจุบัน พลังงานก็ยังออกไปไม่ได้
การปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ร่างกายก็จะมีการสร้างพังผืดขึ้นมาปกป้องกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บ และตลอดเวลาที่ผ่านมาพังผืดหนาขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้การกดนวดลงไปบนแนวเส้น ไม่ค่อยได้ผล ลมหรือพลังงานจึงเคลื่อนลงไปไม่ผ่านสะบ้าหัวเข่า ทำให้เรารับรู้ว่าการบำบัดข้างนี้ อาการขาข้างแรก ยังไม่เบาโล่ง
ส่วนขาข้างที่2 การกดนวดเหมือนกัน แต่ผลที่ได้รับต่างกัน ก็เนื่องจาก ข้างนี้เป็นการใช้กล้ามเนื้อปกติ ธรรมดา เมื่อครั้งที่กระโดดลงมาจากต้นไม้ ขาข้างแรกเป็นข้างที่แตะพื้นก่อน พลังงานส่วนมากเข้าไปที่ขาท่อนแรก อาการบาดเจ็บเรื้อรังขาข้างนี้น้อยกว่า ในการกดนวดไล่ลม จึงสามารถกระทุ้งแนวเส้นที่ขัดอยู่ ทำให้ลมหรือพลังงานไหลเวียนออกนอกกาย ที่ข้อเข่า ข้อตาตุ่ม ออกที่ข้อนิ้วเท้า ได้เร็ว การบำบัดอาการจึงให้ผลดี และเร็ว
นี่แหละครับ คนๆเดียวกัน บำบัดด้วยวิธีเดียวกัน ผลที่ได้ต่างกัน ก็เนื่องจากต้นทุน อาการที่สั่งสมอยู่ภายใน ถ้าเป็นอาการที่เกิดจากการใช้งานอวัยวะอย่างปกติ การบำบัดจะรวดเร็ว และไม่เรื้อรัง แต่ถ้าเป็นอาการที่เกิดจากร่างกายเราเคยได้รับอุบัติเหตุ เคยซึมซับพลังงานเป็นจำนวนมาก ทำให้ร่างกายเรายังคงบาดเจ็บ และยังคงมีอาการเรื้อรังมาจนถึงปัจจุบัน การบำบัดจะให้ผลช้า ค่อยๆดีขึ้นทีละนิด จึงทำให้เรายังคงต้องมีการบำบัดอย่างต่อเนื่อง จนกว่าการไหลเวียนของลมในแนวเส้นของขาทั้ง2ข้างจะเสมอกัน ร่างกายเราก็จะฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติได้ในที่สุด
ธิติ ศุภโชติการกุล นวดไล่ลม แก้อาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทโดยไม่ต้องผ่าตัด 086-775-7333 , 083-046-7409 , 02-426-0561
วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2561
วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561
ยาอายุวัฒนะ
ยาอายุวัฒนะ
การนวดเส้น คือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ ดังนั้นการนวดเส้นจึงเป็นการปรับสมดุลของธาตุดินน้ำลมไฟ เป็นธาตุพื้นฐานในร่างกายเรา
นวดเพื่อผ่อนคลายความตึงของกล้ามเนื้อ
นวดคลึงเพื่อคลายพังผืดที่ปกคลุมกล้ามเนื้อ
นวดเพื่อกระตุ้น ทำให้การไหลเวียนของน้ำเลือดในเส้นเลือดแดง เส้นเลือดดำ ให้ไหลเวียนเป็นปกติ
นวดเพื่อกระตุ้นให้การไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองในร่างกาย กลับมาเป็นปกติ
ในสตรีนวดเพื่อช่วยให้การไหลเวียนของเลือดลม ในระบบสืบพันธุ์คือมดลูก มีการไหลเวียนของเลือดลมดีขึ้น
นวดเพื่อการไหลเวียนของลมตามแนวเส้น ให้ไหลเวียนเป็นปกติ ไม่ขัด หรือลมไม่อั้นอยู่ตามกล้ามเนื้อ อวัยวะต่างๆ
นวดเพื่อปรับให้ธาตุไฟในกายไม่กำเริบ
การนวดไล่ลม เป็นการนวดที่เน้นในการปรับการไหลเวียนของธาตุลมเป็นหลัก ลมในกายเราก็เท่ากับขนาดของร่างกายผู้นั้น อาการของโรคลมในกาย เป็นเพียงแค่การไหลเวียนของลมในกายไม่ปกติ คือลมไม่สามารถไหลออกตามข้อกระดูกต่างๆ ลมไม่สามารถไหลออกตามทวารต่างๆของร่างกาย ลมไม่สามารถไหลออกตามรูขุมขนของร่างกาย
เมื่อลมไม่สามารถออกนอกกายได้ พลังงานที่สั่งสมอยู่ในกายก็ไม่สามารถเคลื่อนออกไปนอกกายด้วยเช่นกัน จึงทำให้เกิดการสั่งสมของพลังงาน อยู่ในกายเรา เราจึงมีอาการป่วยเช่นตึง เมื่อย ตัวแข็ง อาการปวดเรื้อรังต่างๆ อาการร้อนข้างในกายแต่ไม่มีไข้ ฯลฯ
ผู้ป่วยรายหนึ่ง อยู่ถนนนาคนิวาส มีอาการป่วยเรื้อรังอาการหลักๆคือ ลมออกหู มีอาการอย่างอื่นๆด้วยคือ อาการร้อนอยู่ข้างในกายแต่ไม่มีไข้ ปวดมึนศรีษะ อาการปวดหลัง ปวดเอว เมื่อยล้าขาเมื่อขับรถ
หลังจากที่มีการนวดไล่ลมไปประมาณ 8-9เดือน อาการต่างๆก็คลายตัวลง อาการลมออกหู เสียงที่ดังก็เบาลง อาการร้อนในกายก็หายไป หายใจได้ลึกขึ้น การนอนหลับก็ดีขึ้น อาการปวดเมื่อย ปวดหลัง ปวดเอว ปวดเมื่อยขาเวลายืน เดิน ขับรถนานๆก็หายไป
ล่าสุดผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมาก่อนจะมีการนวดไล่ลม มีอาการแน่นล้า เมื่อก่อนยืนทำงานประมาณ1ชั่วโมง แล้วมานั่งพัก จะมีอาการเหนื่อย เมื่อยล้าทั่วร่างกาย แต่หลังจากที่มีการนวดไล่ลม ปรับการไหลเวียนของลมในกายให้ไหลเวียนออกตามรูขุมขนได้ อาการต่างๆที่เคยเป็นก็ค่อยเบาลง จนเมื่อ2สัปดาห์ที่แล้ว มีงานเร่ง ต้องยืนทำงานตั้งแต่ตอนเช้า ต่อเนื่องไปถึงตอนเย็น กลับกลายเป็นว่าเมื่อไปนั่งพัก อาการเมื่อยล้าต่างๆไม่ปรากฎขึ้น
และการขับรถทางไกลก็เหมือนกัน ผู้ป่วยเล่าว่า ครั้งล่าสุดได้เดินทางโดยขับรถยนต์ไปเชียงใหม่ ในครั้งนี้เป็นผู้ขับคนเดียว ไม่ต้องให้หลานมาช่วยขับ และเมื่อไปถึงเชียงใหม่ก็ยังมีกำลังเหลือพอ ก็ยังเป็นคนขับพาคนในครอบครัวตะเวนเที่ยวในเชียงใหม่ได้อีก
เปรียบเปรยว่าเหมือนกลับมาเป็นหนุ่มสาวได้อีกครั้ง
การนวดเส้น คือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ ดังนั้นการนวดเส้นจึงเป็นการปรับสมดุลของธาตุดินน้ำลมไฟ เป็นธาตุพื้นฐานในร่างกายเรา
นวดเพื่อผ่อนคลายความตึงของกล้ามเนื้อ
นวดคลึงเพื่อคลายพังผืดที่ปกคลุมกล้ามเนื้อ
นวดเพื่อกระตุ้น ทำให้การไหลเวียนของน้ำเลือดในเส้นเลือดแดง เส้นเลือดดำ ให้ไหลเวียนเป็นปกติ
นวดเพื่อกระตุ้นให้การไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองในร่างกาย กลับมาเป็นปกติ
ในสตรีนวดเพื่อช่วยให้การไหลเวียนของเลือดลม ในระบบสืบพันธุ์คือมดลูก มีการไหลเวียนของเลือดลมดีขึ้น
นวดเพื่อการไหลเวียนของลมตามแนวเส้น ให้ไหลเวียนเป็นปกติ ไม่ขัด หรือลมไม่อั้นอยู่ตามกล้ามเนื้อ อวัยวะต่างๆ
นวดเพื่อปรับให้ธาตุไฟในกายไม่กำเริบ
การนวดไล่ลม เป็นการนวดที่เน้นในการปรับการไหลเวียนของธาตุลมเป็นหลัก ลมในกายเราก็เท่ากับขนาดของร่างกายผู้นั้น อาการของโรคลมในกาย เป็นเพียงแค่การไหลเวียนของลมในกายไม่ปกติ คือลมไม่สามารถไหลออกตามข้อกระดูกต่างๆ ลมไม่สามารถไหลออกตามทวารต่างๆของร่างกาย ลมไม่สามารถไหลออกตามรูขุมขนของร่างกาย
เมื่อลมไม่สามารถออกนอกกายได้ พลังงานที่สั่งสมอยู่ในกายก็ไม่สามารถเคลื่อนออกไปนอกกายด้วยเช่นกัน จึงทำให้เกิดการสั่งสมของพลังงาน อยู่ในกายเรา เราจึงมีอาการป่วยเช่นตึง เมื่อย ตัวแข็ง อาการปวดเรื้อรังต่างๆ อาการร้อนข้างในกายแต่ไม่มีไข้ ฯลฯ
ผู้ป่วยรายหนึ่ง อยู่ถนนนาคนิวาส มีอาการป่วยเรื้อรังอาการหลักๆคือ ลมออกหู มีอาการอย่างอื่นๆด้วยคือ อาการร้อนอยู่ข้างในกายแต่ไม่มีไข้ ปวดมึนศรีษะ อาการปวดหลัง ปวดเอว เมื่อยล้าขาเมื่อขับรถ
หลังจากที่มีการนวดไล่ลมไปประมาณ 8-9เดือน อาการต่างๆก็คลายตัวลง อาการลมออกหู เสียงที่ดังก็เบาลง อาการร้อนในกายก็หายไป หายใจได้ลึกขึ้น การนอนหลับก็ดีขึ้น อาการปวดเมื่อย ปวดหลัง ปวดเอว ปวดเมื่อยขาเวลายืน เดิน ขับรถนานๆก็หายไป
ล่าสุดผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมาก่อนจะมีการนวดไล่ลม มีอาการแน่นล้า เมื่อก่อนยืนทำงานประมาณ1ชั่วโมง แล้วมานั่งพัก จะมีอาการเหนื่อย เมื่อยล้าทั่วร่างกาย แต่หลังจากที่มีการนวดไล่ลม ปรับการไหลเวียนของลมในกายให้ไหลเวียนออกตามรูขุมขนได้ อาการต่างๆที่เคยเป็นก็ค่อยเบาลง จนเมื่อ2สัปดาห์ที่แล้ว มีงานเร่ง ต้องยืนทำงานตั้งแต่ตอนเช้า ต่อเนื่องไปถึงตอนเย็น กลับกลายเป็นว่าเมื่อไปนั่งพัก อาการเมื่อยล้าต่างๆไม่ปรากฎขึ้น
และการขับรถทางไกลก็เหมือนกัน ผู้ป่วยเล่าว่า ครั้งล่าสุดได้เดินทางโดยขับรถยนต์ไปเชียงใหม่ ในครั้งนี้เป็นผู้ขับคนเดียว ไม่ต้องให้หลานมาช่วยขับ และเมื่อไปถึงเชียงใหม่ก็ยังมีกำลังเหลือพอ ก็ยังเป็นคนขับพาคนในครอบครัวตะเวนเที่ยวในเชียงใหม่ได้อีก
เปรียบเปรยว่าเหมือนกลับมาเป็นหนุ่มสาวได้อีกครั้ง
ป่วยแล้ว ไม่ต้องเลิกทำอิริยาบทเดิมๆ
ป่วยแล้ว ไม่ต้องเลิกทำอิริยาบทเดิมๆ
อาการป่วยที่เกิดจากการที่เราทำงาน หรือออกกำลังกล้ามเนื้อ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกล้ามเนื้อบาดเจ็บ เรื้อรัง จะรักษาอย่างไรก็ไม่หายถ้าเราไม่เลิกพฤติกรรมนั้นๆ รักษาไปอาการเดี๋ยวก็กลับมาอีก
คนส่วนมากจะเคยได้ยินคำที่ว่านี้ จริงๆก็เป็นเช่นนั้น เพราะการที่ร่างกายขยับเขยื้อนอวัยวะส่วนใด จะมีพลังงานเข้ามาสั่งสมในร่างกายเรา เช่น
ยกของหนัก พลังงานก็จะเข้ามาทางมือ แขน ไหล่
ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ พลังงานก็จะเข้ามาทางมือ แขน ไหล่ ตา ศรีษะ
ตีแบดมินตัน พลังงานก็จะเข้ามาทางมือ แขน ไหล่ ตา ศรีษะ เท้า
ขับรถ พลังงานก็จะเข้ามาทางมือ แขน ไหล่ ตา ศรีษะ เท้า
ความเครียด การนอนไม่พอ นอนดึก ก็มีส่วนในการทำให้เส้นตึง เลือดลมไม่ไหลเวียน
เมื่อร่างกายเรามีอาการบาดเจ็บเรื้อรังจากการทำงาน จากการเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวัน พลังงานที่ร่างกายรับเข้ามานี้ สั่งสมเพิ่มขึ้นทุกวัน ทุกทิศทุกทาง เมื่อพลังงานเหล่านี้ไม่ได้มีการระบายออกมา การสั่งสมของพลังงาน นั้นจะมากขึ้นตลอดเวลา ทุกๆวัน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี เป็นสิบๆปี
เหมือนกับเขื่อนเก็บน้ำขนาดใหญ่ ถ้าเราเอาแต่เก็บน้ำเข้าเขื่อน ไม่ระบายน้ำออกจากเขื่อนเลย สักวันหนึ่ง น้ำจะเต็มเขื่อน วันที่น้ำเต็มเขื่อน ปริมาณน้ำมหาศาลที่อยู่ในเขื่อน ความดันของน้ำที่สะสมจะมากที่สุด ที่ตัวเขื่อนอาจจะรับไม่ไหว แต่ก่อนที่ระดับน้ำจะสูงไปจนล้นเขื่อน ตัวเขื่อนก็ยังมีสปริงเวย์ ( ทางระบายน้ำล้น ) เป็นทางที่จะนำน้ำส่วนเกิน ที่จะมากเกินไป ให้ไหลออกทางสปริงเวย์ จึงเป็นการป้องกันไม่ให้น้ำลงไปในเขื่อนมากจนเต็ม
ร่างกายเราเมื่อพลังงานสั่งสมเข้ามาในร่างกาย จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี พลังงานก็จะสั่งสมอยู่ในแนวเส้น ต้นคอ ท่อนแขน ท่อนขา ตามแนวบ่า โคนแขน โคนขา แล้วพลังงานจะค่อยๆ แพร่กระจายไปครอบคลุมแนวเส้น ที่ต่อเนื่องกัน พลังงานแพร่ไปตามอวัยวะ กล้ามเนื้อต่างๆ
จนถึงจุดที่ร่างกายเรา จะรับพลังงานเหล่านี้ไม่ได้แล้ว ร่างกายเราจะมีวิธีการระบายพลังงานนั้นๆออกไป โดยออกมากับลมที่ไหลออกนอกร่างกาย เช่นการเรอ การหาว การไอ การจาม การผายลม ลมที่ออกตามข้อกระดูกต่างๆ ลมที่ไหลออกตามทวารต่างๆ ลมออกหู ลมออกที่ตา ลมออกที่ปาก ลมออกที่ทวารหนัก ลมออกที่ทวารเบา ลมออกช่องคลอด การกรน ทุกๆส่วนของร่างกายที่ลมไหลออกไปได้ ลมจะนำพลังงานที่สั่งสมจนจะล้น ให้ออกไปนอกร่างกาย และการนวดไล่ลมก็เป็นการนวดบำบัดเพื่อที่จะนำพลังงานที่สั่งสมนี้ให้คลายออก โดยไหลไปกับลมที่วิ่งออกนอกร่างกายเรา
กรณีของผู้ป่วยท่านหนึ่งอยู่แถวลาดพร้าว ก่อนนวดมีอาการหลักๆ คือลมออกหู ปวดมึนศรีษะ ปวดหลังปวดเอว นิ้วล็อค ยืนทำงานได้ไม่นานจะปวดเมื่อย เส้นขาตึง
หลังจากนวดมาได้ระยะเวลาหนึ่ง ประมาณ7-8 เดือน อาการต่างๆก็ค่อยๆหายไป อาการลมออกหูเบาลงมา อาการปวดมึนศรีษะก็หายไป อาการปวดหลังปวดเอวก็หายไป นิ้วโป้งที่เคยตึงจะล็อคเมื่อ3-4เดือนก่อนก็คลายหายไป ระยะหลังๆอาการล้าแขนขาจากการขับรถก็หายไป ล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเล่าให้ฟังว่าสามารถยืนทำงานหลายๆชั่วโมงได้ โดยหลังจากทำงานเสร็จไม่มีอาการเมื่อยล้าเหมือนก่อนนี้ที่เคยเป็น
ที่ยกตัวอย่างกรณีนี้ขึ้นมา เพราะการที่เรานวดไล่ลม ทำให้ลมไหลเวียนออกนอกกายได้ พลังงานที่สั่งสมอยู่ก็จะเคลื่อนไหลออกนอกกายเราด้วย ทำให้ความดันของลมและพลังงานที่หนาแน่นอยู่ ให้เบาบางลง เมื่อพลังงานคลายออกไปเรื่อยๆ อาการตึงของแนวเส้นก็จะคลายตัวลงมาเอง อาการที่ลมและพลังงานไปกดทับกล้ามเนื้อ กดทับอวัยวะก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ จนพลังงานที่เคยสั่งสมอยู่ออกมาได้มากแล้ว อาการบาดเจ็บเรื้อรังก็จะค่อยๆคลายหายไปเอง ( ดูจากลมที่วิ่งร้อนออกตามรูขุมขน ตามท่อนกระดูก ของร่างกายซีกที่เรานวดไล่ลมอยู่ )
จึงมาถึงคำกล่าวที่ว่า อาการป่วยที่เกิดจากการที่เราทำงาน หรือออกกำลังกล้ามเนื้อ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกล้ามเนื้อบาดเจ็บ เรื้อรัง จะรักษาอย่างไรก็ไม่หายถ้าเราไม่เลิกพฤติกรรมนั้นๆ รักษาไปอาการเดี๋ยวก็กลับมาอีก ถ้าเรานวดไล่ลม นำพลังงานที่สั่งสมอยู่ในกายออกไปนอกร่างกายได้ เรายังสามารถใช้ชีวิตประจำวันของเราอย่างปกติได้ เรายังคงสามารถทำงานต่างๆที่เราทำอยู่ได้ แค่เราต้องมีการปรับไล่ลมในกาย ให้ไหลออกนอกกายด้วย พลังงานก็จะไม่สั่งสมจนแน่นตึง จนทำให้เราบาดเจ็บขึ้นมาอีก
อาการป่วยที่เกิดจากการที่เราทำงาน หรือออกกำลังกล้ามเนื้อ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกล้ามเนื้อบาดเจ็บ เรื้อรัง จะรักษาอย่างไรก็ไม่หายถ้าเราไม่เลิกพฤติกรรมนั้นๆ รักษาไปอาการเดี๋ยวก็กลับมาอีก
คนส่วนมากจะเคยได้ยินคำที่ว่านี้ จริงๆก็เป็นเช่นนั้น เพราะการที่ร่างกายขยับเขยื้อนอวัยวะส่วนใด จะมีพลังงานเข้ามาสั่งสมในร่างกายเรา เช่น
ยกของหนัก พลังงานก็จะเข้ามาทางมือ แขน ไหล่
ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ พลังงานก็จะเข้ามาทางมือ แขน ไหล่ ตา ศรีษะ
ตีแบดมินตัน พลังงานก็จะเข้ามาทางมือ แขน ไหล่ ตา ศรีษะ เท้า
ขับรถ พลังงานก็จะเข้ามาทางมือ แขน ไหล่ ตา ศรีษะ เท้า
ความเครียด การนอนไม่พอ นอนดึก ก็มีส่วนในการทำให้เส้นตึง เลือดลมไม่ไหลเวียน
เมื่อร่างกายเรามีอาการบาดเจ็บเรื้อรังจากการทำงาน จากการเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวัน พลังงานที่ร่างกายรับเข้ามานี้ สั่งสมเพิ่มขึ้นทุกวัน ทุกทิศทุกทาง เมื่อพลังงานเหล่านี้ไม่ได้มีการระบายออกมา การสั่งสมของพลังงาน นั้นจะมากขึ้นตลอดเวลา ทุกๆวัน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี เป็นสิบๆปี
เหมือนกับเขื่อนเก็บน้ำขนาดใหญ่ ถ้าเราเอาแต่เก็บน้ำเข้าเขื่อน ไม่ระบายน้ำออกจากเขื่อนเลย สักวันหนึ่ง น้ำจะเต็มเขื่อน วันที่น้ำเต็มเขื่อน ปริมาณน้ำมหาศาลที่อยู่ในเขื่อน ความดันของน้ำที่สะสมจะมากที่สุด ที่ตัวเขื่อนอาจจะรับไม่ไหว แต่ก่อนที่ระดับน้ำจะสูงไปจนล้นเขื่อน ตัวเขื่อนก็ยังมีสปริงเวย์ ( ทางระบายน้ำล้น ) เป็นทางที่จะนำน้ำส่วนเกิน ที่จะมากเกินไป ให้ไหลออกทางสปริงเวย์ จึงเป็นการป้องกันไม่ให้น้ำลงไปในเขื่อนมากจนเต็ม
ร่างกายเราเมื่อพลังงานสั่งสมเข้ามาในร่างกาย จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี พลังงานก็จะสั่งสมอยู่ในแนวเส้น ต้นคอ ท่อนแขน ท่อนขา ตามแนวบ่า โคนแขน โคนขา แล้วพลังงานจะค่อยๆ แพร่กระจายไปครอบคลุมแนวเส้น ที่ต่อเนื่องกัน พลังงานแพร่ไปตามอวัยวะ กล้ามเนื้อต่างๆ
จนถึงจุดที่ร่างกายเรา จะรับพลังงานเหล่านี้ไม่ได้แล้ว ร่างกายเราจะมีวิธีการระบายพลังงานนั้นๆออกไป โดยออกมากับลมที่ไหลออกนอกร่างกาย เช่นการเรอ การหาว การไอ การจาม การผายลม ลมที่ออกตามข้อกระดูกต่างๆ ลมที่ไหลออกตามทวารต่างๆ ลมออกหู ลมออกที่ตา ลมออกที่ปาก ลมออกที่ทวารหนัก ลมออกที่ทวารเบา ลมออกช่องคลอด การกรน ทุกๆส่วนของร่างกายที่ลมไหลออกไปได้ ลมจะนำพลังงานที่สั่งสมจนจะล้น ให้ออกไปนอกร่างกาย และการนวดไล่ลมก็เป็นการนวดบำบัดเพื่อที่จะนำพลังงานที่สั่งสมนี้ให้คลายออก โดยไหลไปกับลมที่วิ่งออกนอกร่างกายเรา
กรณีของผู้ป่วยท่านหนึ่งอยู่แถวลาดพร้าว ก่อนนวดมีอาการหลักๆ คือลมออกหู ปวดมึนศรีษะ ปวดหลังปวดเอว นิ้วล็อค ยืนทำงานได้ไม่นานจะปวดเมื่อย เส้นขาตึง
หลังจากนวดมาได้ระยะเวลาหนึ่ง ประมาณ7-8 เดือน อาการต่างๆก็ค่อยๆหายไป อาการลมออกหูเบาลงมา อาการปวดมึนศรีษะก็หายไป อาการปวดหลังปวดเอวก็หายไป นิ้วโป้งที่เคยตึงจะล็อคเมื่อ3-4เดือนก่อนก็คลายหายไป ระยะหลังๆอาการล้าแขนขาจากการขับรถก็หายไป ล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเล่าให้ฟังว่าสามารถยืนทำงานหลายๆชั่วโมงได้ โดยหลังจากทำงานเสร็จไม่มีอาการเมื่อยล้าเหมือนก่อนนี้ที่เคยเป็น
ที่ยกตัวอย่างกรณีนี้ขึ้นมา เพราะการที่เรานวดไล่ลม ทำให้ลมไหลเวียนออกนอกกายได้ พลังงานที่สั่งสมอยู่ก็จะเคลื่อนไหลออกนอกกายเราด้วย ทำให้ความดันของลมและพลังงานที่หนาแน่นอยู่ ให้เบาบางลง เมื่อพลังงานคลายออกไปเรื่อยๆ อาการตึงของแนวเส้นก็จะคลายตัวลงมาเอง อาการที่ลมและพลังงานไปกดทับกล้ามเนื้อ กดทับอวัยวะก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ จนพลังงานที่เคยสั่งสมอยู่ออกมาได้มากแล้ว อาการบาดเจ็บเรื้อรังก็จะค่อยๆคลายหายไปเอง ( ดูจากลมที่วิ่งร้อนออกตามรูขุมขน ตามท่อนกระดูก ของร่างกายซีกที่เรานวดไล่ลมอยู่ )
จึงมาถึงคำกล่าวที่ว่า อาการป่วยที่เกิดจากการที่เราทำงาน หรือออกกำลังกล้ามเนื้อ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกล้ามเนื้อบาดเจ็บ เรื้อรัง จะรักษาอย่างไรก็ไม่หายถ้าเราไม่เลิกพฤติกรรมนั้นๆ รักษาไปอาการเดี๋ยวก็กลับมาอีก ถ้าเรานวดไล่ลม นำพลังงานที่สั่งสมอยู่ในกายออกไปนอกร่างกายได้ เรายังสามารถใช้ชีวิตประจำวันของเราอย่างปกติได้ เรายังคงสามารถทำงานต่างๆที่เราทำอยู่ได้ แค่เราต้องมีการปรับไล่ลมในกาย ให้ไหลออกนอกกายด้วย พลังงานก็จะไม่สั่งสมจนแน่นตึง จนทำให้เราบาดเจ็บขึ้นมาอีก
หายใจโล่ง หายใจเต็มปอด
หายใจโล่ง หายใจเต็มปอด
เมื่อวานนี้ ได้ไปนวดไล่ลมให้ผู้ป่วยที่บำบัดเรื่องลมมาระยะหนึ่งแล้วแถวศาลายา นครปฐม และได้นวดไล่ลมให้กับลูกสาวที่มีอาการไมเกรน หายใจไม่ทั่วท้อง อาการคอบ่าไหล่ ปวดหลัง ปวดเอว ขัดที่สลักเพชร เส้นที่ขาตึงเนื่องจากเดินทางบ่อยๆ ปวดตึงขึ้นมาจนถึงแนวหลัง
ได้เคยนวดให้ผู้ป่วยแล้วครั้งหนึ่ง ประมาณ1สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากอายุยังไม่มาก และอาการที่ปรากฎขึ้นมาเป็นแค่การขัดของลม เพียงแค่การไหลเวียนของลมในกายไม่ปกติ ลมในกายไม่สามารถไหลออกตามรูขุมขน ตามทวาร ตามข้อต่างๆ ทำให้พลังงานที่กระทบและสั่งสมเข้ามาในร่างกาย เมื่อลมในกายไม่สามารถไหลออกนอกกายได้ พลังงานที่ได้เข้ามาก็ออกไปไม่ได้ด้วย จึงทำให้มีการสั่งสมพลังงานในแนวเส้น นานวันเข้าพลังงานก็ค่อยๆกระจายออกจากแนวเส้น ไปตามช่องท้อง ในลำคอ ในกระโหลกศรีษะ
เมื่อลมไม่สามารถเคลื่อนไหลออกนอกกายได้ ทำให้พลังงานที่สั่งสมอยู่ในกายก็ไม่สามารถคลายออกไปด้วย พลังงานนี้ไปกดบีบ กล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออวัยวะ ทำให้การทำงานของอวัยวะเสียสภาพลงไป ผู้ป่วยมีอาการปวดมึนศรีษะเวลาไปยืนเดินในที่ๆมีอุณหภูมิสูง ( จากห้องแอร์แล้วไปเดินกลางแดด ) มีอาการอึดอัดหายใจไม่ทั่วท้อง หายใจได้สั้นๆ
หลังจากนวดไล่ลมในครั้งแรก การหายใจดีขึ้น หายใจได้ลึกขึ้น ทั้งนี้เพราะเมื่อเรานวดไล่ลมที่ต้นขาท่อนบน ในท่านอนคว่ำ ลมและพลังงานในแนวเส้นได้เคลื่อนไหลออกที่ข้อหัวเข่า ข้อตาตุ่ม ออกตามกระดูกเท้า ออกตลอดตามรูขุมขนตามแนวเส้นขาด้านหลัง
เมื่อลมไหลออกได้ พลังงานที่สั่งสมภายในกายเราก็เคลื่อนไหลออกมาด้วย เริ่มต้นขาเริ่มเบา
เมื่อรูขุมขนตลอดแนวขาด้านหลังเปิดโล่ง ลมและพลังงานเคลื่อนไหลออกได้ ลมที่อยู่ในช่องท้อง จะเกิดการแพร่ของพลังงานในแนวด้านบนลำตัว ตามแนวเส้นหลัง ลมจะแพร่ออกจากช่องท้อง จะแพร่ออกจากลำคอ จะแพร่ออกจากกระโหลกศรีษะ ไหลตามลมที่ไหลโล่ง วิ่งร้อนออกไปที่ปลายเท้า ทำให้ช่องท้องที่เคยบวมโต แฟบลงมา พลังงานที่เคยไปกดทับอวัยวะภายในช่องท้องทุกอย่างคลายตัวลง
ปอดหดตัว-ขยายตัวได้เป็นปกติ เวลาที่หายใจ การหายใจจึงโล่ง หายใจได้ลึก หายใจได้เต็มปอด
ลมในกระโหลกศรีษะก็จะไหลออก พลังงานก็จะค่อยๆแพร่ลงมาออกด้านล่าง คือวิ่งเฉื่อยไหลตามลมที่ไหลออกตามแนวรูขุมขนที่ขา และไหลออกปลายเท้า ทำให้ลมหรือพลังงานที่ไปกดเนื้อสมอง เส้นเลือดสมองน้อยลง ทำให้อาการปวดข้างในศรีษะลดลง
เมื่อวานนี้ ได้ไปนวดไล่ลมให้ผู้ป่วยที่บำบัดเรื่องลมมาระยะหนึ่งแล้วแถวศาลายา นครปฐม และได้นวดไล่ลมให้กับลูกสาวที่มีอาการไมเกรน หายใจไม่ทั่วท้อง อาการคอบ่าไหล่ ปวดหลัง ปวดเอว ขัดที่สลักเพชร เส้นที่ขาตึงเนื่องจากเดินทางบ่อยๆ ปวดตึงขึ้นมาจนถึงแนวหลัง
ได้เคยนวดให้ผู้ป่วยแล้วครั้งหนึ่ง ประมาณ1สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากอายุยังไม่มาก และอาการที่ปรากฎขึ้นมาเป็นแค่การขัดของลม เพียงแค่การไหลเวียนของลมในกายไม่ปกติ ลมในกายไม่สามารถไหลออกตามรูขุมขน ตามทวาร ตามข้อต่างๆ ทำให้พลังงานที่กระทบและสั่งสมเข้ามาในร่างกาย เมื่อลมในกายไม่สามารถไหลออกนอกกายได้ พลังงานที่ได้เข้ามาก็ออกไปไม่ได้ด้วย จึงทำให้มีการสั่งสมพลังงานในแนวเส้น นานวันเข้าพลังงานก็ค่อยๆกระจายออกจากแนวเส้น ไปตามช่องท้อง ในลำคอ ในกระโหลกศรีษะ
เมื่อลมไม่สามารถเคลื่อนไหลออกนอกกายได้ ทำให้พลังงานที่สั่งสมอยู่ในกายก็ไม่สามารถคลายออกไปด้วย พลังงานนี้ไปกดบีบ กล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออวัยวะ ทำให้การทำงานของอวัยวะเสียสภาพลงไป ผู้ป่วยมีอาการปวดมึนศรีษะเวลาไปยืนเดินในที่ๆมีอุณหภูมิสูง ( จากห้องแอร์แล้วไปเดินกลางแดด ) มีอาการอึดอัดหายใจไม่ทั่วท้อง หายใจได้สั้นๆ
หลังจากนวดไล่ลมในครั้งแรก การหายใจดีขึ้น หายใจได้ลึกขึ้น ทั้งนี้เพราะเมื่อเรานวดไล่ลมที่ต้นขาท่อนบน ในท่านอนคว่ำ ลมและพลังงานในแนวเส้นได้เคลื่อนไหลออกที่ข้อหัวเข่า ข้อตาตุ่ม ออกตามกระดูกเท้า ออกตลอดตามรูขุมขนตามแนวเส้นขาด้านหลัง
เมื่อลมไหลออกได้ พลังงานที่สั่งสมภายในกายเราก็เคลื่อนไหลออกมาด้วย เริ่มต้นขาเริ่มเบา
เมื่อรูขุมขนตลอดแนวขาด้านหลังเปิดโล่ง ลมและพลังงานเคลื่อนไหลออกได้ ลมที่อยู่ในช่องท้อง จะเกิดการแพร่ของพลังงานในแนวด้านบนลำตัว ตามแนวเส้นหลัง ลมจะแพร่ออกจากช่องท้อง จะแพร่ออกจากลำคอ จะแพร่ออกจากกระโหลกศรีษะ ไหลตามลมที่ไหลโล่ง วิ่งร้อนออกไปที่ปลายเท้า ทำให้ช่องท้องที่เคยบวมโต แฟบลงมา พลังงานที่เคยไปกดทับอวัยวะภายในช่องท้องทุกอย่างคลายตัวลง
ปอดหดตัว-ขยายตัวได้เป็นปกติ เวลาที่หายใจ การหายใจจึงโล่ง หายใจได้ลึก หายใจได้เต็มปอด
ลมในกระโหลกศรีษะก็จะไหลออก พลังงานก็จะค่อยๆแพร่ลงมาออกด้านล่าง คือวิ่งเฉื่อยไหลตามลมที่ไหลออกตามแนวรูขุมขนที่ขา และไหลออกปลายเท้า ทำให้ลมหรือพลังงานที่ไปกดเนื้อสมอง เส้นเลือดสมองน้อยลง ทำให้อาการปวดข้างในศรีษะลดลง
วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
เหมือนระบมในปาก
เหมือนระบมในปาก
ผู้ป่วยหญิงคนหนึ่งที่เคยได้นวดบำบัด อาการก้อนลมที่เต้านม อาการนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ป่วยเดิน แล้วจะตกบันไดสะพานลอย จึงคว้าราวบันได เมื่อแขนกระชาก พลังงานสะเทือนเข้ามาตามท่อนแขน ไปสุดที่โคนแขน-รักแร้
หลังจากนั้น2เดือน ปรากฎมีก้อนเกิดขึ้นบริเวณเต้านม ฝั่งติดกับรักแร้ เป็นแขนข้างเดียวกับที่คว้าราวบันไดสะพานลอย เมื่อกดลงบนก้อนนั้น ปรากฎว่ายุบลง แต่ไปโผล่แนวด้านข้าง
ภายหลังจากที่นวดไล่ลม ให้ลมที่ขัดในแนวข้างขาด้านใน ( ท่านอนตะแคง ) แนวสะบัก แนวบ่า แนวแขน ให้แนวที่ว่านี้คลายตัว ลมไหลออกนอกกายได้ ปรากฎว่าในขณะที่นวด ก้อนที่ว่านั้นยุบ และหายไป
ในหลักการเดียวกัน ผู้ป่วยอีกรายหนึ่งที่นวดบำบัดอาการลมออกหู มาจากการทำงาน ได้รับเสียงดังเป็นเวลานาน เป็นเวลานานหลายๆปี เสียงที่ได้ยินช่วงที่อาการหนักๆอยู่ในระดับ 8 ได้ยินทุกวัน
หลังจากที่มีการนวดไล่ลม อาการลมออกหูทุเลาลง ยังคงได้ยินเสียง แต่ระดับเสียงที่ได้ยินลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3-4 แต่มีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นคือ
มีเสียงเหมือนฟันขบกันบริเวณฟันกราม เป็นอย่างนี้ประมาณ10กว่าครั้ง แต่ครั้งหลังสุดมีอาการไม่เหมือนเดิม ครั้งนี้มีอาการเหมือนในช่องปาก กรามระบม มีอาการหนึ่งวันเต็มๆ แล้วอาการก็หายไป หลังจากนั้นอีก1สัปดาห์ เมื่อไปนวดซ้ำอีกครั้ง อาการเสียงเหมือนฟันขบกันบริเวณฟันกราม อาการกรามระบม ก็ไม่ปรากฎขึ้นอีก
พลังงานเสียงที่สะเทือนเข้ามาทางหูมากๆนานๆ ทำให้หูอื้อ หูตึง ลมออกหูได้ เมื่อร่างกายเราสั่งสมพลังงานเสียงที่หูมากขึ้นเป็นเวลานานเป็นสิบๆปี พลังงานก็จะค่อยๆขยับเคลื่อนไปแนวที่ต่อเนื่องกันอยู่ ยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งแผ่กระจายพลังงานไปเป็นวงกว้างขึ้น
หู และ กราม เป็นอวัยวะที่อยู่ใกล้ชิดกัน ดังนั้นพลังงานที่ซึมซับเข้ามาทางการได้ยิน เข้ามาทางหู จึงค่อยๆสั่งสม และกระจายออกรอบๆ ทุกๆด้าน พลังงานจึงเคลื่อนไปถึงกราม สั่งสมไว้นานวัน
เมื่อได้รับการกดนวดไล่ลม พลังงานที่สั่งสมในแนวหูเริ่มลดลงมาเรื่อยๆ ดูจากระดับความดังของเสียงลมออกหู ลดลงมา และเริ่มเกิดการคลายตัวของพลังงานที่เคยเคลื่อนมาฝังตัวที่กราม มีการคลายตัวบ่อยขึ้น มีเสียงเหมือนฟันขบกัน ... จนในที่สุด เป็นอาการเหมือนช่องปากระบม เป็นอยู่หนึ่งวันแล้วก็หายไป ถือว่าเป็นสัญญานที่ดี แสดงว่าพลังงานที่เคยเคลื่อนขยายไปตามแนวกราม ที่เคยสั่งสมอยู่ ได้เวลาเริ่มเคลื่อนตัว ไหลออกนอกกายเรา
วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
นอนไม่เต็มอิ่ม นอนตื่นแล้วไม่สดชื่น
นอนไม่เต็มอิ่ม นอนตื่นแล้วไม่สดชื่น
การพักผ่อนที่ดีที่สุดของร่างกายคือการนอนหลับ อวัยวะและกล้ามเนื้อต่างๆของร่างกายจะได้หยุดพัก หยุดการเคลื่อนไหว อวัยวะหรือกล้ามเนื้อส่วนที่บาดเจ็บก็จะได้รับการพัก เพื่อฟื้นตัว
แต่ก็มีอวัยวะหรือกล้ามเนื้อเช่นหัวใจ เป็นอวัยวะหรือกล้ามเนื้อที่ไม่มีการหยุดพัก เพราะต้องสูบฉีดเลือดเข้าสู่เส้นเลือดตลอดเวลา และต้องสูบฉีดเลือดไปให้ทั่วถึงทุกเซลล์ ทุกกล้ามเนื้อ ทุกอวัยวะในร่างกาย
อวัยวะที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือสมอง สมองเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งในร่างกาย สมองมีหน้าที่โดยตรงคือควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆทั่วร่างกายเรา สมองก็มีเส้นเลือดมาเลี้ยงสมอง มีทั้งเส้นเลือดแดงที่นำสารอาหารและก๊าซออกซิเจนมาให้เซลล์สมอง และเส้นเลือดดำที่นำของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับไปฟอกที่ปอด
การไหลเวียนเลือดที่ไม่ดีพอ ย่อมมีผลทำให้เลือดแดงขึ้นไปเลี้ยงอวัยวะบนศรีษะไม่เพียงพอ เส้นเลือดสมองมีเลือดแดงไหลผ่านในปริมาณที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้สารอาหารและอ็อกซิเจนไม่เพียงพอ ในขณะเดียวกัน ของเสียในเลือดดำก็มีการไหลกลับเข้าไปฟอกที่ปอดได้น้อยกว่าปกติ ของเสียในเลือดดำ และคาร์บอนไดออกไซด์ สั่งสมอยู่ในกระแสเลือด บริเวณสมอง จึงทำให้เกิดความง่วง หาว นอนไม่เต็มอิ่ม นอนนานๆแต่ก็ไม่สดชื่น ไม่กระปรี้กระเปร่า ทั้งหมดนี้เกิดจากการที่เลือดลมในกายเราไหลเวียนได้ไม่เป็นปกติ ไม่ดีพอ
การนวดเส้นคือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ ทีนี้ลองนึกภาพดูว่า เวลาที่เราตะคริวขึ้นที่ขา ที่น่อง กล้ามเนื้อที่น่องจะแข็ง เกร็ง ตึง เราจะมีอาการปวด เจ็บที่น่อง เมื่อเรานวดคลาย ยืด ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นคลายตัว เลือดและลมไหลเวียนดีขึ้น อาการตะคริวขึ้น อาการปวดเจ็บ ก็จะหายไปเอง
การที่เส้นคอตึง บ่าตึง ไหล่ตึง กล้ามเนื้อแข็งตัว ย่อมหมายถึงเส้นเลือดฝังตัวอยู่ในกล้ามเนื้อที่แข็ง เกร็ง ส่งผลโดยตรงทำให้เลือดและลมไหลผ่านบริเวณคอ บ่า ไหล่ ได้ไม่สะดวก
หัวใจก็ต้องพยายามที่จะส่งเลือดให้ผ่านเส้นเลือดแดง เพื่อที่จะนำสารอาหารและก๊าซออกซิเจนขึ้นไปเลี้ยงสมอง แต่ก็ไปได้ไม่เต็มที่
และหัวใจก็ต้องรับเลือดดำที่จะไหลกลับจากสมองไปฟอกให้เป็นเลือดแดงที่ปอด และการที่คอ บ่า ไหล่ตึงกล้ามเนื้อแข็งตัว นั่นย่อมหมายถึงเลือดดำที่จะไหลกลับมาที่ปอดก็จะมาได้น้อยกว่าปกติ
จึงมาถึงคำตอบที่ถามไว้ว่า ทำไมนอนวันละหลายๆชั่วโมงก็ยังไม่สดชื่น
การนอนได้เต็มอิ่มหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่ได้นอนนาน7-8ชั่วโมงต่อวัน แต่ขึ้นอยู่กับเลือดลมที่ไหลเวียนในกาย โดยเฉพาะศีรษะ สมอง ผิวหน้า การที่เรามีอาการ ปวดคอบ่าไหล่ ปวดไมเกรน ปวดมึนในศรีษะ ไมเกรนขึ้นตา ปวดขมับ อาการภูมิแพ้ คัดจมูก ไอ จาม หาวบ่อย เรอบ่อย ทั้งหมดนี้เป็นผลกระทบจากการที่เลือดลมไหลเวียนไม่ดี
เมื่อเลือดแดงขึ้นไปเลี้ยงสมองไม่พอ เหมือนคนไม่ได้กินข้าว กล้ามเนื้อสมองจะขาดเลือด ทำให้หัวใจต้องพยายามสูบฉีดเลือดไปให้ถึงสมองตามคำสั่งของสมอง ผลข้างเคียงก็คือ ความดันหัวใจก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ และโอกาสต่อไปก็เส้นเลือดสมองตีบ และแตกได้
และเมื่อเลือดดำไหลกลับเข้ามาที่ปอดได้ไม่เต็มที่เพราะคอ บ่า ไหล่ตึง ของเสียที่ออกมาจากเซลล์กล้ามเนื้อสมองจึงกลับเข้าไปที่ปอดได้ไม่หมด ของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จึงคั่งค้างอยู่ที่ศีรษะ เราจึงมีความรู้สึกไม่สดชื่น ง่วงนอน นอนไม่อิ่ม ผิวพรรณหยาบกร้าน สิว ฝ้า ขึ้นตามใบหน้า
เมื่อเราพักผ่อนนอนหลับออกซิเจนก็ยังขึ้นไปเลี้ยงเซลล์สมองไม่เต็มที่ จึงทำให้เมื่อเราตื่นนอนขึ้นมา ไม่สดชื่น หลับไม่ลึก ไม่เต็มอิ่ม หลับตื่นหลับตื่นตลอด เมื่อเราบำบัดให้เลือดและลมไหลเวียนดีแล้ว อาการต่างๆนี้ก็จะหายไปเอง
การพักผ่อนที่ดีที่สุดของร่างกายคือการนอนหลับ อวัยวะและกล้ามเนื้อต่างๆของร่างกายจะได้หยุดพัก หยุดการเคลื่อนไหว อวัยวะหรือกล้ามเนื้อส่วนที่บาดเจ็บก็จะได้รับการพัก เพื่อฟื้นตัว
แต่ก็มีอวัยวะหรือกล้ามเนื้อเช่นหัวใจ เป็นอวัยวะหรือกล้ามเนื้อที่ไม่มีการหยุดพัก เพราะต้องสูบฉีดเลือดเข้าสู่เส้นเลือดตลอดเวลา และต้องสูบฉีดเลือดไปให้ทั่วถึงทุกเซลล์ ทุกกล้ามเนื้อ ทุกอวัยวะในร่างกาย
อวัยวะที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือสมอง สมองเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งในร่างกาย สมองมีหน้าที่โดยตรงคือควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆทั่วร่างกายเรา สมองก็มีเส้นเลือดมาเลี้ยงสมอง มีทั้งเส้นเลือดแดงที่นำสารอาหารและก๊าซออกซิเจนมาให้เซลล์สมอง และเส้นเลือดดำที่นำของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับไปฟอกที่ปอด
การไหลเวียนเลือดที่ไม่ดีพอ ย่อมมีผลทำให้เลือดแดงขึ้นไปเลี้ยงอวัยวะบนศรีษะไม่เพียงพอ เส้นเลือดสมองมีเลือดแดงไหลผ่านในปริมาณที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้สารอาหารและอ็อกซิเจนไม่เพียงพอ ในขณะเดียวกัน ของเสียในเลือดดำก็มีการไหลกลับเข้าไปฟอกที่ปอดได้น้อยกว่าปกติ ของเสียในเลือดดำ และคาร์บอนไดออกไซด์ สั่งสมอยู่ในกระแสเลือด บริเวณสมอง จึงทำให้เกิดความง่วง หาว นอนไม่เต็มอิ่ม นอนนานๆแต่ก็ไม่สดชื่น ไม่กระปรี้กระเปร่า ทั้งหมดนี้เกิดจากการที่เลือดลมในกายเราไหลเวียนได้ไม่เป็นปกติ ไม่ดีพอ
การนวดเส้นคือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ ทีนี้ลองนึกภาพดูว่า เวลาที่เราตะคริวขึ้นที่ขา ที่น่อง กล้ามเนื้อที่น่องจะแข็ง เกร็ง ตึง เราจะมีอาการปวด เจ็บที่น่อง เมื่อเรานวดคลาย ยืด ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นคลายตัว เลือดและลมไหลเวียนดีขึ้น อาการตะคริวขึ้น อาการปวดเจ็บ ก็จะหายไปเอง
การที่เส้นคอตึง บ่าตึง ไหล่ตึง กล้ามเนื้อแข็งตัว ย่อมหมายถึงเส้นเลือดฝังตัวอยู่ในกล้ามเนื้อที่แข็ง เกร็ง ส่งผลโดยตรงทำให้เลือดและลมไหลผ่านบริเวณคอ บ่า ไหล่ ได้ไม่สะดวก
หัวใจก็ต้องพยายามที่จะส่งเลือดให้ผ่านเส้นเลือดแดง เพื่อที่จะนำสารอาหารและก๊าซออกซิเจนขึ้นไปเลี้ยงสมอง แต่ก็ไปได้ไม่เต็มที่
และหัวใจก็ต้องรับเลือดดำที่จะไหลกลับจากสมองไปฟอกให้เป็นเลือดแดงที่ปอด และการที่คอ บ่า ไหล่ตึงกล้ามเนื้อแข็งตัว นั่นย่อมหมายถึงเลือดดำที่จะไหลกลับมาที่ปอดก็จะมาได้น้อยกว่าปกติ
จึงมาถึงคำตอบที่ถามไว้ว่า ทำไมนอนวันละหลายๆชั่วโมงก็ยังไม่สดชื่น
การนอนได้เต็มอิ่มหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่ได้นอนนาน7-8ชั่วโมงต่อวัน แต่ขึ้นอยู่กับเลือดลมที่ไหลเวียนในกาย โดยเฉพาะศีรษะ สมอง ผิวหน้า การที่เรามีอาการ ปวดคอบ่าไหล่ ปวดไมเกรน ปวดมึนในศรีษะ ไมเกรนขึ้นตา ปวดขมับ อาการภูมิแพ้ คัดจมูก ไอ จาม หาวบ่อย เรอบ่อย ทั้งหมดนี้เป็นผลกระทบจากการที่เลือดลมไหลเวียนไม่ดี
เมื่อเลือดแดงขึ้นไปเลี้ยงสมองไม่พอ เหมือนคนไม่ได้กินข้าว กล้ามเนื้อสมองจะขาดเลือด ทำให้หัวใจต้องพยายามสูบฉีดเลือดไปให้ถึงสมองตามคำสั่งของสมอง ผลข้างเคียงก็คือ ความดันหัวใจก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ และโอกาสต่อไปก็เส้นเลือดสมองตีบ และแตกได้
และเมื่อเลือดดำไหลกลับเข้ามาที่ปอดได้ไม่เต็มที่เพราะคอ บ่า ไหล่ตึง ของเสียที่ออกมาจากเซลล์กล้ามเนื้อสมองจึงกลับเข้าไปที่ปอดได้ไม่หมด ของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จึงคั่งค้างอยู่ที่ศีรษะ เราจึงมีความรู้สึกไม่สดชื่น ง่วงนอน นอนไม่อิ่ม ผิวพรรณหยาบกร้าน สิว ฝ้า ขึ้นตามใบหน้า
เมื่อเราพักผ่อนนอนหลับออกซิเจนก็ยังขึ้นไปเลี้ยงเซลล์สมองไม่เต็มที่ จึงทำให้เมื่อเราตื่นนอนขึ้นมา ไม่สดชื่น หลับไม่ลึก ไม่เต็มอิ่ม หลับตื่นหลับตื่นตลอด เมื่อเราบำบัดให้เลือดและลมไหลเวียนดีแล้ว อาการต่างๆนี้ก็จะหายไปเอง
วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2561
ไมเกรน เวียนศรีษะ อาการหัวหมุน
วันนี้เพิ่งเดินทางกลับมาจากจังหวัดชุมพร เป้าหมายหลักครั้งนี้ที่ไป คือได้เวลาที่จะไปนวดบำบัดอาการซ้ำจากครั้งก่อนๆ ให้พระสงฆ์ที่เคยนวดต่อเนื่องกันมา และนวดโยมบางคนที่เคยนวดกันมาบ้างแล้ว ครั้งนี้กลายเป็นว่าต้องเน้นนวดบำบัดให้โยมสีกาที่อุปัฎฐากพระ ที่ระยะหลังมีอาการไมเกรน เวียนศรีษะ จนถึงขั้นหัวหมุน
ผู้ป่วยท่านนี้ทำงานด้านสาธารณะสุข ก่อนนี้ได้เคยนวดไล่ลมให้บ้างแล้ว เมื่อประมาณ 5-6 วันก่อนที่ผมจะเดินทางไปนวด อาการเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆจนถึงขั้นหัวหมุน และไม่ได้แจ้งอาการให้ผมทราบก่อน กำหนดการเดินทางไปที่ชุมพรนี้ คงต้องมาแก้อาการให้ผู้ป่วยท่านนี้เป็นหลัก
จากครั้งก่อนๆที่เคยลงไปนวดให้ พลังงานที่สั่งสมอยู่ก็ทยอยคลายขึ้นมาอยู่บริเวณใต้ผิว สำหรับผู้ป่วยท่านนี้ อาการหลักๆคือคอบ่าไหล่ ไมเกรน ปวดมึน เวียนศรีษะ ประกอบกับช่วงนี้งานเยอะ พักผ่อนไม่พอ มีความเครียดกับการทำงาน และเครียดกับงานบ้าน จึงส่งผลกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้นในหลายวันนี้ จึงต้องเน้นบำบัดให้ผู้ป่วยท่านนี้ เป็นกรณีพิเศษ ตามหลักการคือ คลายพลังงานที่สั่งสมในแนวเส้น ให้ไหลออกนอกกาย ตามรูขุมขน ตามข้อต่างๆ
จึงเน้นการกดนวดไล่ลม ในท่านอนคว่ำ เพื่อคลายลมหรือคลายพลังงาน ที่มาจากการเดิน การยืนทำงานนานๆ ให้ลมคลายออกที่หัวเข่า ข้อเท้า และที่ปลายเท้า
หลังจากนั้นจึงเน้น กดนวดไล่ลม ในท่านอนตะแคง บริเวณแนวเส้นข้างขาด้านใน เพื่อคลายลมหรือคลายพลังงาน ที่มาจากด้านบนของร่างกาย อาการปวดมึน เวียนศรีษะ ไมเกรน หัวหมุน ลมแน่นในกระโหลกศรีษะ หนักต้นคอ มือ-แขนตึง บ่าตึง ปวดหลัง ปวดเอว อาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา ขัดสลักเพชร กดนวดแนวนี้เพื่อให้ลมคลายออกที่หัวเข่า ข้อเท้า และที่ปลายเท้า
เมื่อลมไหลออกข้อเข่า ปลายเท้า ได้ระดับหนึ่ง พลังงานที่อัดแน่นในแนวด้านบนลำตัว คือศรีษะ บ่า หลัง เอว พลังงานแพร่ไหลลงไปตามแนวเส้น แล้วไปออกตามข้อตามแนวขา เมื่อพลังงานด้านบนมีความหนาแน่น ความดันลม ลดลง จึงเริ่มบำบัด แนวร่องบ่า-กระดูกสันหลัง แนวบ่า เปิดประตูลมตามท่อนแขน นวดแขน นวดให้ลมและพลังงานไหลออกที่ปลายแขน
นวดขึ้นต้นคอ นวดกดจุดกำด้น5จุด ที่ฐานกระโหลก นวดไล่คลึงบนหนังศรีษะ ขึ้นไปทั้งศรีษะ เพื่อลากลมและพลังงานให้ไหลตามนิ้วมือขึ้นมา ให้ไปออกบริเวณศรีษะ แล้วจึงไปกดที่กลางกระหม่อมเพื่อเปิดประตูลม ให้ลมไหลออกด้านบนศรีษะ
หลังจากที่กดนวดขั้นตอนต่างๆผ่านไปแล้ว พลังงานที่เคลื่อนหนีขณะที่เรากดลงที่บ่า พลังงานที่เคลื่อนลงมาที่แนวสะบัก แนวหลังใต้แนวสะบัก แนวเอวตัดขวางเข้ากระดูกสันหลังเอวข้อ 3-4-5 ซึ่งพลังงานนี้จะมีผลไปกด แล้วดันให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนตัวไปกดทับเส้นประสาทขา
จึงต้องมาจบการกดนวดไล่ลมผู้ป่วยนี้ ด้วยท่านอนตะแคง เพื่อกดนวดไล่ลมและพลังงานที่เคลื่อนลงถึงบริเวณเอว ให้ไหลออกข้อต่างๆตามท่อนขา ก็จะเป็นการตัดวงจรที่พลังงานจะเคลื่อนกลับไปยังด้านบนของลำตัว
หลังการนวดบำบัด 2วันต่อเนื่องกัน อาการไมเกรน เวียนศรีษะ อาการหัวหมุน ก็ทุเลาลงไป อาการที่บ่าก็เบาลง อาการที่หลัง เอว และอาการขัดสะโพก-สลักเพชร ก็หายไปโดยที่เราไปต้องไปกดนวดที่สลักเพชร
วันนี้เพิ่งเดินทางกลับมาจากจังหวัดชุมพร เป้าหมายหลักครั้งนี้ที่ไป คือได้เวลาที่จะไปนวดบำบัดอาการซ้ำจากครั้งก่อนๆ ให้พระสงฆ์ที่เคยนวดต่อเนื่องกันมา และนวดโยมบางคนที่เคยนวดกันมาบ้างแล้ว ครั้งนี้กลายเป็นว่าต้องเน้นนวดบำบัดให้โยมสีกาที่อุปัฎฐากพระ ที่ระยะหลังมีอาการไมเกรน เวียนศรีษะ จนถึงขั้นหัวหมุน
ผู้ป่วยท่านนี้ทำงานด้านสาธารณะสุข ก่อนนี้ได้เคยนวดไล่ลมให้บ้างแล้ว เมื่อประมาณ 5-6 วันก่อนที่ผมจะเดินทางไปนวด อาการเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆจนถึงขั้นหัวหมุน และไม่ได้แจ้งอาการให้ผมทราบก่อน กำหนดการเดินทางไปที่ชุมพรนี้ คงต้องมาแก้อาการให้ผู้ป่วยท่านนี้เป็นหลัก
จากครั้งก่อนๆที่เคยลงไปนวดให้ พลังงานที่สั่งสมอยู่ก็ทยอยคลายขึ้นมาอยู่บริเวณใต้ผิว สำหรับผู้ป่วยท่านนี้ อาการหลักๆคือคอบ่าไหล่ ไมเกรน ปวดมึน เวียนศรีษะ ประกอบกับช่วงนี้งานเยอะ พักผ่อนไม่พอ มีความเครียดกับการทำงาน และเครียดกับงานบ้าน จึงส่งผลกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้นในหลายวันนี้ จึงต้องเน้นบำบัดให้ผู้ป่วยท่านนี้ เป็นกรณีพิเศษ ตามหลักการคือ คลายพลังงานที่สั่งสมในแนวเส้น ให้ไหลออกนอกกาย ตามรูขุมขน ตามข้อต่างๆ
จึงเน้นการกดนวดไล่ลม ในท่านอนคว่ำ เพื่อคลายลมหรือคลายพลังงาน ที่มาจากการเดิน การยืนทำงานนานๆ ให้ลมคลายออกที่หัวเข่า ข้อเท้า และที่ปลายเท้า
หลังจากนั้นจึงเน้น กดนวดไล่ลม ในท่านอนตะแคง บริเวณแนวเส้นข้างขาด้านใน เพื่อคลายลมหรือคลายพลังงาน ที่มาจากด้านบนของร่างกาย อาการปวดมึน เวียนศรีษะ ไมเกรน หัวหมุน ลมแน่นในกระโหลกศรีษะ หนักต้นคอ มือ-แขนตึง บ่าตึง ปวดหลัง ปวดเอว อาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา ขัดสลักเพชร กดนวดแนวนี้เพื่อให้ลมคลายออกที่หัวเข่า ข้อเท้า และที่ปลายเท้า
เมื่อลมไหลออกข้อเข่า ปลายเท้า ได้ระดับหนึ่ง พลังงานที่อัดแน่นในแนวด้านบนลำตัว คือศรีษะ บ่า หลัง เอว พลังงานแพร่ไหลลงไปตามแนวเส้น แล้วไปออกตามข้อตามแนวขา เมื่อพลังงานด้านบนมีความหนาแน่น ความดันลม ลดลง จึงเริ่มบำบัด แนวร่องบ่า-กระดูกสันหลัง แนวบ่า เปิดประตูลมตามท่อนแขน นวดแขน นวดให้ลมและพลังงานไหลออกที่ปลายแขน
นวดขึ้นต้นคอ นวดกดจุดกำด้น5จุด ที่ฐานกระโหลก นวดไล่คลึงบนหนังศรีษะ ขึ้นไปทั้งศรีษะ เพื่อลากลมและพลังงานให้ไหลตามนิ้วมือขึ้นมา ให้ไปออกบริเวณศรีษะ แล้วจึงไปกดที่กลางกระหม่อมเพื่อเปิดประตูลม ให้ลมไหลออกด้านบนศรีษะ
หลังจากที่กดนวดขั้นตอนต่างๆผ่านไปแล้ว พลังงานที่เคลื่อนหนีขณะที่เรากดลงที่บ่า พลังงานที่เคลื่อนลงมาที่แนวสะบัก แนวหลังใต้แนวสะบัก แนวเอวตัดขวางเข้ากระดูกสันหลังเอวข้อ 3-4-5 ซึ่งพลังงานนี้จะมีผลไปกด แล้วดันให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนตัวไปกดทับเส้นประสาทขา
จึงต้องมาจบการกดนวดไล่ลมผู้ป่วยนี้ ด้วยท่านอนตะแคง เพื่อกดนวดไล่ลมและพลังงานที่เคลื่อนลงถึงบริเวณเอว ให้ไหลออกข้อต่างๆตามท่อนขา ก็จะเป็นการตัดวงจรที่พลังงานจะเคลื่อนกลับไปยังด้านบนของลำตัว
หลังการนวดบำบัด 2วันต่อเนื่องกัน อาการไมเกรน เวียนศรีษะ อาการหัวหมุน ก็ทุเลาลงไป อาการที่บ่าก็เบาลง อาการที่หลัง เอว และอาการขัดสะโพก-สลักเพชร ก็หายไปโดยที่เราไปต้องไปกดนวดที่สลักเพชร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







