วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ลมและพลังงาน ( ตอนที่ 9.8 )

ลมและพลังงาน ( ตอนที่ 9.8 )
พลังงานกับอาการตึงแข็งของแนวเส้น

          นวดไล่ลม หลายๆคนที่ยังมีอาการป่วยไม่หนัก จนถึงต้องแก้ที่ลมในกาย จะไม่คุ้นเคยกับการนวดบำบัดนวดไล่ลม เพราะไม่ค่อยมีใครพูดถึงเรื่องการบำบัดลมในกาย ที่บำบัดกันเป็นแค่ การทำให้ลมเคลื่อนไหลเปลี่ยนจากจุดหนึ่ง ย้ายไปอยู่อีกจุดหนึ่ง ลมที่เคลื่อนไหลนี้ยังไม่ไหลออกนอกร่างกายเรา

           ที่ต้องกล่าวย้ำถึงความหมาย และลักษณะการไหลเวียนของลมบ่อยๆ เพราะธาตุลมและธาตุไฟเป็นนามธรรม เราไม่สามารถเห็นด้วยตาได้ ไม่เหมือนธาตุดินและธาตุน้ำ ที่เป็นรูปธรรมเห็นได้ด้วยตา จับต้องได้ด้วยมือ การกดนวดการบำบัดรักษาที่ผ่านๆมา จึงเป็นการบำบัดที่ธาตุดินและธาตุน้ำมากกว่า ธาตุลมและธาตุไฟ เราจึงละเลยที่จะรักษาให้กลับมาสู่สมดุลของร่างกาย เป็นสมดุลของธาตุดินน้ำลมไฟ
          การนวดเส้น คือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ คำนี้จึงหมายถึงในเส้นเลือด มีเลือด และลม ไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด ต้องถามว่า การบำบัดรักษาอาการป่วยที่ผ่านมา การไหลเวียนของลมเป็นอย่างไร แค่เคลื่อนเปลี่ยนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง หรือการรักษา การกดนวดนั้นๆทำให้ลมไหลออกนอกร่างกาย ตามรูขุมขนได้
        ลมขัด คือลมในแนวเส้นไม่ไหลเวียนออกนอกร่างกาย ธาตุลมในร่างกายเรา มีไม่มากไปกว่าขนาดร่างกายเรา อาการเจ็บป่วยเรื้อรังต่างๆ มาจากพลังงานที่ซึมซับเข้ามา ฝังเก็บแล้วทับถมอยู่ในร่างกายเรา เมื่อใดที่เราทำให้ลมเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ พลังงานเหล่านั้นก็จะคลายตามออกไปด้วย  อาการบวมโตของแนวเส้นก็จะลดลงมาเอง การขยับแขนขา ขยับข้อต่างๆก็จะคล่องตัวขึ้น
        แนวเส้นหรือเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ ถ้าเปรียบแนวเส้น เป็นสายดับเพลิง จากสายที่นิ่มแบน นิ่มในลักษณะที่เราสามารถม้วนเก็บสายดับเพลิงนั้นได้ เมื่อใดที่เราเปิดวาล์วให้น้ำไหลเข้าสายดับเพลิง สายดับเพลิงจะเปลี่ยนสภาพแข็ง ตึงขึ้นมาทันที จนเราไม่สามารถหักหรืองอ สายดับเพลิงนั้นได้อีก เพราะน้ำเป็นของเหลว เมื่ออยู่ในภาชนะ รูปทรงใด ก็จะกระจายไปอยู่จนเต็มภาชนะรูปทรงนั้น น้ำที่อยู่เต็มสายดับเพลิง เมื่อมากขึ้นเรื่อยๆ จึงไปดันที่ผิวด้านในของสายดับเพลิง ความหนาแน่น ความดันของน้ำ ทำให้สายยางแข็ง หนัก งอและม้วนเก็บไม่ได้
          เมื่อเราปิดวาล์วน้ำไม่ให้ไหลเข้ามา  แล้วปล่อยน้ำให้ไหลออกที่หัวฉีดดับเพลิง สายดับเพลิงจะค่อยๆนิ่มลง น้ำไหลออก จนสายแบน ราบ จนเราสามารถม้วนเก็บสายดับเพลิงนั้นได้

         การนวดไล่ลม เปรียบแล้วก็เหมือนการทำให้สายดับเพลิงนิ่มลง จนม้วนเก็บได้ คือ การกดนวดไล่ลมนั้น จะเป็นการกดนวด กระทุ้งลมที่แนวเส้น การกระทุ้งนี้ส่งผลให้ ลมเคลื่อนไหลออกนอกร่างกาย ตามข้อกระดูก ตามทวาร ตามรูขุมขนทั่วร่างกายที่แนวเส้นลากผ่าน  เมื่อลมเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ พลังงานที่ซึมซับและสั่งสมอยู่ภายในร่างกาย ก็จะเคลื่อนไหลตามลมในกายที่เคลื่อนออก

          อาการเจ็บป่วยเรื้อรังในร่างกายคน เกิดจากการที่เราซึมซับพลังงานที่กระทบเข้ามา จากทุกๆอิริยาบท ตั้งแต่เกิดมา จะเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวัน หรือจากอุบัติเหตุ ทุกๆพลังงานที่เคลื่อนเข้ามา จะต้องเคลื่อนไหลออกไปด้วย จึงจะเกิดความสมดุลของธาตุทั้งสี่
          พลังงานที่เข้ามาจากภายนอกร่างกาย เก็บสั่งสมอยู่ในร่างกายเรา ตามแนวเส้น ตามแนวกล้ามเนื้อ ช่องว่างในร่างกาย เช่นช่องท้อง กระโหลกศีรษะ ผิวกายของเราเหมือนกับผิวสายดับเพลิง คือพลังงานจะสั่งสมอยู่จากผิวด้านบน แล้วค่อยๆอัดแน่นลงไปเรื่อยๆ  เมื่อลมและพลังงานเป็นนามธรรม ไม่เห็นด้วยตา เครื่องไม้เครื่องมือที่ตรวจวัดจะสัมผัสได้แค่ธาตุดิน และธาตุน้ำ แต่ธาตุลมและธาตุไฟไม่สามารถตรวจจับได้
             การที่ธาตุลม ไม่สามารถไหลเวียนออกนอกร่างกาย จึงทำให้พลังงานที่สั่งสมภายในแนวเส้น บวมพอง โตขึ้น ( เหมือนกับสายดับเพลิงที่น้ำเต็มสาย ) แนวเส้นคือเส้นเลือดที่ปลายปิด ปลายเส้นเลือดจะเปิดเมื่อเข้าสู่อวัยวะ ดังนั้นเมื่อเส้นบวมพองระหว่างกระดูกแต่ละท่อน การพับของข้อต่างๆ ก็จะไม่สะดวก ไม่คล่องตัวเหมือนเดิม ( เหมือนสายดับเพลิงที่น้ำเต็มสาย จนม้วนสายไม่ได้ งอพับสายไม่ได้ ) มีผลทำให้พับข้อไม่ลง เข่าพับงอไม่ได้ หลังค่อมหลังงอ  ขาโกร่ง นิ้วล็อค อาการทั้งหมดนี้ทำให้เราขยับข้อ ขยับท่อนกระดูกต่างๆยากเย็น ตึงมากๆจะเดินเหมือนหุ่นยนต์ ความยืดหยุ่นในการเคลื่อนไหวของร่างกายนั้นหมดไป
         เมื่อเรากดนวด ให้ลมและพลังงานเคลื่อนไหลออกร่างกาย ตามรูขุมขนที่แนวเส้นลากผ่าน ความดันของพลังงานที่สั่งสมอยู่จะลดลงมา แนวเส้นที่เคยบวม โต ก็จะแฟบ ยุบลงมา แนวเส้นที่อยู่ใกล้ข้อกระดูกต่างๆ ก็จะแฟบลง การขยับ การเคลื่อนไหวของร่างกายก็จะนิ่มนวล อ่อนลงมา ความยืดหยุ่นของการเคลื่อนไหวตามท่อนกระดูก และข้อกระดูก ตามแนวเส้นก็จะกลับมาดีขึ้น อาการหลังงอ หลังตึง นิ้วล็อค ก็จะเบาลง และหายไปในที่สุด

วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ลมกับพลังงาน ( ตอนที่ 9.7)

ลมกับพลังงาน ( ตอนที่ 9.7 )
ลมและพลังงานในร่างกาย

             ร่างกายของคนเราประกอบด้วยธาตุสี่ คือธาตุดิน-น้ำ-ลม-ไฟ ธาตุทั้งสี่นั้นอยู่ใต้ผิวหนัง กระจายอยู่ทุกๆอณูในร่างกาย
             การนวดเส้น คือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ ดังนั้นเมื่อเราทำการบำบัดอาการ ไม่เพียงแค่บำบัดทำให้เลือดไหลเวียนไปได้ทั่วร่างกาย การนวดบำบัดนั้นๆจะต้องมีผลต่อการไหลเวียนของธาตุลมในร่างกาย คือลมสามารถเคลื่อน แล้วไหลออกนอกร่างกาย ตามทวารต่างๆ ตามข้อกระดูกต่างๆ และที่สุดคือไหลออกตามรูขุมขน ทุกๆรูขุมขนทั่วร่างกาย

              พลังงานจากภายนอก ที่กระทบเข้ามาในร่างกาย พลังงานที่เข้ามานี้จะเคลื่อนไหลไปกับลมที่แล่นในแนวเส้น เมื่อลมไม่สามารถเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ พลังงานที่เคยเข้ามา ก็จะไม่สามารถไหลออกนอกร่างกายเราได้ จึงเกิดการสั่งสมของพลังงานตามแนวเส้น ทั่วร่างกาย

              ร่างกายเราเหมือนลูกโป่ง แต่ผิวกายเราไม่เหมือนผิวลูกโป่ง เมื่อใดที่เราเป่าลมเข้าไปในลูกโป่ง จากลูกโป่งแบนแฟบ ก็จะค่อยๆโตขึ้น ค่อยๆแข็งขึ้น ถ้าเราเป่าลูกโป่งใบนั้นให้โตเต็มใบ ลมที่แน่นในลูกโป่ง จะทำให้ลูกโป่งใบนั้นมีความหนาแน่น หรือมีความดันสะสมภายในลูกโป่ง
        เป่าลมเข้าไปจนความดันพลังงานสูงสุดที่ผิวลูกโป่งจะรับได้  ถ้าเราลองบีบลูกโป่งใบนั้น ลุกโป่งจะแข็ง จะต้านมือ บีบแรงเกินไปลูกโป่งจะแตกได้
              ถ้าเราค่อยๆปล่อยลมในลูกโป่งใบนี้ ค่อยๆทำให้ลมในลูกโป่งไหลออก ลูกโป่งจะค่อยๆมีขนาดใบเล็กลง ส่งผลถึงความดันของลมในลูกโป่งก็จะค่อยๆปรับลดลงไปด้วย เมื่อเราบีบลูกโป่งที่แฟบลงมา ลูกโป่งจะนิ่มลง บีบแล้วไม่ต้านมือ

             ที่กล่าวว่าผิวกายเรานั้นเหมือนผิวลูกโป่ง เหมือนกันตรงที่ลมที่อยู่ด้านในร่างกายหรืออยู่ในลูกโป่ง มีมากไม่เกินความยืดหยุ่นของผิว
              ลูกโป่งถ้าเป่าให้โตเต็มใบ ความดันลมภายใน จะทำให้เรารู้สึกว่าลูกโป่งแข็ง ไม่มีความยืดหยุ่นหลงเหลืออยู่ ถ้าบีบแรงกว่านี้ ลูกโป่งจะแตกได้
              สำหรับผิวกายเรา ลมที่แล่นอยู่สามารถไหลเวียนออกนอกร่างกายได้ ตามรูขุมขน แต่ถ้าเมื่อใดร่างกายเรารูขุมขนปิด ลมในร่างกายไม่สามารถไหลเวียน แล่นทะลุออกนอกร่างกายตามรูขุมขนได้ ผิวกายเราก็จะมีสภาพคล้ายผิวลูกโป่ง คือลมเคลื่อนออกไม่ได้ พลังงานก็จะไหลออกนอกร่างกายไม่ได้ด้วย
            ลมที่ระบายไม่ออกก็จะเกิดการสั่งสมของพลังงาน ในแนวเส้น ในแนวกล้ามเนื้อ ในช่องท้อง ในกระโหลกศีรษะ  พลังงานที่กระทบเข้ามาในแต่ละครั้ง เมื่อไหลเวียนออกตามรูขุมขนไม่ได้ ก็จะสั่งสมอยู่ นานวันเข้าพลังงานเหล่านี้ เมื่อเก็บอยู่ในร่างกาย ก็จะทำให้เกิดแรงกด แรงดัน มากขึ้นเรื่อยๆ
        พลังงานนี้ไม่สามารถดันผิวกายเราให้แตกเหมือนลูกโป่ง เพราะผิวกายเรากล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นพอ ความกด ความดันของพลังงานนี้จึงไปกดทับกล้ามเนื้อ กดทับอวัยวะ กดทับไปตามแนวเส้น พลังงานไปสั่งสมอยู่ที่ช่องท้อง กระโหลกศีรษะ ทำให้เกิดแรงไปกดทับกล้ามเนื้อ อวัยวะในร่างกาย
        เมื่ออวัยวะ กล้ามเนื้อ ถูกลมและพลังงานกดทับ การทำงานของกล้ามเนื้อและอวัยวะนั้นลดประสิทธิภาพลง ดังนั้นถ้าเราสามารถทำให้ลมเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ พลังงานก็จะเคลื่อนไหลออกไปด้วย อาการกดทับกล้ามเนื้อ กดทับอวัยวะก็จะคลายตัวลงไปเอง

        ลูกโป่งรูปคน เป็นภาพที่ทำให้เราเห็นว่า ถ้าเราเป่าลมในลูกโป่งรูปคน ให้ลูกโป่งโต และแข็งขึ้น เป่าลมเข้าไปให้โตเต็มใบ เราจะไม่สามารถหักแขน หักขา หรือบิดลูกโป่งใบนี้ได้  ถ้าเรากด บีบลูกโป่งแรงๆ ลูกโป่งอาจจะแตกได้

       การที่คนเราจะขยับแขนขา ขยับท่อนกระดูก ขยับข้อกระดูกต่างๆ ถ้าอยู่ในสภาวะที่ร่างกายเรามีปัญหาเรื่องลมและพลังงานไม่ไหลเวียนออกนอกร่างกาย ความดันของพลังงาน จะไปกดทับกล้ามเนื้อและอวัยวะภายใน ทำให้การทำงานอวัยวะนั้นๆเสียสภาพลงชั่วคราว แนวเส้นที่เคยแฟบก็บวมพองขึ้นมา การเคลื่อนไหวแขนขา ของข้อกระดูกต่างๆก็จะเสียสภาพไปชั่วคราว เหมือนลูกโป่งรูปคนที่หักแขนขาไม่ได้
       
         เรากดนวดไล่ลม ทำให้ลมและพลังงานไหลเวียนออกนอกร่างกาย จึงเหมือนการปล่อยลมในลูกโป่งให้ค่อยๆแฟบลง เล็กลงมา เมื่อลูกโป่งใบเล็กลงมา ความดันของลมในลูกโป่งลดลง นิ่มลง  เราก็จะสามารถงอแขนขาลูกโป่งรูปคนได้

          เมื่อลมไหลเวียนออกนอกร่างกายได้ ลมพาพลังงานให้ไหลออกไปด้วย จึงทำให้พลังงานที่สั่งสมอยู่ตามแนวเส้น สั่งสมอยู่ที่อวัยวะ อยู่ที่ช่องท้อง กระโหลกศีรษะ มีพลังงานสั่งสมน้อยลงไปเรื่อยๆ
         แนวเส้นที่เคยบวม โป่ง พองโตขึ้นมา ก็จะยุบลง การขยับท่อนกระดูก ข้อกระดูกต่างๆ ก็จะค่อยๆคลายกลับมาใช้งานได้จนเป็นปกติ       
           
             

                       
    18 พฤศจิกายน 2561

วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ลมกับพลังงาน ( ตอนที่ 9.6 )

ลมกับพลังงาน ( ตอนที่ 9.6 ) 
เส้นบวมพองที่กระดูกสันหลังเอว

              ลมและพลังงาน เมื่อสั่งสมอยู่ณ.ที่ใด ในร่างกายของคนเรา สะสมตามอวัยวะต่างๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะนั้น ในกรณีของอาการปวดเมื่อยที่แผ่นหลัง แนวเส้น แนวกล้ามเนื้อจะถูกพลังงานเข้ากระทบ จากการสั่งสมของพลังงานที่เพิ่มขึ้นมา 
            เส้นชิดกระดูกสันหลังเส้นที่1 , เส้นชิดกระดูกสันหลังเส้นที่2 เส้นนี้จะนวดบำบัดได้โดยการกดนวดเส้น ในท่านอนคว่ำ อาการจะเริ่มต้นมาจากด้านล่างของร่างกาย จากฝ่าเท้า ส้นเท้า เอ็นร้อยหวาย กลางปลีน่อง ก้นกบ แผ่นหลัง บ่า เส้นคอ ศีรษะ หน้าผาก
            เส้นหน้าขา เส้นหน้าแข้งเส้นที่1 เส้นนี้จะบำบัดได้เมื่อเรากดนวดในท่านอนหงาย อาการของเส้นนี้จะเกิดขึ้นจากด้านล่างของของร่างกาย บริเวณตาตุ่มด้านนอก จากอาการขาพลิก-ขาแพลง บริเวณตาตุ่มนอก ทิศทางกระจายลงไปที่หลังเท้า ร่องนิ้วเท้า อีกทิศทางหนึ่งกระจายขึ้นไปตามแนวหน้าแข้งด้านนอกเส้น 1 ผ่านเข้ามาที่ช่องท้อง เข้าไปที่แนวกระดูกสันหลังเอว
           เส้นข้างขาด้านใน เส้นหน้าแข้งด้านใน เส้นนี้บำบัดได้ด้วยท่านอนตะแคง อาการของเส้นนี้เริ่มจากด้านบนของร่างกาย คอ-บ่า-ไหล่ เคลื่อนลงมาที่สะบัก แนวหลังใต้แนวสะบัก แนวเอวตัดขวางเข้ากระดูกสันหลังเอวข้อ 3-4-5 แนวกระเบนเหน็บ แนวเส้นข้างขาด้านใน แนวหน้าแข้งด้านใน ตาตุ่มใน ฝ่าเท้าบริเวณแนวร่องนิ้วโป้งและนิ้วชี้ 
         กดแนวเส้นบริเวณรอบๆสะดือ พลังงานจะดันไปออกที่แนวกระดูกสันหลังเอว 

        การที่เรากดนวดไล่ลมลงบนแนวเส้น พลังงานก็จะเคลื่อนไหลไปตามแนวเส้น ดังนั้นอาการปวดหลังปวดเอว เราต้องรู้ตำแหน่งที่มีอาการ การบำบัดก็จะคลายตัว และหายได้ อาการปวดหลังปวดที่กระดูกสันหลังเอว จึงต้องคำนึงถึงทิศทางการเคลื่อนตัวของพลังงานและลมในแนวเส้น เพราะถ้าหากเรากดนวดไล่ลมตามแนวต่างๆ พลังงานยังไหลไปออกนอกร่างกายไม่ได้ พลังงานที่เคลื่อนไหลมานั้น จะยังคงบวมพองอยู่ในแนวเส้นนั้น
        ถ้าไปบวมพองอยู่ที่แนวหลังใต้แนวสะบัก เราก็จะมีอาการตึงเมื่อยแผ่นหลัง 
        ถ้าไปบวมพองที่แนวเอวตัดขวางเข้ากระดูกสันหลังเอว ก็จะมีอาการเมื่อยที่เอวเหมือนหลังแทบขาด
        ถ้าไปบวมพองที่กระดูกสันหลังคอ ก็จะมีอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทแขน 
       ถ้าไปบวมพองที่กระดูกสันหลังเอวข้อที่ 3-4-5 ก็จะมีอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา
       ถ้าไปบวมพองที่กระดูกสันหลังท่อนอื่นๆ ก็จะไปกดทับแนวเส้นประสาทไขสันหลัง ทำให้อวัยวะที่เส้นประสาทไขสันหลังนั้นกำกับอยู่ผิดปกติไป 
        และการที่พลังงานได้ไปบวมพองที่แนวเส้นแนบกระดูกสันหลัง จะทำให้เราก้ม งอลำตัวลำบาก เกิดอาการหลังค่อม 

                                                                                      10 พฤศจิกายน 2561

ลมและพลังงาน ( ตอนที่ 9.5 )

ลมและพลังงาน ( ตอนที่ 9.5 )
เส้นคอบวม ตึง ส่งสัญญานถึงอะไร

           เวลาที่เรามีอาการปวดศีรษะ ถ้าปวดศีรษะข้างซ้ายเส้นคอข้างซ้ายก็จะบวม พองโตขึ้นมา ถ้าปวดศีรษะข้างขวาเส้นคอข้างขวาก็จะบวม พองโตขึ้นมา
            วันไหนที่เราไม่มีความเครียด ไม่มีอาการไมเกรน  อาการคอตกหมอน เส้นคอเราทั้ง2ข้าง ก็จะอยู่ในสภาพปกติ ไม่ตึงบวมขึ้นมา
         
           ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า  การนวดเส้น คือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ และลมในร่างกายไม่ได้มีมากเกินขนาดร่างกาย อาการขัดของลมในร่างกาย เป็นเพียงแค่ลมยังคงไหลเวียนไปมา วนอยู่ในร่างกาย ลมไม่สามารถไหลเวียนออกนอกร่างกายได้ เมื่อลมไม่ไหลเวียนออกนอกร่างกาย พลังงานที่ซึมซับเข้ามา แล้วสั่งสมอยู่ในร่างกาย ก็ไม่สามารถเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายเราได้เช่นกัน
          อาการขัดของลมในร่างกาย จึงเป็นเรื่องของพลังงานที่ไม่สามารถไหลเวียนออกนอกร่างกายได้ด้วย เมื่อกล้ามเนื้อต้นคอแข็งตึง การไหลเวียนของลมและพลังงานที่จะผ่านรูขุมขนที่ต้นคอก็ลดลง เมื่อพลังงานคลายไหลออกไปไม่ได้ จึงค่อยๆสั่งสมอยู่ที่แนวเส้นคอ ถ้าเราไม่สามารถนำพลังงานนี้ให้ออกนอกร่างกายได้ ก็จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ
          เราจะสังเกตถึงการสั่งสมของพลังงานได้ โดยการเห็นแนวเส้นที่โป่งพอง บวมโตขึ้นมา การX-Rays การใช้อุปกรณ์ เครื่องมือทางการแพทย์  ไม่สามารถตรวจพบลมและพลังงานได้ จึงทำให้เราไม่เคยได้รับการบำบัดอาการขัดของลม และพลังงาน

            ลมและพลังงาน แล่นหรือไหลเวียนอยู่ในแนวเส้น ลมและพลังงานสามารถเคลื่อนตัวจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ด้วยการแพร่ของพลังงาน จะไหลไปตามแนวเส้น ฉนั้นพลังงานก็ยังคงคั่งค้างอยู่ในร่างกาย  ตามแนวเส้นทั่วร่างกายเรา บางแนวฝังอยู่ใต้ผิวหนังลึก บางแนวเส้นอยู่ในช่องท้อง บางแนวเส้นอยู่ในกระโหลกศีรษะ บางแนวเส้นอยู่ข้างในอวัยวะ ตามท่อนกระดูกต่างๆ มละพลังงานจะคลายออกนอกร่างกายเราได้ ตรงแนวเส้นที่จะลากผ่านข้อกระดูกต่างๆ

*** ถ้าหากพลังงานไปสั่งสมอยู่ตามแนวเส้นต่างๆ จะเกิดอะไรขึ้น *** 

                                                             
                         03 พฤศจิกายน 2561

วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ลมกับพลังงาน ( ตอน 9.4 )

ลมกับพลังงาน ( ตอน 9.4 )
หัวใจเต้นผิดจังหวะ

       เมื่อวานนี้ได้นัดนวดผู้ป่วย เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้ป่วยอยู่แถวพุทธมณฑลสาย4 อาการป่วยเบื้องต้นที่เคยคุยไว้คือ มีอาการเรอบ่อย ได้รักษาอาการป่วยนี้มาประมาณ1ปีแล้ว ไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลมาแล้ว และออกกำลังกายด้วยการเล่นโยคะ  จนปัจจุบันนี้อาการเรอก็ยังมีอยู่
       ที่ผ่านมาเคยมีอาการตัวบวมตึง ตัวบวมไปด้วยลม แต่น้ำหนักไม่ขึ้น 
       จะมีอาการร้อนอยู่ภายในกาย ลมเคลื่อนไปมาในร่างกาย มีอาการร้อนวูบวาบในกายนี้เมื่อวัดปรอทวัดไข้ ก็ไม่มีไข้
        เวลาอยู่ในที่ๆอากาศเย็น ( ในห้องแอร์ ) แล้วออกไปในที่ๆมีแดดร้อนๆ จะมีอาการมึน   ปวดศรีษะ
       อาการตาพร่ามัว
       เวลาทานอาหาร จะกลืนอาหารไม่ค่อยลง และหายใจลำบาก สูดลมหายใจได้ไม่ลึก หายใจไม่ทั่วท้อง
       ทานอาหารแล้วไม่ย่อย  เคยมีอาการกรดไหลย้อน
       ปัสสาวะบ่อยๆ กะปริบกะปรอย ปัสสาวะไม่สุด
       มีอาการหน้าท้องโตแต่ไม่ได้ตั้งครรภ์
      และอาการสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือเหนื่อยง่าย หายใจลำบาก ซึ่งอาการเหนื่อยง่ายนี้ ก็ได้ไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลแล้ว แต่ตรวจหาสาเหตุของอาการไม่ได้ ทางกายภาพแล้วหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจก็ยังปกติ ทำงานได้ตามปกติ ล่าสุดมีอาการแพทย์แจ้งว่า หัวใจเต้นผิดจังหวะ

          บำบัดโดยทำการกดนวดไล่ลม ที่ขาท่อนบน ท่านอนคว่ำ ( เส้นหลัง ) ท่านอนตะแคง ( เส้นข้างขาด้านใน ) ท่านอนหงาย ( เส้นหน้าขา )
       นวดท่านั่ง ( แนวเส้นระหว่างร่องสะบัก-กระดูกสันหลัง และแนวเส้นบ่า เส้นคอ และนวดไล่ขึ้นไปที่ศีรษะ )
            เมื่อเริ่มต้นนวดท่านอนคว่ำ ผู้ป่วยก็มีการเรอออกมาตลอดเวลาที่กดนวด และเมื่อนวดไประยะหนึ่งเริ่มมีลมร้อน วิ่งไหลออกที่ข้อหัวเข่า ข้อเท้า และวิ่งร้อนออกปลายเท้า ขณะที่ลมวิ่งร้อนออกที่หัวเข่า อาการตัวร้อนผ่าวๆ ก็ค่อยๆดับลงไปเรื่อยๆ จนเมื่อลมร้อนวิ่งออกที่ข้อเท้า ที่ปลายเท้า อาการตัวร้อนแต่ไม่มีไข้ก็ดับหายไปเอง
           อาการตาพร่ามัวก็หายไป อาการลมแน่นท้อง อาการช่องท้องบวมโตก็นิ่มลงมา  การหายใจของผู้ป่วยก็เบาสบายขึ้น หายใจได้ลึก และที่สำคัญคืออาการเหนื่อยหายไป

           ทั้งนี้เนื่องจาก พลังงานที่สั่งสมอยู่ในกาย ไม่สามารถไหลเวียนออกนอกร่างกายได้ พลังงานสั่งสมตามแนวเส้น ที่ศีรษะ ที่ช่องท้อง เมื่อเราทำการกดนวดที่ขาท่อนบน ลมที่อยู่บริเวณแนวเส้นขาท่อนบน ขาท่อนล่าง จะไหลเวียนออกนอกร่างกายได้ดีขึ้น ตามลำดับ เมื่อลมไหลออกนอกร่างกายได้ ลมก็จะนำพาพลังงานที่สั่งสม แล้วไปกดทับอวัยวะต่างๆ
          ทำให้พลังงานคลายความหนาแน่นลง จึงคลายการกดทับไปที่อวัยวะ จนทำให้อวัยวะต่างๆตามแนวเส้น ที่กระโหลกศีรษะ ที่ช่องท้อง เริ่มกลับมาทำงานได้ตามปกติ อาการเรื้อรังต่างๆ ก็จะค่อยๆดีขึ้น และหายไปในที่สุด

            หัวใจก็เช่นกัน หัวใจอยู่ในช่องท้อง ลมที่สั่งสมมากอยู่ในช่องท้อง ไปกดทับอวัยวะทุกๆอย่างในช่องท้อง หัวใจเราก็โดนกดทับด้วย ทำให้หัวใจ บีบตัวแล้ว คลายตัวไม่ออก จึงทำให้เราเหนื่อยง่าย
             ปอดก็เหมือนกัน เมื่อปอดหดตัว แล้วขยายตัวขึ้นมาไม่ได้เท่าเดิม ไม่เต็มที่ การหายใจเข้าก็จะนำก๊าซออกซิเจนเข้ามาได้น้อยกว่าปกติ
             หลังจากที่กดนวดไล่ลมเสร็จแล้ว ปรากฎว่า อาการเหนื่อยหายไป หายใจได้ลึกขึ้น จึงอธิบายได้ว่า เมื่อเราทำให้ลม สามารถไหลเวียนออกนอกร่างกายได้ ลมจะนำพาพลังงานที่สั่งสมอยู่ในร่างกาย ในอวัยวะ ในช่องท้อง ทำให้พลังงานนั้นๆไหลออกนอกร่างกายตามรูขุมขน ตามข้อกระดูก
          อวัยวะเมื่อไม่ถูกพลังงานเข้ามาบีบรัด กดทับ ก็กลับมาทำงานได้ตามปกติ อาการป่วยไข้ก็หายไปเอง
                                 
                                    31 ตุลาคม 2561                                                     

วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ลมกับพลังงาน ( 9.3 )

ลมกับพลังงาน  ( 9.3 )
เคี้ยวอาหารไม่ได้

         ลมและพลังงาน เมื่อสั่งสมอยู่ณ.ที่ใดในร่างกายคนเรา ตามอวัยวะต่าง ย่อมส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะนั้นๆ
          พี่สาวของผม เมื่อหลายวันก่อนมีอาการเคี้ยวอาหารไม่ได้ มีอาการที่กระบอกตา ตึงเกร็ง อาการนี้เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ หลังจากที่เมื่อก่อนก็เคยมีอาการกลืนอาหารไม่ได้ กลืนน้ำลายไม่ลง หายใจลำบาก
         อาการที่เกิดขึ้นนี้ หลังจากที่กดนวดไล่ลมแล้ว ในท่านอนคว่ำ กดที่ต้นขาด้านหลัง บริเวณก้นย้อย และท่านอนตะแคง กดที่ต้นขา เส้นข้างขาด้านใน คือให้ลมไหลร้อนออกข้อกระดูกเข่า ข้อกระดูกเท้า จนลมร้อนวิ่งไหลออกปลายเท้า
        เมื่อกดนวดไล่ลมไประยะหนึ่ง ปรากฏว่า มีลมไหลออกที่ปาก

           แรงกดนวดไล่ลมที่ขาท่อนบน ก็จะเริ่มกระทุ้งดันขึ้นส่วนบนของร่างกาย ทำให้แนวกระเบนเหน็บ เอว แนวหลัง เบาลง
           แรงที่กดนวดไล่ลมที่ขาท่อนบน ยังคงทำให้ลมร้อนไหลออกปลายเท้า และค่อยกระทุ้งการไหลเวียนของลมและพลังงานบริเวณส่วนบนของร่างกาย ไปกระทุ้งลมและพลังงานที่ขัดอยู่บริเวณบ่า ศรีษะ ทำให้ลมที่คั่งค้างอยู่ในลำคอ กะโหลกศรีษะ ได้เคลื่อนไหลออกนอกร่างกายเราได้
           
           อาการหลายๆอาการเช่น ลมออกหู ขัดๆเคืองๆที่กระบอกตา อาการภูมิแพ้หายใจไม่สะดวก การกลืนอาหารไม่ลง กลืนน้ำลายไม่ลงคอ อาการเกร็งค้างที่กราม อาการปวดมึนศรีษะ
         อาการเหล่านี้ล้วนเกิดมาจากการที่ลมและพลังงานไหลเวียนออกนอกร่างกายไม่ได้ พลังงานจึงไปกดทับอวัยวะ ทำให้การทำงานอวัยวะด้อยลง ถ้าเราทำให้ลมเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ตามทวาร ออกที่ปาก ออกที่ทวารหนัก ออกที่ทวารเบา ( ช่องคลอด ) ออกที่ตา ออกที่หู ออกตามข้อกระดูก และทำให้ลมเคลื่อนไหลออกตามรูขุมขนทั่วร่างกายได้ พลังงานที่เคยสั่งสมอยู่ ก็จะไหลตามออกไปด้วย อาการเรื้อรังต่างๆก็จะคลาย แล้วหายไป ในที่สุด
         หลังจากที่กดนวดให้พี่สาวไปแล้ว มีลมไหลออกที่ปาก อาการเคี้ยวอาหารไม่ได้มาหลายวันก็หายไป อาการกระบอกตาตึง เกร็ง เบาลงไปเล็กน้อย ถ้าเรากดนวดไล่ลมต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง อาการที่เบ้าตาก็จะคลายออกไปเอง 

                                   27 ตุลาคม 2561

วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ลมกับพลังงาน ( 9.2 )

ลมกับพลังงาน ( 9.2 )
อาการปวดแปลบเข้าหัวใจ

        มีผู้ป่วยหลายรายที่เคยนวดบำบัดให้ โดยมีอาการเหมือนเป็นโรคหัวใจ อาการเหนื่อยง่าย เวลาขยับจะปวดแปลบเข้ามาที่หัวใจ แต่เมื่อไปตรวจด้วยอุปกรณ์ เครื่องมือทางการแพทย์ MRI ตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ก็ไม่ปรากฎว่ามีอาการผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ
                  ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ..........
         เรากดนวด คลึงที่กล้ามเนื้อ พังผืด ตามแนวเส้น บริเวณร่องกระดูกสันหลังและแนวสะบัก จะทำให้อาการที่เกิดกับหัวใจคลายตัวลง อาการปวดแปลบเข้ามาที่หัวใจ ที่เคยเกิดขึ้นก็จะค่อยๆคลายหายไปเอง ทั้งนี้เนื่องจากแนวเส้นชิดกระดูกสันหลังเกิดการขัดของลม ทำให้เกิดการสั่งสมพลังงาน เมื่อเรากดนวดคลายกล้ามเนื้อ กดลงที่แนวเส้นชิดกระดูกสันหลังบริเวณแนวสะบัก ก็จะทำให้พลังงานที่คั่งค้างอยู่บริเวณท่อนกระดูกสันหลังนั้น คลายออกไปที่ข้อกระดูกสันหลัง ทำให้อาการพองบวม ตึงของแนวเส้นลดลง เมื่ออาการบวม พองของแนวเส้นนี้ลดลงมา แรงกดทับที่เคยกดทับเส้นประสาทไขสันหลังบริเวณช่องอกเบาลง จึงทำให้อาการแปลบที่หัวใจเบาลง และหายไป

        เส้นประสาทไขสันหลัง ออกจากไขสันหลังซึ่งอยู่ในช่องกระดูกสันหลัง ตั้งแต่กระดูกคอ กระดูกส่วนอก และสิ้นสุดที่กระดูกอกส่วนล่าง ทำหน้าที่นำความรู้สึกจากส่วนต่างๆของร่างกาย กลับเข้ามาที่ไขสันหลัง แล้วส่งกลับไปสมอง
       การที่แนวเส้นชิดกระดูกสันหลัง บวมพองขึ้นมา ก็จะไปกดทับเส้นประสาทไขสันหลังส่วนอก ซึ่งนำเอาความรู้สึกของอวัยวะภายในช่องท้อง ให้สะท้อนกลับไปที่สมอง ผ่านทางไขสันหลัง
         อาการแปลบที่เกิดขึ้นกับหัวใจก็เช่นกัน เมื่อเราไปตรวจด้วยอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ ไม่พบว่าเป็นอาการผิดปกติของหัวใจ ของกล้ามเนื้อหัวใจ คลื่นหัวใจปกติ
         แต่เนื่องจากเส้นประสาทไขสันหลังที่นำสัญญาณจากหัวใจ กลับเข้ามาที่ไขสันหลัง โดนแนวเส้นที่พองโตขึ้น มาเบียดมากดทับ เป็นเพราะพลังงานที่สั่งสมอยู่ ไม่คลายตัวออก พลังงานบวมโต พองในแนวเส้น แล้วไปกดทับเส้นประสาทไขสันหลังเส้นนี้ จึงสะท้อนอาการไปที่หัวใจ มีผลทำให้เกิดอาการแปลบขึ้นที่หัวใจ
          เวลาที่เรากดนวด คลึงบริเวณแนวชิดกระดูกสันหลัง ลมที่ขัดอยู่ที่แนวเส้นบริเวณท่อนกระดูกสันหลัง ก็จะคลายตัวไหลออกมาตามข้อกระดูกสันหลังและรูขุมขนบริเวณนั้น จึงทำให้พลังงานไปกดทับเส้นประสาทไขสันหลังลดน้อยลง และค่อยๆหมดไป
          อาการที่แปลบที่หัวใจก็จะหายไปเอง การกดนวดไล่ลม ในท่านอนคว่ำ เราสามารถกระทุ้งทำให้ลมในแนวชิดกระดูกสันหลัง ไหลเวียนออกนอกร่างกายได้ เพราะถ้าเรากดนวดให้ลมและพลังงานไหลร้อนออกที่ข้อเข่า ข้อเท้า ข้อกระดูกเท้า ออกที่ข้อกระดูกกระเบนเหน็บ ข้อกระดูกสันหลัง ออกที่ข้อแขน ข้อมือ ออกที่รอยต่อกะโหลกศรีษะ พลังงานที่สั่งสมอยู่ก็จะค่อยๆคลายตัวออกไปเอง

         อาการเจ็บป่วยสะท้อนของอวัยวะ ที่เส้นประสาทไขสันหลังคู่นั้นๆกำกับอยู่ เมื่อไม่โดนพลังงานไปกดทับ อาการป่วยของอวัยวะนั้นก็จะหายไปเอง

                         22 ตุลาคม 2561