นวดไล่ลม-คลายพลังงาน
การนวดเส้น
กว่า13ปี 8เดือน ที่คลุกคลีในอาชีพหมอนวด โดยเน้นนวดบำบัดอาการที่เกิดจากการขัดของลมเป็นหลัก เริ่มต้นจากความรู้เกี่ยวกับการนวด เป็นการนวดแนวเส้น กึ่งราชสำนัก ที่ได้ร่ำเรียนมาจากศูนย์ฝึกวิชาชีพกรุงเทพมหานคร( วัดวรจรรยาวาส )
ศาสตร์การนวดแผนไทย โดยเฉพาะการนวดบำบัดอาการ เป็นศาสตร์ที่ละเอียดอ่อน เราจะเคยได้ยินว่าการเจ็บไข้ได้ป่วยของคนเราเป็นโรคเวรโรคกรรม บางคนเจ็บป่วยมาเป็นสิบๆปี ตะเวนไปรักษาตัว จะไกลแค่ไหนถ้ารู้ก็จะหาทาง หาวิธีที่จะไปรักษา ไม่มีเงินก็ต้องไปหาเงิน ไม่มีเวลาก็จะหาเวลา เพื่อที่ได้ไปรักษา แต่ก็ใช่ว่าจะรักษาให้หายได้ สุดท้ายก็ยังเจ็บป่วยในอาการเดิมต่อเนื่องไปอีก
บางคนเจ็บป่วยมานานหลายๆปี พอถึงเวลา ก็มีเหตุทำให้รู้ว่าจะต้องรักษาด้วยวิธีนั้น วิธีนี้ หรือเห็นคนอื่นรักษาอยู่ บังเอิญตัวเราเองไปที่นั่นด้วย แล้วเกิดอยากจะนวดจะรักษาขึ้นมา เมื่อบำบัดอาการไปแล้ว อาการที่เรื้อรังมา ก็ทุเลา และหายได้ในที่สุด
ที่กล่าวเช่นนี้เพราะ การเจ็บป่วยของคนเรา ในบางครั้งอาการลมขัด และอาการปวดข้างในแนวเส้นลึกๆ เมื่อเราขอขมากรรม และทำสมาธิแผ่บุญกุศลไปให้เจ้ากรรมนายเวรที่กำลังเบียดเบียนเราอยู่ ปรากฎว่าอาการปวดลึกๆในแนวเส้นจะหายไป อาการบาดเจ็บที่เคยรักษาไม่ได้ ก็จะรักษาได้
ร่างกายคนเราประกอบด้วยธาตุสี่ คือดินน้ำลมไฟ ส่วนมากแล้วที่เราบำบัดรักษาอาการไม่หาย เรื้อรังมาเป็นเวลาสิบๆปี ก็เนื่องมาจากการที่เรารู้จักลมในกายเราตามตำราที่เคยเรียนรู้มา แต่ในขณะที่เราบำบัดอาการนั้นเราไม่สามารถสัมผัส ไม่สามารถแตะต้องธาตุลมในกายคนไข้ได้ เราเพียงแต่รู้และเข้าใจว่าลมชื่อนี้..... ทำให้อาการของโรคลมนี้... กำเริบขึ้น จึงทำให้การบำบัดอาการเกี่ยวกับลมในร่างกายเป็นเรื่องที่ยาก จับต้นชนปลายไม่ถูก
เรื่องของธาตุลมในร่างกายเรา เกี่ยวเนื่องกับหลายๆสิ่งที่เราสัมผัสไม่ได้ แต่เราพอจะเข้าใจได้ เพราะจริงๆแล้วเป็นสภาวะที่เราสามารถอธิบายในทางวิทยาศาสตร์ได้ ก็คือเรื่องของพลังงานที่ซึมซับ สะเทือนเข้ามาในร่างกาย พลังงานที่เข้ามานี้เก็บสั่งสมอยู่ภายในร่างกายเรา
และยังมีพลังงานอีกประเภทหนึ่งที่อยู่ในกายเรา คือดวงจิตที่เป็นเจ้ากรรมนายเวร ที่เราเคยได้ยินว่าทำไมเวลาที่เราไปถือศีล ปฏิบัติธรรมก็ช่วยรักษาอาการป่วยได้
การที่เราจะบำบัดอาการของผู้ป่วยให้หายได้ เป็นการเข้าไปตัดกรรม ที่เจ้ากรรมนายเวรกำลังเบียดเบียนผู้ป่วยอยู่ ผู้ที่จะเป็นผู้บำบัดจึงต้องมีจิตที่เมตตา เป็นเป็นผู้ที่ปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลในธรรม เท่าที่เราจะปฏิบัติได้ และยังต้องน้อมนำอานุภาพคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์ เป็นสรณะอันสูงสุด
และน้อมนำอานุภาพครูบาอาจารย์ทางการแพทย์แผนไทย องค์ปู่ชีวกโกมารภัจจ์ องค์ปู่ฤษีต่างๆ รวมทั้งครูบาอาจารย์ทางการแพทย์ทุกสาขาอาชีพ เป็นพลัง เป็นปัญญาที่จะบำบัดอาการผู้ป่วย
และสิ่งที่สำคัญที่สุด การที่คนเราเจ็บป่วยเรื้อรัง ทำให้เราสูญเสียทรัพย์สิน เงินทอง เกิดทุพลภาพ ไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติสุขได้ ก็เพราะเจ้ากรรมนายเวรเบียดเบียนเราอยู่ เราจึงควรจะกล่าวบทขอขมากรรมบ่อยๆ เพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรคลายความอาฆาตแค้นลงมา
นวดไล่ลม-คลายพลังงาน คืออะไร
06 มีนาคม 2562
ธิติ ศุภโชติการกุล นวดไล่ลม แก้อาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทโดยไม่ต้องผ่าตัด 086-775-7333 , 083-046-7409 , 02-426-0561
วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2562
วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561
นวดไล่ลม คลายพลังงาน ( ตอนที่ 10.2 )
นวดไล่ลม คลายพลังงาน ( ตอนที่ 10.2 )
ลมไม่เคลื่อนออก พลังงานอื่นๆก็ออกไม่ได้
รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้ง การที่เราจะแก้ปัญหาอะไรสักอย่างหนึ่ง เราต้องรู้ถึงสาเหตุแห่งปัญหา และปัจจัยต่างๆที่ทำให้ปัญหานี้เกิดขึ้น แล้วถึงจะเข้าไปแก้ที่ต้นตอของปัญหานั้น
การบำบัดการกดนวดไล่ลม ผมได้เกริ่นมาตลอดว่า ทุกๆอิริยาบทของเรามีพลังงานจากภายนอกกระเทือน สะท้อนซึมซับเข้ามา แล้วสั่งสมอยู่ในร่างกาย ตามแนวเส้น กล้ามเนื้อ ช่องท้อง และช่องว่างต่างๆในร่างกาย
พลังงานที่ซึมซับเข้ามานี้ ที่ผ่านมาการบำบัดของเรา เราลองคิดดูว่า เราได้เคยบำบัดทำให้พลังงานเหล่านี้คลายออกไปนอกร่างกายหรือไม่ แล้วถ้าเราไม่เคยนำพลังงานเหล่านี้ให้คลายออกนอกร่างกาย การเจ็บป่วยเรื้อรังของเราจะหายได้ไหม
พลังงานที่ซึมซับและสั่งสมอยู่ในร่างกาย เป็นคำตอบของอาการตัวร้อนแต่ไม่มีไข้ เพราะพลังงานเหล่านี้เข้ามาในร่างกายเราแล้วไม่สามารถคลายออกนอกร่างกายได้ ธาตุลมในร่างกายเราเกิดการไหลเวียนออกนอกร่างกายได้ไม่ปกติ บางวันลมไหลเวียนออกตามรูขุมขนได้ ตัวเราก็เบา อาการร้อนภายในก็ดับลงไปเอง
ในบางวันที่ลมไม่สามารถเคลื่อนไหลออกนอกกาย ไม่สามารถไหลออกตามรูขุมขน ตามทวารต่างๆ เช่น การหาว เรอ ไอ จาม ลมออกหู การผายลม การขับถ่ายอุจจาระที่มีลมออกมาด้วย ลมออกที่ช่องคลอด การเดินหรือการเคลื่อนไหวร่างกายแล้วลมออกตามข้อกระดูก เมื่อลมเคลื่อนไหลออกไม่ได้พลังงานที่สั่งสมอยู่ก็ไม่สามารถเคลื่อนไหลออกไปด้วย วันนั้นทั้งวัน เราก็จะรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว มีอาการร้อนอยู่ภายใน ซึ่งอาการนี้ไม่ได้เป็นอาการร้อนใน จะกินยา กินสมุนไพรเช่นฟ้าทลายโจน น้ำใบย่านาง เพื่อลดอาการร้อนนั้น ก็ไม่สามารถดับอาการร้อนนั้นได้ เพราะอาการร้อนนั้นไม่ได้เกิดจากธาตุดิน ธาตุน้ำ ไม่ได้เกิดจากการที่กล้ามเนื้ออักเสบ ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ที่ปรอทวัดไข้จะสามารถสัมผัสและตรวจพบอุณหภูมิที่สูงขึ้นได้
ปรอทวัดไข้ซึ่งเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ไม่สามารถสัมผัสธาตุลม จึงไม่สามารถตรวจพบความร้อนที่เกิดขึ้นจากการขัดของลมในร่างกาย
และที่สำคัญปรอทวัดไข้ก็ไม่สามารถตรวจวัดธาตุไฟ ซึ่งเป็นความร้อนที่เกิดจากพลังงานต่างๆที่ซึมซับเข้ามา สั่งสมอยู่ภายในร่างกาย พลังงานเหล่านี้ไม่สามารถเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ เนื่องจากธาตุลมในร่างกายไม่สามารถเคลื่อนออกตามรูขุมขน ตามทวารต่างๆ
ดังนั้นเมื่อเรากดนวดไล่ลมทำให้ลมในร่างกาย สามารถเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายเราได้ พลังงานที่สั่งสมอยู่ก็จะเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายเราไปด้วย มีผลทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการสั่งสมพลังงานภายในร่างกายก็จะค่อยๆลดลง จนอาการร้อนนั้นหายไปในที่สุด
เมื่อลมไหลออกนอกร่างกายได้ ลมก็จะนำพาพลังงานที่สั่งสมอยู่ในแนวเส้น อยู่ในช่อง ในโพรงต่างๆในร่างกายให้ไหลออกนอกร่างกายด้วย จึงทำให้อาการบางอย่างที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้ และอาการเรื้อรังในร่างกายได้รับการบำบัดแก้ไขและหายไปในที่สุด
ทั้งนี้เพราะลมในร่างกายและพลังงานที่สั่งสมอยู่ในร่างกาย เมื่อเราสามารถเคลื่อนลมในร่างกายให้เคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ จะเกิดการถ่ายเทพลังงาน การแพร่ของพลังงาน จากจุดที่มีความหนาแน่นมากกว่าไปยังที่ๆมีความหนาแน่นน้อยกว่า คือบริเวณที่เรากระทุ้งเปิดรูขุมขนได้แล้ว แล้วเกิดแรงเฉื่อยเหนี่ยวนำพลังงานที่แพร่ลงมานี้ ให้ไหลออกที่รูขุมขน จึงทำให้อาการบวมแน่นในช่องท้อง กระโหลกศีรษะลดลง อาการเรื้อรัง อาการที่หาสาเหตุไม่ได้ ก็จะคลายและหายไปเอง
แก้ลม คลายพลังงาน บำบัดอาการอะไรบ้าง
28 ธันวาคม 2561
ลมไม่เคลื่อนออก พลังงานอื่นๆก็ออกไม่ได้
รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้ง การที่เราจะแก้ปัญหาอะไรสักอย่างหนึ่ง เราต้องรู้ถึงสาเหตุแห่งปัญหา และปัจจัยต่างๆที่ทำให้ปัญหานี้เกิดขึ้น แล้วถึงจะเข้าไปแก้ที่ต้นตอของปัญหานั้น
การบำบัดการกดนวดไล่ลม ผมได้เกริ่นมาตลอดว่า ทุกๆอิริยาบทของเรามีพลังงานจากภายนอกกระเทือน สะท้อนซึมซับเข้ามา แล้วสั่งสมอยู่ในร่างกาย ตามแนวเส้น กล้ามเนื้อ ช่องท้อง และช่องว่างต่างๆในร่างกาย
พลังงานที่ซึมซับเข้ามานี้ ที่ผ่านมาการบำบัดของเรา เราลองคิดดูว่า เราได้เคยบำบัดทำให้พลังงานเหล่านี้คลายออกไปนอกร่างกายหรือไม่ แล้วถ้าเราไม่เคยนำพลังงานเหล่านี้ให้คลายออกนอกร่างกาย การเจ็บป่วยเรื้อรังของเราจะหายได้ไหม
พลังงานที่ซึมซับและสั่งสมอยู่ในร่างกาย เป็นคำตอบของอาการตัวร้อนแต่ไม่มีไข้ เพราะพลังงานเหล่านี้เข้ามาในร่างกายเราแล้วไม่สามารถคลายออกนอกร่างกายได้ ธาตุลมในร่างกายเราเกิดการไหลเวียนออกนอกร่างกายได้ไม่ปกติ บางวันลมไหลเวียนออกตามรูขุมขนได้ ตัวเราก็เบา อาการร้อนภายในก็ดับลงไปเอง
ในบางวันที่ลมไม่สามารถเคลื่อนไหลออกนอกกาย ไม่สามารถไหลออกตามรูขุมขน ตามทวารต่างๆ เช่น การหาว เรอ ไอ จาม ลมออกหู การผายลม การขับถ่ายอุจจาระที่มีลมออกมาด้วย ลมออกที่ช่องคลอด การเดินหรือการเคลื่อนไหวร่างกายแล้วลมออกตามข้อกระดูก เมื่อลมเคลื่อนไหลออกไม่ได้พลังงานที่สั่งสมอยู่ก็ไม่สามารถเคลื่อนไหลออกไปด้วย วันนั้นทั้งวัน เราก็จะรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว มีอาการร้อนอยู่ภายใน ซึ่งอาการนี้ไม่ได้เป็นอาการร้อนใน จะกินยา กินสมุนไพรเช่นฟ้าทลายโจน น้ำใบย่านาง เพื่อลดอาการร้อนนั้น ก็ไม่สามารถดับอาการร้อนนั้นได้ เพราะอาการร้อนนั้นไม่ได้เกิดจากธาตุดิน ธาตุน้ำ ไม่ได้เกิดจากการที่กล้ามเนื้ออักเสบ ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ที่ปรอทวัดไข้จะสามารถสัมผัสและตรวจพบอุณหภูมิที่สูงขึ้นได้
ปรอทวัดไข้ซึ่งเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ไม่สามารถสัมผัสธาตุลม จึงไม่สามารถตรวจพบความร้อนที่เกิดขึ้นจากการขัดของลมในร่างกาย
และที่สำคัญปรอทวัดไข้ก็ไม่สามารถตรวจวัดธาตุไฟ ซึ่งเป็นความร้อนที่เกิดจากพลังงานต่างๆที่ซึมซับเข้ามา สั่งสมอยู่ภายในร่างกาย พลังงานเหล่านี้ไม่สามารถเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ เนื่องจากธาตุลมในร่างกายไม่สามารถเคลื่อนออกตามรูขุมขน ตามทวารต่างๆ
ดังนั้นเมื่อเรากดนวดไล่ลมทำให้ลมในร่างกาย สามารถเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายเราได้ พลังงานที่สั่งสมอยู่ก็จะเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายเราไปด้วย มีผลทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการสั่งสมพลังงานภายในร่างกายก็จะค่อยๆลดลง จนอาการร้อนนั้นหายไปในที่สุด
เมื่อลมไหลออกนอกร่างกายได้ ลมก็จะนำพาพลังงานที่สั่งสมอยู่ในแนวเส้น อยู่ในช่อง ในโพรงต่างๆในร่างกายให้ไหลออกนอกร่างกายด้วย จึงทำให้อาการบางอย่างที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้ และอาการเรื้อรังในร่างกายได้รับการบำบัดแก้ไขและหายไปในที่สุด
ทั้งนี้เพราะลมในร่างกายและพลังงานที่สั่งสมอยู่ในร่างกาย เมื่อเราสามารถเคลื่อนลมในร่างกายให้เคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ จะเกิดการถ่ายเทพลังงาน การแพร่ของพลังงาน จากจุดที่มีความหนาแน่นมากกว่าไปยังที่ๆมีความหนาแน่นน้อยกว่า คือบริเวณที่เรากระทุ้งเปิดรูขุมขนได้แล้ว แล้วเกิดแรงเฉื่อยเหนี่ยวนำพลังงานที่แพร่ลงมานี้ ให้ไหลออกที่รูขุมขน จึงทำให้อาการบวมแน่นในช่องท้อง กระโหลกศีรษะลดลง อาการเรื้อรัง อาการที่หาสาเหตุไม่ได้ ก็จะคลายและหายไปเอง
แก้ลม คลายพลังงาน บำบัดอาการอะไรบ้าง
28 ธันวาคม 2561
วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2561
นวดไล่ลม คลายพลังงาน ( ตอนที่ 10.1 ) อะไรคือ นวดไล่ลม
นวดไล่ลม คลายพลังงาน ( ตอนที่ 10.1 )
อะไรคือ นวดไล่ลม
นวดไล่ลม คนส่วนมากจะไม่คุ้นกับชื่อ ” นวดไล่ลม ” หลายๆคน เมื่อมีอาการเจ็บป่วยเกี่ยวกับอาการขัดของลมในร่างกาย ทำการรักษาในทุกๆทางที่จะทำได้ แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขอาการนี้ได้ ทั้งนี้เพราะธาตุลมในร่างกายเรา ไม่สามารถตรวจวัดได้ ด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ปัจจุบัน X-Rays ก็ไม่เห็น MRI ก็หาไม่เจอ ร่างกายเรามีอาการร้อนผ่าวอยู่ภายใน ปรอทวัดไข้ก็ไม่สามารถตรวจวัดอาการร้อนผ่าวนั้นได้
ทั้งหมดนี้เกิดจากความไม่สมดุลของธาตุลมในร่างกายเรา ลมในร่างกายเรามีไม่มาก-ไม่น้อยไปกว่าขนาดรูปร่างของร่างกายเรา นั่นคือในภาวะปกติ ลมจะไหลเวียนเข้า-ออกตามรูขุมขนทั่วร่างกาย เมื่อลมเข้ามาในร่างกายทางจมูก ( ลมสามารถเข้ามาตามรูขุมขนทั่วร่างกาย ) แล้วลมไม่สามารถเคลื่อนไหลออกตามรูขุมขนต่างๆ จึงทำให้เกิดการบวมพองอยู่ภายในแนวเส้น บวมพองอยู่ภายในช่องท้อง บวมพองอยู่ในกะโหลกศีรษะ
พลังงานลมเมื่อเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายไม่ได้ จึงเกิดความเครียด ความดันอยู่ภายใน เนื่องจากการบำบัดที่ผ่านมา การใช้อุปกรณ์นั้นเป็นธาตุดิน จึงไม่สามารถตรวจวัดความไม่ปกติของธาตุลมได้ บ่อยครั้งที่เราไปตรวจรักษา แล้วได้คำตอบว่าอวัยวะของเราปกติ พร้อมกับไม่มีคำตอบว่าป่วยอะไร และจะรักษาอย่างไร
การนวดไล่ลม เป็นส่วนหนึ่งของการนวดแผนไทย การนวดไล่ลมนั้น เราก็ต้องมีความรู้พื้นฐานการนวดบำบัด รู้จักแนวเส้น และต้องทำความเข้าใจในความหมายของการไหลเวียนของลมในร่างกาย
ในการบำบัดอื่นที่เราเคยบำบัดมา เราจะรู้สึกว่า เป็นการบำบัดที่ทำให้ธาตุลมมีการเคลื่อนไหล จากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งการเคลื่อนไหลนี้ ลมไม่ได้เคลื่อนไหลออกนอกร่างกาย ยังคงไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย โดยจะเคลื่อนจากส่วนของร่างกายที่แนวเส้นมีลมขัด และแน่นอยู่ เมื่อโดนกดนวดบริเวณนั้นลมก็จะเคลื่อนไหลไปตามแนวเส้น ไปยังส่วนของร่างกายที่มีความหนาแน่นของลมน้อยกว่า
เช่น เมื่อเรานั่งให้นวด ( บ่ามีอาการตึง ลมมีความหนาแน่นมาก ) เวลาที่เราโดนกดนวดลงมาที่บ่า เราจะรู้สึกว่าบ่าเบา แต่จะมีความรู้สึกว่ามีอาการเมื่อย ตึงลงมาที่แนวหลังใต้แนวสะบัก เมื่อยเข้ามาถึงเอว จะเมื่อยเอวอยู่ 1-2 วัน หลังจากนั้นเราจะเริ่มกลับมาตึงที่คอ-บ่า-ไหล่อีก ทั้งนี้เพราะการไหลเวียนพลังงานแบบนี้เป็นการไหลเวียนที่ลมไม่ไหลออกนอกร่างกาย เพียงแค่เปลี่ยนจากตำแหน่งหนึ่งไปอีกตำแหน่งนั่นเอง
นวดไล่ลม เป็นการกดนวดปรับสมดุลของธาตุทั้งสี่ ธาตุดินน้ำลมไฟ โดยเป็นการเน้นปรับสมดุลของธาตุลมเป็นหลัก ทำให้ธาตุลมในร่างกายเกิดการไหลเวียน แล้วเคลื่อนไหลออกนอกร่างกาย ตามทวาร ตามข้อกระดูก ออกตามรูขุมขนทั่วร่างกาย
......ถ้าลมเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ จะส่งผลต่อการบำบัดอาการเจ็บป่วยอย่างไร
22 ธันวาคม 2561
อะไรคือ นวดไล่ลม
นวดไล่ลม คนส่วนมากจะไม่คุ้นกับชื่อ ” นวดไล่ลม ” หลายๆคน เมื่อมีอาการเจ็บป่วยเกี่ยวกับอาการขัดของลมในร่างกาย ทำการรักษาในทุกๆทางที่จะทำได้ แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขอาการนี้ได้ ทั้งนี้เพราะธาตุลมในร่างกายเรา ไม่สามารถตรวจวัดได้ ด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ปัจจุบัน X-Rays ก็ไม่เห็น MRI ก็หาไม่เจอ ร่างกายเรามีอาการร้อนผ่าวอยู่ภายใน ปรอทวัดไข้ก็ไม่สามารถตรวจวัดอาการร้อนผ่าวนั้นได้
ทั้งหมดนี้เกิดจากความไม่สมดุลของธาตุลมในร่างกายเรา ลมในร่างกายเรามีไม่มาก-ไม่น้อยไปกว่าขนาดรูปร่างของร่างกายเรา นั่นคือในภาวะปกติ ลมจะไหลเวียนเข้า-ออกตามรูขุมขนทั่วร่างกาย เมื่อลมเข้ามาในร่างกายทางจมูก ( ลมสามารถเข้ามาตามรูขุมขนทั่วร่างกาย ) แล้วลมไม่สามารถเคลื่อนไหลออกตามรูขุมขนต่างๆ จึงทำให้เกิดการบวมพองอยู่ภายในแนวเส้น บวมพองอยู่ภายในช่องท้อง บวมพองอยู่ในกะโหลกศีรษะ
พลังงานลมเมื่อเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายไม่ได้ จึงเกิดความเครียด ความดันอยู่ภายใน เนื่องจากการบำบัดที่ผ่านมา การใช้อุปกรณ์นั้นเป็นธาตุดิน จึงไม่สามารถตรวจวัดความไม่ปกติของธาตุลมได้ บ่อยครั้งที่เราไปตรวจรักษา แล้วได้คำตอบว่าอวัยวะของเราปกติ พร้อมกับไม่มีคำตอบว่าป่วยอะไร และจะรักษาอย่างไร
การนวดไล่ลม เป็นส่วนหนึ่งของการนวดแผนไทย การนวดไล่ลมนั้น เราก็ต้องมีความรู้พื้นฐานการนวดบำบัด รู้จักแนวเส้น และต้องทำความเข้าใจในความหมายของการไหลเวียนของลมในร่างกาย
ในการบำบัดอื่นที่เราเคยบำบัดมา เราจะรู้สึกว่า เป็นการบำบัดที่ทำให้ธาตุลมมีการเคลื่อนไหล จากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งการเคลื่อนไหลนี้ ลมไม่ได้เคลื่อนไหลออกนอกร่างกาย ยังคงไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย โดยจะเคลื่อนจากส่วนของร่างกายที่แนวเส้นมีลมขัด และแน่นอยู่ เมื่อโดนกดนวดบริเวณนั้นลมก็จะเคลื่อนไหลไปตามแนวเส้น ไปยังส่วนของร่างกายที่มีความหนาแน่นของลมน้อยกว่า
เช่น เมื่อเรานั่งให้นวด ( บ่ามีอาการตึง ลมมีความหนาแน่นมาก ) เวลาที่เราโดนกดนวดลงมาที่บ่า เราจะรู้สึกว่าบ่าเบา แต่จะมีความรู้สึกว่ามีอาการเมื่อย ตึงลงมาที่แนวหลังใต้แนวสะบัก เมื่อยเข้ามาถึงเอว จะเมื่อยเอวอยู่ 1-2 วัน หลังจากนั้นเราจะเริ่มกลับมาตึงที่คอ-บ่า-ไหล่อีก ทั้งนี้เพราะการไหลเวียนพลังงานแบบนี้เป็นการไหลเวียนที่ลมไม่ไหลออกนอกร่างกาย เพียงแค่เปลี่ยนจากตำแหน่งหนึ่งไปอีกตำแหน่งนั่นเอง
นวดไล่ลม เป็นการกดนวดปรับสมดุลของธาตุทั้งสี่ ธาตุดินน้ำลมไฟ โดยเป็นการเน้นปรับสมดุลของธาตุลมเป็นหลัก ทำให้ธาตุลมในร่างกายเกิดการไหลเวียน แล้วเคลื่อนไหลออกนอกร่างกาย ตามทวาร ตามข้อกระดูก ออกตามรูขุมขนทั่วร่างกาย
......ถ้าลมเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ จะส่งผลต่อการบำบัดอาการเจ็บป่วยอย่างไร
22 ธันวาคม 2561
วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561
ลมและพลังงาน ( ตอนที่ 9.9 ) ไฟฟ้าสถิต
ลมและพลังงาน ( ตอนที่ 9.9 )
ไฟฟ้าสถิต
นวดไล่ลม-นวดคลายพลังงาน เป็นการกดนวดบำบัด โดยเน้นทำให้ลมเกิดการไหลเวียนออกนอกร่างกาย และเมื่อลมไหลออกนอกร่างกายตามรูขุมขน ทวารต่างๆได้ ลมที่เคลื่อนไหลออกตามรูขุมขน จะดึงพลังงานที่เก็บสั่งสมอยู่ภายในร่างกายเรา ให้ไหลออกไปด้วย
ว่าไปแล้วพลังงานนี้ ก็คือไฟฟ้าสถิตที่อยู่ในร่างกายเรานั่นเอง อาการตัวร้อนแต่ไม่มีไข้ ก็คือการที่พลังงานที่เข้ามาแล้วออกไปนอกร่างกายไม่ได้ เกิดการสั่งสมพลังงาน เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงเกิดพลังงานเก็บอยู่ภายใน ยิ่งนานมากเท่าไร ความหนาแน่นของพลังงานก็จะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ธาตุไฟกำเริบขึ้น จึงทำให้เกิดความร้อนขึ้นภายในร่างกาย เป็นความผิดปกติของธาตุลมในร่างกาย ความร้อนที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของธาตุดิน ( กล้ามเนื้ออักเสบ ) และธาตุน้ำ ( ติดเชื้อในกระแสเลือด ) ปรอทวัดไข้ซึ่งเป็นธาตุดิน จึงไม่สามารถตรวจวัดได้ เมื่อเรากดนวดไล่ลม ทำให้ลมไหลออกนอกร่างกายได้ อาการร้อนแต่ไม่มีไข้ก็จะค่อยๆดับลงในที่สุด
พลังงานที่สั่งสมในร่างกายนี้ หรือไฟฟ้าสถิตในร่างกายเรา ในชีวิตประจำวันของเราจะเคยสัมผัสบ้าง เช่น ถ้าเราอยู่ในที่ๆมีอากาศเย็นชื้น เช่นอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ต เวลาที่เข็นรถเข็นที่มีโครงสร้างเป็นโลหะ คนที่มีอาการตัวร้อนแต่ไม่มีไข้ ส่วนมากแล้วเวลาที่จับรถเข็น จะมีอาการสปาร์ค เหมือนไฟช็อต จนบางครั้งแรงจนแขนเรากระตุก กระชาก
ในขณะที่เราจับรถเข็น พลังงานที่สั่งสมอยู่ภายใน ( ไฟฟ้าสถิต ) เกิดการเคลื่อนไหลออกมา ผ่านสื่อกลางคือตัวรถเข็น ลงสู่พื้นห้อง
สามวันก่อน ได้นวดผู้ป่วยเดิมที่เคยนวด อยู่ที่พุทธมณฑล สาย3 มีอาการเส้นบวม ตึง ตลอดซีกขวามือ ก็ได้ทำการนวดบำบัดนวดไล่ลม นวดในห้องที่ติดเครื่องปรับอากาศ นวดจนครบเวลา ปรากฎว่าวันนี้มีเหตุบางอย่าง ที่ทำให้จะต้องกล่าวถึง คือ เมื่อนวดผู้ป่วยเสร็จ ก็จัดการเก็บที่นอน เก็บเสื่อ ปรากฎว่าขณะที่ผมได้ช่วยพับ เก็บเสื่อ ที่ผู้ป่วยยังไม่ได้เก็บ และส่งต่อเสื่อนี้ให้ผู้ป่วยไปเก็บ โดยที่ผมและผู้ป่วยไม่ได้ใส่รองเท้า ยืนเท้าเปล่าอยู่บนพื้นกระเบื้อง
เกิดเหตุการณ์คือ ที่มือของผมและมือของผู้ป่วย มีอาการสปาร์คของพลังงาน ที่มือผมพลังงานสปาร์คขึ้นมาแค่ที่มือ แต่ที่มือของผู้ป่วยพลังงานเคลื่อนจากมือขึ้นไปถึงข้อศอก มีเสียงดังเหมือนไฟช็อต ( เสียงช็อตของไม้ตบยุง )
เหตุการณ์นี้จึงทำให้เข้าใจได้ว่า เมื่อเราจับรถเข็น พลังงานที่สั่งสมอยู่ในกายเรา เมื่ออยู่ในที่ๆชื้น อากาศเย็น พลังงานนี้จะเคลื่อนไหลออกมา แล้วลงพื้นดินโดยผ่านตัวกลางคือรถเข็นโลหะ
สำหรับกรณีที่เล่าให้ฟังนี้ เราปูเสื่ออยู่ชั้นล่างสุด ปูที่นอนซ้อนไว้ด้านบน นวดอยู่ในห้องที่เย็นชื้น เมื่อเรามีการกดนวดไล่ลม พลังงานที่เคลื่อนไหลออกมาจากร่างกายผู้ป่วย ก็ไปสั่งสมตรงที่นอน ผ่านลงไปถึงเสื่อ ไฟฟ้าสถิตนี้ยังไม่เคลื่อนลงพื้นดิน พอเราขยับ เก็บ พับเสื่อ พลังงานที่เก็บอยุ่ที่เสื่อ ก็จะสปาร์ค เคลื่อนไหลกลับมาที่มือเรา แล้วลงดิน ( ไม่ได้ใส่รองเท้า )
เหตุการณ์นี้อธิบายคร่าวๆได้ว่า ในขณะที่เรากดนวดไล่ลม พลังงานหรือไฟฟ้าสถิตในร่างกายเคลื่อนออกมาด้วย ไปเก็บอยู่ที่เสื่อที่เป็นฉนวน
เมื่อเราพับ เก็บเสื่อ มีอาการสปาร์คที่มือที่จับเสื่อ แสดงว่าพลังงานที่เคลื่อนออกมาเก็บที่เสื่อ ได้เคลื่อนไหลกลับมาร่างกายเรา ที่มือ แล้วพลังงานวิ่งผ่านร่างกาย ลงพื้นดินที่เรายืนอยู่ เหมือนกับมือเรามีอาการสปาร์คขณะที่เราจับรถเข็นโลหะ
พลังงานที่สั่งสมอยู่ในร่างกาย แล้วเคลื่อนไหลออกมาในรูปแบบของไฟฟ้าสถิต เรากดนวดไล่ลม ทำให้พลังงานที่สั่งสมอยู่นี้เคลื่อนไหลออกมา ค่อยๆคลาย ลดปริมาตรภายในร่างกายลงมาเรื่อยๆ พลังงานนี้เมื่อออกมายังคงไม่ไปไหนไกล ยังอยู่บนพื้นผิวของเสื่อ ถ้ามีมาก ปัจจัยที่เหมาะสม มีสื่อกลางไปเชื่อม คือมือเราไปจับ ไหลผ่านกายเราลงเท้า ลงพื้นดิน เป็นการครบวงจรของการไหลของกระแสไฟ
05 ธันวาคม 2561
ไฟฟ้าสถิต
นวดไล่ลม-นวดคลายพลังงาน เป็นการกดนวดบำบัด โดยเน้นทำให้ลมเกิดการไหลเวียนออกนอกร่างกาย และเมื่อลมไหลออกนอกร่างกายตามรูขุมขน ทวารต่างๆได้ ลมที่เคลื่อนไหลออกตามรูขุมขน จะดึงพลังงานที่เก็บสั่งสมอยู่ภายในร่างกายเรา ให้ไหลออกไปด้วย
ว่าไปแล้วพลังงานนี้ ก็คือไฟฟ้าสถิตที่อยู่ในร่างกายเรานั่นเอง อาการตัวร้อนแต่ไม่มีไข้ ก็คือการที่พลังงานที่เข้ามาแล้วออกไปนอกร่างกายไม่ได้ เกิดการสั่งสมพลังงาน เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงเกิดพลังงานเก็บอยู่ภายใน ยิ่งนานมากเท่าไร ความหนาแน่นของพลังงานก็จะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ธาตุไฟกำเริบขึ้น จึงทำให้เกิดความร้อนขึ้นภายในร่างกาย เป็นความผิดปกติของธาตุลมในร่างกาย ความร้อนที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของธาตุดิน ( กล้ามเนื้ออักเสบ ) และธาตุน้ำ ( ติดเชื้อในกระแสเลือด ) ปรอทวัดไข้ซึ่งเป็นธาตุดิน จึงไม่สามารถตรวจวัดได้ เมื่อเรากดนวดไล่ลม ทำให้ลมไหลออกนอกร่างกายได้ อาการร้อนแต่ไม่มีไข้ก็จะค่อยๆดับลงในที่สุด
พลังงานที่สั่งสมในร่างกายนี้ หรือไฟฟ้าสถิตในร่างกายเรา ในชีวิตประจำวันของเราจะเคยสัมผัสบ้าง เช่น ถ้าเราอยู่ในที่ๆมีอากาศเย็นชื้น เช่นอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ต เวลาที่เข็นรถเข็นที่มีโครงสร้างเป็นโลหะ คนที่มีอาการตัวร้อนแต่ไม่มีไข้ ส่วนมากแล้วเวลาที่จับรถเข็น จะมีอาการสปาร์ค เหมือนไฟช็อต จนบางครั้งแรงจนแขนเรากระตุก กระชาก
ในขณะที่เราจับรถเข็น พลังงานที่สั่งสมอยู่ภายใน ( ไฟฟ้าสถิต ) เกิดการเคลื่อนไหลออกมา ผ่านสื่อกลางคือตัวรถเข็น ลงสู่พื้นห้อง
สามวันก่อน ได้นวดผู้ป่วยเดิมที่เคยนวด อยู่ที่พุทธมณฑล สาย3 มีอาการเส้นบวม ตึง ตลอดซีกขวามือ ก็ได้ทำการนวดบำบัดนวดไล่ลม นวดในห้องที่ติดเครื่องปรับอากาศ นวดจนครบเวลา ปรากฎว่าวันนี้มีเหตุบางอย่าง ที่ทำให้จะต้องกล่าวถึง คือ เมื่อนวดผู้ป่วยเสร็จ ก็จัดการเก็บที่นอน เก็บเสื่อ ปรากฎว่าขณะที่ผมได้ช่วยพับ เก็บเสื่อ ที่ผู้ป่วยยังไม่ได้เก็บ และส่งต่อเสื่อนี้ให้ผู้ป่วยไปเก็บ โดยที่ผมและผู้ป่วยไม่ได้ใส่รองเท้า ยืนเท้าเปล่าอยู่บนพื้นกระเบื้อง
เกิดเหตุการณ์คือ ที่มือของผมและมือของผู้ป่วย มีอาการสปาร์คของพลังงาน ที่มือผมพลังงานสปาร์คขึ้นมาแค่ที่มือ แต่ที่มือของผู้ป่วยพลังงานเคลื่อนจากมือขึ้นไปถึงข้อศอก มีเสียงดังเหมือนไฟช็อต ( เสียงช็อตของไม้ตบยุง )
เหตุการณ์นี้จึงทำให้เข้าใจได้ว่า เมื่อเราจับรถเข็น พลังงานที่สั่งสมอยู่ในกายเรา เมื่ออยู่ในที่ๆชื้น อากาศเย็น พลังงานนี้จะเคลื่อนไหลออกมา แล้วลงพื้นดินโดยผ่านตัวกลางคือรถเข็นโลหะ
สำหรับกรณีที่เล่าให้ฟังนี้ เราปูเสื่ออยู่ชั้นล่างสุด ปูที่นอนซ้อนไว้ด้านบน นวดอยู่ในห้องที่เย็นชื้น เมื่อเรามีการกดนวดไล่ลม พลังงานที่เคลื่อนไหลออกมาจากร่างกายผู้ป่วย ก็ไปสั่งสมตรงที่นอน ผ่านลงไปถึงเสื่อ ไฟฟ้าสถิตนี้ยังไม่เคลื่อนลงพื้นดิน พอเราขยับ เก็บ พับเสื่อ พลังงานที่เก็บอยุ่ที่เสื่อ ก็จะสปาร์ค เคลื่อนไหลกลับมาที่มือเรา แล้วลงดิน ( ไม่ได้ใส่รองเท้า )
เหตุการณ์นี้อธิบายคร่าวๆได้ว่า ในขณะที่เรากดนวดไล่ลม พลังงานหรือไฟฟ้าสถิตในร่างกายเคลื่อนออกมาด้วย ไปเก็บอยู่ที่เสื่อที่เป็นฉนวน
เมื่อเราพับ เก็บเสื่อ มีอาการสปาร์คที่มือที่จับเสื่อ แสดงว่าพลังงานที่เคลื่อนออกมาเก็บที่เสื่อ ได้เคลื่อนไหลกลับมาร่างกายเรา ที่มือ แล้วพลังงานวิ่งผ่านร่างกาย ลงพื้นดินที่เรายืนอยู่ เหมือนกับมือเรามีอาการสปาร์คขณะที่เราจับรถเข็นโลหะ
พลังงานที่สั่งสมอยู่ในร่างกาย แล้วเคลื่อนไหลออกมาในรูปแบบของไฟฟ้าสถิต เรากดนวดไล่ลม ทำให้พลังงานที่สั่งสมอยู่นี้เคลื่อนไหลออกมา ค่อยๆคลาย ลดปริมาตรภายในร่างกายลงมาเรื่อยๆ พลังงานนี้เมื่อออกมายังคงไม่ไปไหนไกล ยังอยู่บนพื้นผิวของเสื่อ ถ้ามีมาก ปัจจัยที่เหมาะสม มีสื่อกลางไปเชื่อม คือมือเราไปจับ ไหลผ่านกายเราลงเท้า ลงพื้นดิน เป็นการครบวงจรของการไหลของกระแสไฟ
05 ธันวาคม 2561
วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
ลมและพลังงาน ( ตอนที่ 9.8 )
ลมและพลังงาน ( ตอนที่ 9.8 )
พลังงานกับอาการตึงแข็งของแนวเส้น
นวดไล่ลม หลายๆคนที่ยังมีอาการป่วยไม่หนัก จนถึงต้องแก้ที่ลมในกาย จะไม่คุ้นเคยกับการนวดบำบัดนวดไล่ลม เพราะไม่ค่อยมีใครพูดถึงเรื่องการบำบัดลมในกาย ที่บำบัดกันเป็นแค่ การทำให้ลมเคลื่อนไหลเปลี่ยนจากจุดหนึ่ง ย้ายไปอยู่อีกจุดหนึ่ง ลมที่เคลื่อนไหลนี้ยังไม่ไหลออกนอกร่างกายเรา
ที่ต้องกล่าวย้ำถึงความหมาย และลักษณะการไหลเวียนของลมบ่อยๆ เพราะธาตุลมและธาตุไฟเป็นนามธรรม เราไม่สามารถเห็นด้วยตาได้ ไม่เหมือนธาตุดินและธาตุน้ำ ที่เป็นรูปธรรมเห็นได้ด้วยตา จับต้องได้ด้วยมือ การกดนวดการบำบัดรักษาที่ผ่านๆมา จึงเป็นการบำบัดที่ธาตุดินและธาตุน้ำมากกว่า ธาตุลมและธาตุไฟ เราจึงละเลยที่จะรักษาให้กลับมาสู่สมดุลของร่างกาย เป็นสมดุลของธาตุดินน้ำลมไฟ
การนวดเส้น คือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ คำนี้จึงหมายถึงในเส้นเลือด มีเลือด และลม ไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด ต้องถามว่า การบำบัดรักษาอาการป่วยที่ผ่านมา การไหลเวียนของลมเป็นอย่างไร แค่เคลื่อนเปลี่ยนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง หรือการรักษา การกดนวดนั้นๆทำให้ลมไหลออกนอกร่างกาย ตามรูขุมขนได้
ลมขัด คือลมในแนวเส้นไม่ไหลเวียนออกนอกร่างกาย ธาตุลมในร่างกายเรา มีไม่มากไปกว่าขนาดร่างกายเรา อาการเจ็บป่วยเรื้อรังต่างๆ มาจากพลังงานที่ซึมซับเข้ามา ฝังเก็บแล้วทับถมอยู่ในร่างกายเรา เมื่อใดที่เราทำให้ลมเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ พลังงานเหล่านั้นก็จะคลายตามออกไปด้วย อาการบวมโตของแนวเส้นก็จะลดลงมาเอง การขยับแขนขา ขยับข้อต่างๆก็จะคล่องตัวขึ้น
แนวเส้นหรือเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ ถ้าเปรียบแนวเส้น เป็นสายดับเพลิง จากสายที่นิ่มแบน นิ่มในลักษณะที่เราสามารถม้วนเก็บสายดับเพลิงนั้นได้ เมื่อใดที่เราเปิดวาล์วให้น้ำไหลเข้าสายดับเพลิง สายดับเพลิงจะเปลี่ยนสภาพแข็ง ตึงขึ้นมาทันที จนเราไม่สามารถหักหรืองอ สายดับเพลิงนั้นได้อีก เพราะน้ำเป็นของเหลว เมื่ออยู่ในภาชนะ รูปทรงใด ก็จะกระจายไปอยู่จนเต็มภาชนะรูปทรงนั้น น้ำที่อยู่เต็มสายดับเพลิง เมื่อมากขึ้นเรื่อยๆ จึงไปดันที่ผิวด้านในของสายดับเพลิง ความหนาแน่น ความดันของน้ำ ทำให้สายยางแข็ง หนัก งอและม้วนเก็บไม่ได้
เมื่อเราปิดวาล์วน้ำไม่ให้ไหลเข้ามา แล้วปล่อยน้ำให้ไหลออกที่หัวฉีดดับเพลิง สายดับเพลิงจะค่อยๆนิ่มลง น้ำไหลออก จนสายแบน ราบ จนเราสามารถม้วนเก็บสายดับเพลิงนั้นได้
การนวดไล่ลม เปรียบแล้วก็เหมือนการทำให้สายดับเพลิงนิ่มลง จนม้วนเก็บได้ คือ การกดนวดไล่ลมนั้น จะเป็นการกดนวด กระทุ้งลมที่แนวเส้น การกระทุ้งนี้ส่งผลให้ ลมเคลื่อนไหลออกนอกร่างกาย ตามข้อกระดูก ตามทวาร ตามรูขุมขนทั่วร่างกายที่แนวเส้นลากผ่าน เมื่อลมเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ พลังงานที่ซึมซับและสั่งสมอยู่ภายในร่างกาย ก็จะเคลื่อนไหลตามลมในกายที่เคลื่อนออก
อาการเจ็บป่วยเรื้อรังในร่างกายคน เกิดจากการที่เราซึมซับพลังงานที่กระทบเข้ามา จากทุกๆอิริยาบท ตั้งแต่เกิดมา จะเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวัน หรือจากอุบัติเหตุ ทุกๆพลังงานที่เคลื่อนเข้ามา จะต้องเคลื่อนไหลออกไปด้วย จึงจะเกิดความสมดุลของธาตุทั้งสี่
พลังงานที่เข้ามาจากภายนอกร่างกาย เก็บสั่งสมอยู่ในร่างกายเรา ตามแนวเส้น ตามแนวกล้ามเนื้อ ช่องว่างในร่างกาย เช่นช่องท้อง กระโหลกศีรษะ ผิวกายของเราเหมือนกับผิวสายดับเพลิง คือพลังงานจะสั่งสมอยู่จากผิวด้านบน แล้วค่อยๆอัดแน่นลงไปเรื่อยๆ เมื่อลมและพลังงานเป็นนามธรรม ไม่เห็นด้วยตา เครื่องไม้เครื่องมือที่ตรวจวัดจะสัมผัสได้แค่ธาตุดิน และธาตุน้ำ แต่ธาตุลมและธาตุไฟไม่สามารถตรวจจับได้
การที่ธาตุลม ไม่สามารถไหลเวียนออกนอกร่างกาย จึงทำให้พลังงานที่สั่งสมภายในแนวเส้น บวมพอง โตขึ้น ( เหมือนกับสายดับเพลิงที่น้ำเต็มสาย ) แนวเส้นคือเส้นเลือดที่ปลายปิด ปลายเส้นเลือดจะเปิดเมื่อเข้าสู่อวัยวะ ดังนั้นเมื่อเส้นบวมพองระหว่างกระดูกแต่ละท่อน การพับของข้อต่างๆ ก็จะไม่สะดวก ไม่คล่องตัวเหมือนเดิม ( เหมือนสายดับเพลิงที่น้ำเต็มสาย จนม้วนสายไม่ได้ งอพับสายไม่ได้ ) มีผลทำให้พับข้อไม่ลง เข่าพับงอไม่ได้ หลังค่อมหลังงอ ขาโกร่ง นิ้วล็อค อาการทั้งหมดนี้ทำให้เราขยับข้อ ขยับท่อนกระดูกต่างๆยากเย็น ตึงมากๆจะเดินเหมือนหุ่นยนต์ ความยืดหยุ่นในการเคลื่อนไหวของร่างกายนั้นหมดไป
เมื่อเรากดนวด ให้ลมและพลังงานเคลื่อนไหลออกร่างกาย ตามรูขุมขนที่แนวเส้นลากผ่าน ความดันของพลังงานที่สั่งสมอยู่จะลดลงมา แนวเส้นที่เคยบวม โต ก็จะแฟบ ยุบลงมา แนวเส้นที่อยู่ใกล้ข้อกระดูกต่างๆ ก็จะแฟบลง การขยับ การเคลื่อนไหวของร่างกายก็จะนิ่มนวล อ่อนลงมา ความยืดหยุ่นของการเคลื่อนไหวตามท่อนกระดูก และข้อกระดูก ตามแนวเส้นก็จะกลับมาดีขึ้น อาการหลังงอ หลังตึง นิ้วล็อค ก็จะเบาลง และหายไปในที่สุด
พลังงานกับอาการตึงแข็งของแนวเส้น
นวดไล่ลม หลายๆคนที่ยังมีอาการป่วยไม่หนัก จนถึงต้องแก้ที่ลมในกาย จะไม่คุ้นเคยกับการนวดบำบัดนวดไล่ลม เพราะไม่ค่อยมีใครพูดถึงเรื่องการบำบัดลมในกาย ที่บำบัดกันเป็นแค่ การทำให้ลมเคลื่อนไหลเปลี่ยนจากจุดหนึ่ง ย้ายไปอยู่อีกจุดหนึ่ง ลมที่เคลื่อนไหลนี้ยังไม่ไหลออกนอกร่างกายเรา
ที่ต้องกล่าวย้ำถึงความหมาย และลักษณะการไหลเวียนของลมบ่อยๆ เพราะธาตุลมและธาตุไฟเป็นนามธรรม เราไม่สามารถเห็นด้วยตาได้ ไม่เหมือนธาตุดินและธาตุน้ำ ที่เป็นรูปธรรมเห็นได้ด้วยตา จับต้องได้ด้วยมือ การกดนวดการบำบัดรักษาที่ผ่านๆมา จึงเป็นการบำบัดที่ธาตุดินและธาตุน้ำมากกว่า ธาตุลมและธาตุไฟ เราจึงละเลยที่จะรักษาให้กลับมาสู่สมดุลของร่างกาย เป็นสมดุลของธาตุดินน้ำลมไฟ
การนวดเส้น คือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ คำนี้จึงหมายถึงในเส้นเลือด มีเลือด และลม ไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด ต้องถามว่า การบำบัดรักษาอาการป่วยที่ผ่านมา การไหลเวียนของลมเป็นอย่างไร แค่เคลื่อนเปลี่ยนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง หรือการรักษา การกดนวดนั้นๆทำให้ลมไหลออกนอกร่างกาย ตามรูขุมขนได้
ลมขัด คือลมในแนวเส้นไม่ไหลเวียนออกนอกร่างกาย ธาตุลมในร่างกายเรา มีไม่มากไปกว่าขนาดร่างกายเรา อาการเจ็บป่วยเรื้อรังต่างๆ มาจากพลังงานที่ซึมซับเข้ามา ฝังเก็บแล้วทับถมอยู่ในร่างกายเรา เมื่อใดที่เราทำให้ลมเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ พลังงานเหล่านั้นก็จะคลายตามออกไปด้วย อาการบวมโตของแนวเส้นก็จะลดลงมาเอง การขยับแขนขา ขยับข้อต่างๆก็จะคล่องตัวขึ้น
แนวเส้นหรือเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ ถ้าเปรียบแนวเส้น เป็นสายดับเพลิง จากสายที่นิ่มแบน นิ่มในลักษณะที่เราสามารถม้วนเก็บสายดับเพลิงนั้นได้ เมื่อใดที่เราเปิดวาล์วให้น้ำไหลเข้าสายดับเพลิง สายดับเพลิงจะเปลี่ยนสภาพแข็ง ตึงขึ้นมาทันที จนเราไม่สามารถหักหรืองอ สายดับเพลิงนั้นได้อีก เพราะน้ำเป็นของเหลว เมื่ออยู่ในภาชนะ รูปทรงใด ก็จะกระจายไปอยู่จนเต็มภาชนะรูปทรงนั้น น้ำที่อยู่เต็มสายดับเพลิง เมื่อมากขึ้นเรื่อยๆ จึงไปดันที่ผิวด้านในของสายดับเพลิง ความหนาแน่น ความดันของน้ำ ทำให้สายยางแข็ง หนัก งอและม้วนเก็บไม่ได้
เมื่อเราปิดวาล์วน้ำไม่ให้ไหลเข้ามา แล้วปล่อยน้ำให้ไหลออกที่หัวฉีดดับเพลิง สายดับเพลิงจะค่อยๆนิ่มลง น้ำไหลออก จนสายแบน ราบ จนเราสามารถม้วนเก็บสายดับเพลิงนั้นได้
การนวดไล่ลม เปรียบแล้วก็เหมือนการทำให้สายดับเพลิงนิ่มลง จนม้วนเก็บได้ คือ การกดนวดไล่ลมนั้น จะเป็นการกดนวด กระทุ้งลมที่แนวเส้น การกระทุ้งนี้ส่งผลให้ ลมเคลื่อนไหลออกนอกร่างกาย ตามข้อกระดูก ตามทวาร ตามรูขุมขนทั่วร่างกายที่แนวเส้นลากผ่าน เมื่อลมเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ พลังงานที่ซึมซับและสั่งสมอยู่ภายในร่างกาย ก็จะเคลื่อนไหลตามลมในกายที่เคลื่อนออก
อาการเจ็บป่วยเรื้อรังในร่างกายคน เกิดจากการที่เราซึมซับพลังงานที่กระทบเข้ามา จากทุกๆอิริยาบท ตั้งแต่เกิดมา จะเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวัน หรือจากอุบัติเหตุ ทุกๆพลังงานที่เคลื่อนเข้ามา จะต้องเคลื่อนไหลออกไปด้วย จึงจะเกิดความสมดุลของธาตุทั้งสี่
พลังงานที่เข้ามาจากภายนอกร่างกาย เก็บสั่งสมอยู่ในร่างกายเรา ตามแนวเส้น ตามแนวกล้ามเนื้อ ช่องว่างในร่างกาย เช่นช่องท้อง กระโหลกศีรษะ ผิวกายของเราเหมือนกับผิวสายดับเพลิง คือพลังงานจะสั่งสมอยู่จากผิวด้านบน แล้วค่อยๆอัดแน่นลงไปเรื่อยๆ เมื่อลมและพลังงานเป็นนามธรรม ไม่เห็นด้วยตา เครื่องไม้เครื่องมือที่ตรวจวัดจะสัมผัสได้แค่ธาตุดิน และธาตุน้ำ แต่ธาตุลมและธาตุไฟไม่สามารถตรวจจับได้
การที่ธาตุลม ไม่สามารถไหลเวียนออกนอกร่างกาย จึงทำให้พลังงานที่สั่งสมภายในแนวเส้น บวมพอง โตขึ้น ( เหมือนกับสายดับเพลิงที่น้ำเต็มสาย ) แนวเส้นคือเส้นเลือดที่ปลายปิด ปลายเส้นเลือดจะเปิดเมื่อเข้าสู่อวัยวะ ดังนั้นเมื่อเส้นบวมพองระหว่างกระดูกแต่ละท่อน การพับของข้อต่างๆ ก็จะไม่สะดวก ไม่คล่องตัวเหมือนเดิม ( เหมือนสายดับเพลิงที่น้ำเต็มสาย จนม้วนสายไม่ได้ งอพับสายไม่ได้ ) มีผลทำให้พับข้อไม่ลง เข่าพับงอไม่ได้ หลังค่อมหลังงอ ขาโกร่ง นิ้วล็อค อาการทั้งหมดนี้ทำให้เราขยับข้อ ขยับท่อนกระดูกต่างๆยากเย็น ตึงมากๆจะเดินเหมือนหุ่นยนต์ ความยืดหยุ่นในการเคลื่อนไหวของร่างกายนั้นหมดไป
เมื่อเรากดนวด ให้ลมและพลังงานเคลื่อนไหลออกร่างกาย ตามรูขุมขนที่แนวเส้นลากผ่าน ความดันของพลังงานที่สั่งสมอยู่จะลดลงมา แนวเส้นที่เคยบวม โต ก็จะแฟบ ยุบลงมา แนวเส้นที่อยู่ใกล้ข้อกระดูกต่างๆ ก็จะแฟบลง การขยับ การเคลื่อนไหวของร่างกายก็จะนิ่มนวล อ่อนลงมา ความยืดหยุ่นของการเคลื่อนไหวตามท่อนกระดูก และข้อกระดูก ตามแนวเส้นก็จะกลับมาดีขึ้น อาการหลังงอ หลังตึง นิ้วล็อค ก็จะเบาลง และหายไปในที่สุด
วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
ลมกับพลังงาน ( ตอนที่ 9.7)
ลมกับพลังงาน ( ตอนที่ 9.7 )
ลมและพลังงานในร่างกาย
ร่างกายของคนเราประกอบด้วยธาตุสี่ คือธาตุดิน-น้ำ-ลม-ไฟ ธาตุทั้งสี่นั้นอยู่ใต้ผิวหนัง กระจายอยู่ทุกๆอณูในร่างกาย
การนวดเส้น คือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ ดังนั้นเมื่อเราทำการบำบัดอาการ ไม่เพียงแค่บำบัดทำให้เลือดไหลเวียนไปได้ทั่วร่างกาย การนวดบำบัดนั้นๆจะต้องมีผลต่อการไหลเวียนของธาตุลมในร่างกาย คือลมสามารถเคลื่อน แล้วไหลออกนอกร่างกาย ตามทวารต่างๆ ตามข้อกระดูกต่างๆ และที่สุดคือไหลออกตามรูขุมขน ทุกๆรูขุมขนทั่วร่างกาย
พลังงานจากภายนอก ที่กระทบเข้ามาในร่างกาย พลังงานที่เข้ามานี้จะเคลื่อนไหลไปกับลมที่แล่นในแนวเส้น เมื่อลมไม่สามารถเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ พลังงานที่เคยเข้ามา ก็จะไม่สามารถไหลออกนอกร่างกายเราได้ จึงเกิดการสั่งสมของพลังงานตามแนวเส้น ทั่วร่างกาย
ร่างกายเราเหมือนลูกโป่ง แต่ผิวกายเราไม่เหมือนผิวลูกโป่ง เมื่อใดที่เราเป่าลมเข้าไปในลูกโป่ง จากลูกโป่งแบนแฟบ ก็จะค่อยๆโตขึ้น ค่อยๆแข็งขึ้น ถ้าเราเป่าลูกโป่งใบนั้นให้โตเต็มใบ ลมที่แน่นในลูกโป่ง จะทำให้ลูกโป่งใบนั้นมีความหนาแน่น หรือมีความดันสะสมภายในลูกโป่ง
เป่าลมเข้าไปจนความดันพลังงานสูงสุดที่ผิวลูกโป่งจะรับได้ ถ้าเราลองบีบลูกโป่งใบนั้น ลุกโป่งจะแข็ง จะต้านมือ บีบแรงเกินไปลูกโป่งจะแตกได้
ถ้าเราค่อยๆปล่อยลมในลูกโป่งใบนี้ ค่อยๆทำให้ลมในลูกโป่งไหลออก ลูกโป่งจะค่อยๆมีขนาดใบเล็กลง ส่งผลถึงความดันของลมในลูกโป่งก็จะค่อยๆปรับลดลงไปด้วย เมื่อเราบีบลูกโป่งที่แฟบลงมา ลูกโป่งจะนิ่มลง บีบแล้วไม่ต้านมือ
ที่กล่าวว่าผิวกายเรานั้นเหมือนผิวลูกโป่ง เหมือนกันตรงที่ลมที่อยู่ด้านในร่างกายหรืออยู่ในลูกโป่ง มีมากไม่เกินความยืดหยุ่นของผิว
ลูกโป่งถ้าเป่าให้โตเต็มใบ ความดันลมภายใน จะทำให้เรารู้สึกว่าลูกโป่งแข็ง ไม่มีความยืดหยุ่นหลงเหลืออยู่ ถ้าบีบแรงกว่านี้ ลูกโป่งจะแตกได้
สำหรับผิวกายเรา ลมที่แล่นอยู่สามารถไหลเวียนออกนอกร่างกายได้ ตามรูขุมขน แต่ถ้าเมื่อใดร่างกายเรารูขุมขนปิด ลมในร่างกายไม่สามารถไหลเวียน แล่นทะลุออกนอกร่างกายตามรูขุมขนได้ ผิวกายเราก็จะมีสภาพคล้ายผิวลูกโป่ง คือลมเคลื่อนออกไม่ได้ พลังงานก็จะไหลออกนอกร่างกายไม่ได้ด้วย
ลมที่ระบายไม่ออกก็จะเกิดการสั่งสมของพลังงาน ในแนวเส้น ในแนวกล้ามเนื้อ ในช่องท้อง ในกระโหลกศีรษะ พลังงานที่กระทบเข้ามาในแต่ละครั้ง เมื่อไหลเวียนออกตามรูขุมขนไม่ได้ ก็จะสั่งสมอยู่ นานวันเข้าพลังงานเหล่านี้ เมื่อเก็บอยู่ในร่างกาย ก็จะทำให้เกิดแรงกด แรงดัน มากขึ้นเรื่อยๆ
พลังงานนี้ไม่สามารถดันผิวกายเราให้แตกเหมือนลูกโป่ง เพราะผิวกายเรากล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นพอ ความกด ความดันของพลังงานนี้จึงไปกดทับกล้ามเนื้อ กดทับอวัยวะ กดทับไปตามแนวเส้น พลังงานไปสั่งสมอยู่ที่ช่องท้อง กระโหลกศีรษะ ทำให้เกิดแรงไปกดทับกล้ามเนื้อ อวัยวะในร่างกาย
เมื่ออวัยวะ กล้ามเนื้อ ถูกลมและพลังงานกดทับ การทำงานของกล้ามเนื้อและอวัยวะนั้นลดประสิทธิภาพลง ดังนั้นถ้าเราสามารถทำให้ลมเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ พลังงานก็จะเคลื่อนไหลออกไปด้วย อาการกดทับกล้ามเนื้อ กดทับอวัยวะก็จะคลายตัวลงไปเอง
ลูกโป่งรูปคน เป็นภาพที่ทำให้เราเห็นว่า ถ้าเราเป่าลมในลูกโป่งรูปคน ให้ลูกโป่งโต และแข็งขึ้น เป่าลมเข้าไปให้โตเต็มใบ เราจะไม่สามารถหักแขน หักขา หรือบิดลูกโป่งใบนี้ได้ ถ้าเรากด บีบลูกโป่งแรงๆ ลูกโป่งอาจจะแตกได้
การที่คนเราจะขยับแขนขา ขยับท่อนกระดูก ขยับข้อกระดูกต่างๆ ถ้าอยู่ในสภาวะที่ร่างกายเรามีปัญหาเรื่องลมและพลังงานไม่ไหลเวียนออกนอกร่างกาย ความดันของพลังงาน จะไปกดทับกล้ามเนื้อและอวัยวะภายใน ทำให้การทำงานอวัยวะนั้นๆเสียสภาพลงชั่วคราว แนวเส้นที่เคยแฟบก็บวมพองขึ้นมา การเคลื่อนไหวแขนขา ของข้อกระดูกต่างๆก็จะเสียสภาพไปชั่วคราว เหมือนลูกโป่งรูปคนที่หักแขนขาไม่ได้
เรากดนวดไล่ลม ทำให้ลมและพลังงานไหลเวียนออกนอกร่างกาย จึงเหมือนการปล่อยลมในลูกโป่งให้ค่อยๆแฟบลง เล็กลงมา เมื่อลูกโป่งใบเล็กลงมา ความดันของลมในลูกโป่งลดลง นิ่มลง เราก็จะสามารถงอแขนขาลูกโป่งรูปคนได้
เมื่อลมไหลเวียนออกนอกร่างกายได้ ลมพาพลังงานให้ไหลออกไปด้วย จึงทำให้พลังงานที่สั่งสมอยู่ตามแนวเส้น สั่งสมอยู่ที่อวัยวะ อยู่ที่ช่องท้อง กระโหลกศีรษะ มีพลังงานสั่งสมน้อยลงไปเรื่อยๆ
แนวเส้นที่เคยบวม โป่ง พองโตขึ้นมา ก็จะยุบลง การขยับท่อนกระดูก ข้อกระดูกต่างๆ ก็จะค่อยๆคลายกลับมาใช้งานได้จนเป็นปกติ
18 พฤศจิกายน 2561
ลมและพลังงานในร่างกาย
ร่างกายของคนเราประกอบด้วยธาตุสี่ คือธาตุดิน-น้ำ-ลม-ไฟ ธาตุทั้งสี่นั้นอยู่ใต้ผิวหนัง กระจายอยู่ทุกๆอณูในร่างกาย
การนวดเส้น คือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ ดังนั้นเมื่อเราทำการบำบัดอาการ ไม่เพียงแค่บำบัดทำให้เลือดไหลเวียนไปได้ทั่วร่างกาย การนวดบำบัดนั้นๆจะต้องมีผลต่อการไหลเวียนของธาตุลมในร่างกาย คือลมสามารถเคลื่อน แล้วไหลออกนอกร่างกาย ตามทวารต่างๆ ตามข้อกระดูกต่างๆ และที่สุดคือไหลออกตามรูขุมขน ทุกๆรูขุมขนทั่วร่างกาย
พลังงานจากภายนอก ที่กระทบเข้ามาในร่างกาย พลังงานที่เข้ามานี้จะเคลื่อนไหลไปกับลมที่แล่นในแนวเส้น เมื่อลมไม่สามารถเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ พลังงานที่เคยเข้ามา ก็จะไม่สามารถไหลออกนอกร่างกายเราได้ จึงเกิดการสั่งสมของพลังงานตามแนวเส้น ทั่วร่างกาย
ร่างกายเราเหมือนลูกโป่ง แต่ผิวกายเราไม่เหมือนผิวลูกโป่ง เมื่อใดที่เราเป่าลมเข้าไปในลูกโป่ง จากลูกโป่งแบนแฟบ ก็จะค่อยๆโตขึ้น ค่อยๆแข็งขึ้น ถ้าเราเป่าลูกโป่งใบนั้นให้โตเต็มใบ ลมที่แน่นในลูกโป่ง จะทำให้ลูกโป่งใบนั้นมีความหนาแน่น หรือมีความดันสะสมภายในลูกโป่ง
เป่าลมเข้าไปจนความดันพลังงานสูงสุดที่ผิวลูกโป่งจะรับได้ ถ้าเราลองบีบลูกโป่งใบนั้น ลุกโป่งจะแข็ง จะต้านมือ บีบแรงเกินไปลูกโป่งจะแตกได้
ถ้าเราค่อยๆปล่อยลมในลูกโป่งใบนี้ ค่อยๆทำให้ลมในลูกโป่งไหลออก ลูกโป่งจะค่อยๆมีขนาดใบเล็กลง ส่งผลถึงความดันของลมในลูกโป่งก็จะค่อยๆปรับลดลงไปด้วย เมื่อเราบีบลูกโป่งที่แฟบลงมา ลูกโป่งจะนิ่มลง บีบแล้วไม่ต้านมือ
ที่กล่าวว่าผิวกายเรานั้นเหมือนผิวลูกโป่ง เหมือนกันตรงที่ลมที่อยู่ด้านในร่างกายหรืออยู่ในลูกโป่ง มีมากไม่เกินความยืดหยุ่นของผิว
ลูกโป่งถ้าเป่าให้โตเต็มใบ ความดันลมภายใน จะทำให้เรารู้สึกว่าลูกโป่งแข็ง ไม่มีความยืดหยุ่นหลงเหลืออยู่ ถ้าบีบแรงกว่านี้ ลูกโป่งจะแตกได้
สำหรับผิวกายเรา ลมที่แล่นอยู่สามารถไหลเวียนออกนอกร่างกายได้ ตามรูขุมขน แต่ถ้าเมื่อใดร่างกายเรารูขุมขนปิด ลมในร่างกายไม่สามารถไหลเวียน แล่นทะลุออกนอกร่างกายตามรูขุมขนได้ ผิวกายเราก็จะมีสภาพคล้ายผิวลูกโป่ง คือลมเคลื่อนออกไม่ได้ พลังงานก็จะไหลออกนอกร่างกายไม่ได้ด้วย
ลมที่ระบายไม่ออกก็จะเกิดการสั่งสมของพลังงาน ในแนวเส้น ในแนวกล้ามเนื้อ ในช่องท้อง ในกระโหลกศีรษะ พลังงานที่กระทบเข้ามาในแต่ละครั้ง เมื่อไหลเวียนออกตามรูขุมขนไม่ได้ ก็จะสั่งสมอยู่ นานวันเข้าพลังงานเหล่านี้ เมื่อเก็บอยู่ในร่างกาย ก็จะทำให้เกิดแรงกด แรงดัน มากขึ้นเรื่อยๆ
พลังงานนี้ไม่สามารถดันผิวกายเราให้แตกเหมือนลูกโป่ง เพราะผิวกายเรากล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นพอ ความกด ความดันของพลังงานนี้จึงไปกดทับกล้ามเนื้อ กดทับอวัยวะ กดทับไปตามแนวเส้น พลังงานไปสั่งสมอยู่ที่ช่องท้อง กระโหลกศีรษะ ทำให้เกิดแรงไปกดทับกล้ามเนื้อ อวัยวะในร่างกาย
เมื่ออวัยวะ กล้ามเนื้อ ถูกลมและพลังงานกดทับ การทำงานของกล้ามเนื้อและอวัยวะนั้นลดประสิทธิภาพลง ดังนั้นถ้าเราสามารถทำให้ลมเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ พลังงานก็จะเคลื่อนไหลออกไปด้วย อาการกดทับกล้ามเนื้อ กดทับอวัยวะก็จะคลายตัวลงไปเอง
ลูกโป่งรูปคน เป็นภาพที่ทำให้เราเห็นว่า ถ้าเราเป่าลมในลูกโป่งรูปคน ให้ลูกโป่งโต และแข็งขึ้น เป่าลมเข้าไปให้โตเต็มใบ เราจะไม่สามารถหักแขน หักขา หรือบิดลูกโป่งใบนี้ได้ ถ้าเรากด บีบลูกโป่งแรงๆ ลูกโป่งอาจจะแตกได้
การที่คนเราจะขยับแขนขา ขยับท่อนกระดูก ขยับข้อกระดูกต่างๆ ถ้าอยู่ในสภาวะที่ร่างกายเรามีปัญหาเรื่องลมและพลังงานไม่ไหลเวียนออกนอกร่างกาย ความดันของพลังงาน จะไปกดทับกล้ามเนื้อและอวัยวะภายใน ทำให้การทำงานอวัยวะนั้นๆเสียสภาพลงชั่วคราว แนวเส้นที่เคยแฟบก็บวมพองขึ้นมา การเคลื่อนไหวแขนขา ของข้อกระดูกต่างๆก็จะเสียสภาพไปชั่วคราว เหมือนลูกโป่งรูปคนที่หักแขนขาไม่ได้
เรากดนวดไล่ลม ทำให้ลมและพลังงานไหลเวียนออกนอกร่างกาย จึงเหมือนการปล่อยลมในลูกโป่งให้ค่อยๆแฟบลง เล็กลงมา เมื่อลูกโป่งใบเล็กลงมา ความดันของลมในลูกโป่งลดลง นิ่มลง เราก็จะสามารถงอแขนขาลูกโป่งรูปคนได้
เมื่อลมไหลเวียนออกนอกร่างกายได้ ลมพาพลังงานให้ไหลออกไปด้วย จึงทำให้พลังงานที่สั่งสมอยู่ตามแนวเส้น สั่งสมอยู่ที่อวัยวะ อยู่ที่ช่องท้อง กระโหลกศีรษะ มีพลังงานสั่งสมน้อยลงไปเรื่อยๆ
แนวเส้นที่เคยบวม โป่ง พองโตขึ้นมา ก็จะยุบลง การขยับท่อนกระดูก ข้อกระดูกต่างๆ ก็จะค่อยๆคลายกลับมาใช้งานได้จนเป็นปกติ
18 พฤศจิกายน 2561
วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
ลมกับพลังงาน ( ตอนที่ 9.6 )
ลมกับพลังงาน ( ตอนที่ 9.6 )
เส้นบวมพองที่กระดูกสันหลังเอว
ลมและพลังงาน เมื่อสั่งสมอยู่ณ.ที่ใด ในร่างกายของคนเรา สะสมตามอวัยวะต่างๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะนั้น ในกรณีของอาการปวดเมื่อยที่แผ่นหลัง แนวเส้น แนวกล้ามเนื้อจะถูกพลังงานเข้ากระทบ จากการสั่งสมของพลังงานที่เพิ่มขึ้นมา
เส้นชิดกระดูกสันหลังเส้นที่1 , เส้นชิดกระดูกสันหลังเส้นที่2 เส้นนี้จะนวดบำบัดได้โดยการกดนวดเส้น ในท่านอนคว่ำ อาการจะเริ่มต้นมาจากด้านล่างของร่างกาย จากฝ่าเท้า ส้นเท้า เอ็นร้อยหวาย กลางปลีน่อง ก้นกบ แผ่นหลัง บ่า เส้นคอ ศีรษะ หน้าผาก
เส้นหน้าขา เส้นหน้าแข้งเส้นที่1 เส้นนี้จะบำบัดได้เมื่อเรากดนวดในท่านอนหงาย อาการของเส้นนี้จะเกิดขึ้นจากด้านล่างของของร่างกาย บริเวณตาตุ่มด้านนอก จากอาการขาพลิก-ขาแพลง บริเวณตาตุ่มนอก ทิศทางกระจายลงไปที่หลังเท้า ร่องนิ้วเท้า อีกทิศทางหนึ่งกระจายขึ้นไปตามแนวหน้าแข้งด้านนอกเส้น 1 ผ่านเข้ามาที่ช่องท้อง เข้าไปที่แนวกระดูกสันหลังเอว
เส้นข้างขาด้านใน เส้นหน้าแข้งด้านใน เส้นนี้บำบัดได้ด้วยท่านอนตะแคง อาการของเส้นนี้เริ่มจากด้านบนของร่างกาย คอ-บ่า-ไหล่ เคลื่อนลงมาที่สะบัก แนวหลังใต้แนวสะบัก แนวเอวตัดขวางเข้ากระดูกสันหลังเอวข้อ 3-4-5 แนวกระเบนเหน็บ แนวเส้นข้างขาด้านใน แนวหน้าแข้งด้านใน ตาตุ่มใน ฝ่าเท้าบริเวณแนวร่องนิ้วโป้งและนิ้วชี้
กดแนวเส้นบริเวณรอบๆสะดือ พลังงานจะดันไปออกที่แนวกระดูกสันหลังเอว
การที่เรากดนวดไล่ลมลงบนแนวเส้น พลังงานก็จะเคลื่อนไหลไปตามแนวเส้น ดังนั้นอาการปวดหลังปวดเอว เราต้องรู้ตำแหน่งที่มีอาการ การบำบัดก็จะคลายตัว และหายได้ อาการปวดหลังปวดที่กระดูกสันหลังเอว จึงต้องคำนึงถึงทิศทางการเคลื่อนตัวของพลังงานและลมในแนวเส้น เพราะถ้าหากเรากดนวดไล่ลมตามแนวต่างๆ พลังงานยังไหลไปออกนอกร่างกายไม่ได้ พลังงานที่เคลื่อนไหลมานั้น จะยังคงบวมพองอยู่ในแนวเส้นนั้น
ถ้าไปบวมพองอยู่ที่แนวหลังใต้แนวสะบัก เราก็จะมีอาการตึงเมื่อยแผ่นหลัง
ถ้าไปบวมพองที่แนวเอวตัดขวางเข้ากระดูกสันหลังเอว ก็จะมีอาการเมื่อยที่เอวเหมือนหลังแทบขาด
ถ้าไปบวมพองที่กระดูกสันหลังคอ ก็จะมีอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทแขน
ถ้าไปบวมพองที่กระดูกสันหลังเอวข้อที่ 3-4-5 ก็จะมีอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทขา
ถ้าไปบวมพองที่กระดูกสันหลังท่อนอื่นๆ ก็จะไปกดทับแนวเส้นประสาทไขสันหลัง ทำให้อวัยวะที่เส้นประสาทไขสันหลังนั้นกำกับอยู่ผิดปกติไป
และการที่พลังงานได้ไปบวมพองที่แนวเส้นแนบกระดูกสันหลัง จะทำให้เราก้ม งอลำตัวลำบาก เกิดอาการหลังค่อม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






