นวดไล่ลม-คลายพลังงาน
ตึงแนวเส้น ที่เกิดจากการกระแทกจนกระดูกร้าว
ผู้ป่วยรายหนึ่ง เป็นญาติธรรมที่รู้จัก และเห็นกันมาหลายปี ครึ่งเดือนที่ผ่านมาเกิดอุบัติเหตุขณะนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ คือเท้าไปกระแทกรถยนต์ ทำให้กระดูกนิ้วโป้งเท้าซ้ายเกิดอาการร้าว ในเบื้องต้นผู้ป่วยได้เข้าไปรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล และได้เข้าเฝือกอ่อนบริเวณแนวนิ้วโป้งซ้ายด้วย การบาดเจ็บครั้งนี้มีผลต่อการเดิน มีอาการตึงเกร็งที่ขาซ้าย
ถ้าเราวินิจฉัยอาการบาดเจ็บครั้งนี้ ในแง่มุมของลมและพลังงานที่กระแทกเข้ามาในกาย บริเวณนิ้วโป้งเท้า ธาตุลมที่ไหลเวียนในร่างกาย เป็นเพียงแค่พาหนะ นำพาพลังงานที่เกิดจากการกระแทกนั้นให้เคลื่อนไหลเข้ามา เคลื่อนไปตามแนวเส้น จะเข้าไปได้ไกลหรือใกล้ ก็อยู่ที่ความรุนแรงของพลังงานที่เข้ามาปะทะ
ถ้ากระแทกเบาๆ พลังงานก็เคลื่อนเข้ามาแล้วสั่งสมอยู่ที่บริเวณนิ้วโป้ง
ถ้ากระแทกแรงขึ้นมาอีกหน่อย พลังงานก็จะเคลื่อนผ่านแนวเส้นบริเวณนิ้วโป้ง ผ่านเข้าไปบริเวณข้อเท้า แล้วเก็บสั่งสมไว้ที่นั่น
ถ้ากระแทกแรงขึ้นมาอีกหน่อย พลังงานก็จะเคลื่อนผ่านแนวเส้นบริเวณนิ้วโป้ง ผ่านเข้าไปบริเวณหน้าแข้งด้านนอก หน้าแข้งด้านใน กลางปลีน่อง ที่หัวเข่า แล้วเก็บสั่งสมไว้ที่นั่น
ในทุกๆอิริยาบทของเรา ยืน เดิน กระโดด ยกของ มองเห็น ได้ยินเสียง จะมีพลังงานจากภายนอกเคลื่อนไหลเข้ามาในร่างกายเรา โดยเคลื่อนไปกับลมที่แล่นในแนวเส้น
การนวดเส้นคือ การนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ ดังนั้นถ้าเรากดนวดทำให้ลมในแนวเส้นสามารถเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ พลังงานที่เคลื่อนไหลเข้ามาจากการกระแทกที่นิ้วโป้งซ้าย จนทำให้มีอาการตึง เส้นตึงยึดขึ้นไปที่แนวเส้นบริเวณขาท่อนล่าง และบริเวณขาท่อนบน ทำให้เราเดินไม่สะดวก เดินกระเผก
เมื่อพลังงานกระแทกเข้ามาที่นิ้วโป้ง พลังงานที่เข้ามาทำให้รูขุมขนตามแนวเส้นนั้นๆเกิดการปิด ลมไม่สามารถเคลื่อนไหลออกไปตามรูขุมขนได้ จึงทำให้แนวเส้นบริเวณเข่าลงไปบวมเป่ง เกิดอาการตึงบวมของแนวเส้น ( เหมือนสายดับเพลิงที่เราเปิดน้ำเข้า จนสายดับเพลิงบวม แข็งและหนักขึ้นมา )
การบำบัดอาการนี้ เป็นการบำบัดปรับธาตุดินน้ำลมไฟ โดยเน้นที่ธาตุลมเป็นหลัก คือต้องกดนวดเพื่อเปิดรูขุมขน บริเวณแนวเส้นทั้งท่านอนคว่ำ ท่านอนหงาย ท่านอนตะแคง เริ่มกดนวดตั้งแต่แนวขาท่อนบน แนวขาท่อนล่าง จนถึงบริเวณตาตุ่ม
( เราจะไม่กดนวดที่บริเวณแนวเส้นที่เท้า ที่นิ้วเท้า เพราะการไปกดนวดใกล้บริเวณที่กระแทก อาจจะทำให้อาการร้าวของกระดูกมากขึ้น กล้ามเนื้อก็จะระบมอักเสบมากขึ้น )
เมื่อเรากดนวดไล่ลม-คลายพลังงาน ที่ขาท่อนบน เราก็จะกดกระทุ้งเปิด ทำให้ลมและพลังงานที่ค้างคาอยู่ในแนวเส้นตั้งแต่ขาหนีบ ก้นย้อย ให้เคลื่อนไหลไปออกที่หัวเข่า
เรากดนวดไล่ลม-คลายพลังงาน ที่ขาท่อนล่าง เราก็จะกดกระทุ้งเปิด ทำให้ลมและพลังงานที่ค้างคาอยู่ในแนวเส้นตั้งแต่บริเวณสะบ้าหัวเข่า ให้เคลื่อนไหลไปออกที่ข้อตาตุ่ม เอ็นร้อยหวาย
หลังจากกระทุ้งที่ขาท่อนล่างแล้ว เราจึงย้อนกลับ ไปกดนวดไล่ลม-คลายพลังงานที่แนวขาท่อนบนอีก ในทุกๆท่านอน
ในการกดนวดไล่ลมครั้งหลังๆ เมื่อเรากดนวดที่ขาท่อนบน เราสามารถกดกระทุ้งเปิดรูขุมขน ทำให้ลมและพลังงานเคลื่อนไหลไปออกได้ตลอดแนว ออกที่แนวเส้นขาท่อนล่าง ที่ประตูลมแถวข้อเท้า ที่แนวเส้นกระดูกเท้า ที่แนวเส้นบริเวณนิ้วเท้า ( โดยที่เราไม่ต้องไปกดนวด )
เมื่อเรากดนวดไล่ลมทำให้ลมเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ ลมที่เคลื่อนไหลออกตามรูขุมขน ก็จะเหนี่ยวนำพลังงานที่เข้ามาจากการกระแทกของนิ้วโป้งเท้าให้เคลื่อนไหลออกไปด้วย จึงทำให้แนวเส้นที่เคยบวมพอง เกิดการคลายตัว แฟบลงไป อาการตึงแข็งตามแนวเส้นจึงลดลงไปในขณะนั้นเลย อาการหนักเท้าหนักขา ก้าวขาลำบากก็คลายลงไปด้วย
หลังจากที่กดนวดไล่ลม-คลายพลังงานให้ผู้ป่วยหญิงรายนี้เสร็จ ปรากฏว่าขาและเท้าเบาขึ้น การลงน้ำหนักที่เท้าลงน้ำหนักได้มากขึ้น เดินได้คล่องขึ้น โดยที่เราไม่ได้แตะ ไม่ได้กดนวดที่เท้าที่บาดเจ็บ
26 มิถุนายน 2562
ธิติ ศุภโชติการกุล นวดไล่ลม แก้อาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทโดยไม่ต้องผ่าตัด 086-775-7333 , 083-046-7409 , 02-426-0561
วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2562
วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2562
ปรับสมดุลธาตุทั้งสี่
นวดไล่ลม-คลายพลังงาน
ปรับสมดุลธาตุทั้งสี่
ร่างกายเราประกอบด้วยธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ เมื่อใดที่ธาตุใดธาตุหนึ่งเกิดความไม่สมดุล จะมีผลข้างเคียงไปกระทบให้ธาตุอื่นๆเกิดความไม่สมดุลตามไปได้
เช่นถ้าหากกล้ามเนื้อ ( ธาตุดิน ) มีอาการแข็ง ตึง กล้ามเนื้อแน่นเป็นมัดๆ หรือตะคริวขึ้นที่กลางปลีน่อง เส้นเลือดซึ่งก็เป็นธาตุดิน ก็จะโดนกล้ามเนื้อที่แข็งนั้นกดทับ ทำให้ความยืดหยุ่นของเส้นเลือดเสียสภาพไปชั่วคราว เมื่อความยืดหยุ่นของเส้นเลือดเสียสภาพไป การไหลเวียนของเลือด (ธาตุน้ำ) การไหลเวียนของลม (ธาตุลม)ในแนวเส้น ก็จะเสียสภาพไปเช่นกัน
เลือดแดง (ออกซิเจน) ที่ได้รับการฟอกที่ปอด หัวใจก็จะสูบฉีดไปทั่วร่างกาย เมื่อความยืดหยุ่นของเส้นเลือดเสียสภาพไปชั่วคราว เลือดแดงจะเคลื่อนไหลไปปลายแขน ปลายขา ศรีษะ ได้น้อยกว่าปกติ ก็จะทำให้เกิดอาการชาที่ปลายมือ ปลายเท้า และเลือดไหลขึ้นไปเลี้ยงศรีษะไม่พอ
เมื่อความยืดหยุ่นของเส้นเลือดดำเสียสภาพไปชั่วคราว เส้นเลือดดำก็จะนำของเสียในเซลล์ (ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์) กลับไปฟอกที่ปอดได้น้อยกว่าปกติ
เมื่อเลือดแดงไหลเวียนไปปลายมือ-ปลายเท้า-ศรีษะ ได้ไม่เต็มที่ การขับของเสียในร่างกายก็จะไม่สมบูรณ์ การแลกเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ (เลือดดำ) และออกซิเจน (เลือดแดง) ที่ปอด ก็จะมีคาร์บอนไดออกไซด์มาแลกเปลี่ยนกับออกซิเจนน้อยกว่าสภาวะปกติ ทำให้เลือดมีสภาวะความเป็นกรดสูงกว่าปกติ หินปูน กรดยูริก เลือดมีความเป็นกรดก็คือคำตอบ
เมื่อรูขุมขนต่างๆในร่างกายเกิดอุดตัน ธาตุลมที่จะต้องไหลเวียนเข้าและออกนอกกาย ตามรูขุมขน ลมไม่สามารถเคลื่อนออกได้ ลมจึงค้างคาอยู่ที่แนวเส้น ค้างคาอยู่ในช่องท้อง ในกระโหลกศรีษะ เมื่อลมไม่สามารถไหลออกนอกร่างกายได้ พลังงานที่สั่งสมอยู่ภายในร่างกายก็ไม่สามารถไหลออกไปด้วยเช่นกัน พลังงานเมื่อสั่งสมอยู่นานวัน เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็จะกดทับกล้ามเนื้อ กดทับอวัยวะต่างๆ กดทับอวัยวะทุกอย่างที่อยู่ในช่องท้อง
ธาตุลม และพลังงานที่สั่งสมอยู่ภายในร่างกาย เมื่อสั่งสมในช่องท้องทำให้เกิดอาการลมแน่นท้อง ท้องอืด กรดไหลย้อน หายใจเหนื่อย ปัสสาวะบ่อยครั้งแต่กะปริบกะปรอย หายใจไม่ทั่วท้อง
เราหายใจออกเพื่อขับคาร์บอนไดออกไซด์ให้ออกนอกร่างกาย แล้วหายใจเข้าเพื่อนำออกซิเจนเข้ามาในปอด
ขณะที่เราหายใจออกปอดจะแฟบ ขนาดของปอดเล็กลง เมื่อปอดโดนลมและพลังงานที่สั่งสมอยู่ในช่องท้อง ห้อมล้อม จะกดทับ บีบ ทำให้ปอดพองขยายขึ้นมาเป็นปกติไม่ได้ การหายใจเข้าเอาออกซิเจนเข้ามาในปอดจะมีออกซิเจนเข้ามาในร่างกายน้อยกว่าปกติ ทำให้สมดุลการแลกเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ และออกซิเจนเสียไป
เมื่อการหายใจไม่ปกติ การทำงานของปอดไม่ปกติ สมดุลการแลกเปลี่ยนกาซของเลือดดำและเลือดแดงเสียไป ทำให้เลือดมีความเป็นกรด อาการที่เกี่ยวกับ หินปูน กรดยูริก ฯลฯ ก็จะเกิดขึ้น
เมื่อเราปรับสมดุลให้การการไหลเวียนเลือดและลม ให้กลับมาปกติ หายใจเอาออกซิเจนเข้ามาได้เต็มปอด เมื่อเลือดมีความเป็นกรดลดลง อาการป่วยที่เกิดขึ้นก็จะทุเลาและค่อยๆหายไปในที่สุด
20 มิถุนายน 2562
ปรับสมดุลธาตุทั้งสี่
ร่างกายเราประกอบด้วยธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ เมื่อใดที่ธาตุใดธาตุหนึ่งเกิดความไม่สมดุล จะมีผลข้างเคียงไปกระทบให้ธาตุอื่นๆเกิดความไม่สมดุลตามไปได้
เช่นถ้าหากกล้ามเนื้อ ( ธาตุดิน ) มีอาการแข็ง ตึง กล้ามเนื้อแน่นเป็นมัดๆ หรือตะคริวขึ้นที่กลางปลีน่อง เส้นเลือดซึ่งก็เป็นธาตุดิน ก็จะโดนกล้ามเนื้อที่แข็งนั้นกดทับ ทำให้ความยืดหยุ่นของเส้นเลือดเสียสภาพไปชั่วคราว เมื่อความยืดหยุ่นของเส้นเลือดเสียสภาพไป การไหลเวียนของเลือด (ธาตุน้ำ) การไหลเวียนของลม (ธาตุลม)ในแนวเส้น ก็จะเสียสภาพไปเช่นกัน
เลือดแดง (ออกซิเจน) ที่ได้รับการฟอกที่ปอด หัวใจก็จะสูบฉีดไปทั่วร่างกาย เมื่อความยืดหยุ่นของเส้นเลือดเสียสภาพไปชั่วคราว เลือดแดงจะเคลื่อนไหลไปปลายแขน ปลายขา ศรีษะ ได้น้อยกว่าปกติ ก็จะทำให้เกิดอาการชาที่ปลายมือ ปลายเท้า และเลือดไหลขึ้นไปเลี้ยงศรีษะไม่พอ
เมื่อความยืดหยุ่นของเส้นเลือดดำเสียสภาพไปชั่วคราว เส้นเลือดดำก็จะนำของเสียในเซลล์ (ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์) กลับไปฟอกที่ปอดได้น้อยกว่าปกติ
เมื่อเลือดแดงไหลเวียนไปปลายมือ-ปลายเท้า-ศรีษะ ได้ไม่เต็มที่ การขับของเสียในร่างกายก็จะไม่สมบูรณ์ การแลกเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ (เลือดดำ) และออกซิเจน (เลือดแดง) ที่ปอด ก็จะมีคาร์บอนไดออกไซด์มาแลกเปลี่ยนกับออกซิเจนน้อยกว่าสภาวะปกติ ทำให้เลือดมีสภาวะความเป็นกรดสูงกว่าปกติ หินปูน กรดยูริก เลือดมีความเป็นกรดก็คือคำตอบ
เมื่อรูขุมขนต่างๆในร่างกายเกิดอุดตัน ธาตุลมที่จะต้องไหลเวียนเข้าและออกนอกกาย ตามรูขุมขน ลมไม่สามารถเคลื่อนออกได้ ลมจึงค้างคาอยู่ที่แนวเส้น ค้างคาอยู่ในช่องท้อง ในกระโหลกศรีษะ เมื่อลมไม่สามารถไหลออกนอกร่างกายได้ พลังงานที่สั่งสมอยู่ภายในร่างกายก็ไม่สามารถไหลออกไปด้วยเช่นกัน พลังงานเมื่อสั่งสมอยู่นานวัน เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็จะกดทับกล้ามเนื้อ กดทับอวัยวะต่างๆ กดทับอวัยวะทุกอย่างที่อยู่ในช่องท้อง
ธาตุลม และพลังงานที่สั่งสมอยู่ภายในร่างกาย เมื่อสั่งสมในช่องท้องทำให้เกิดอาการลมแน่นท้อง ท้องอืด กรดไหลย้อน หายใจเหนื่อย ปัสสาวะบ่อยครั้งแต่กะปริบกะปรอย หายใจไม่ทั่วท้อง
เราหายใจออกเพื่อขับคาร์บอนไดออกไซด์ให้ออกนอกร่างกาย แล้วหายใจเข้าเพื่อนำออกซิเจนเข้ามาในปอด
ขณะที่เราหายใจออกปอดจะแฟบ ขนาดของปอดเล็กลง เมื่อปอดโดนลมและพลังงานที่สั่งสมอยู่ในช่องท้อง ห้อมล้อม จะกดทับ บีบ ทำให้ปอดพองขยายขึ้นมาเป็นปกติไม่ได้ การหายใจเข้าเอาออกซิเจนเข้ามาในปอดจะมีออกซิเจนเข้ามาในร่างกายน้อยกว่าปกติ ทำให้สมดุลการแลกเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ และออกซิเจนเสียไป
เมื่อการหายใจไม่ปกติ การทำงานของปอดไม่ปกติ สมดุลการแลกเปลี่ยนกาซของเลือดดำและเลือดแดงเสียไป ทำให้เลือดมีความเป็นกรด อาการที่เกี่ยวกับ หินปูน กรดยูริก ฯลฯ ก็จะเกิดขึ้น
เมื่อเราปรับสมดุลให้การการไหลเวียนเลือดและลม ให้กลับมาปกติ หายใจเอาออกซิเจนเข้ามาได้เต็มปอด เมื่อเลือดมีความเป็นกรดลดลง อาการป่วยที่เกิดขึ้นก็จะทุเลาและค่อยๆหายไปในที่สุด
20 มิถุนายน 2562
วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
พลังงานที่สั่งสมอยู่ภายในร่างกาย .... ไฟฟ้าสถิต
นวดไล่ลม-คลายพลังงาน
พลังงานที่สั่งสมอยู่ภายในร่างกาย .... ไฟฟ้าสถิต
ปรากฎการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับร่างกายเรา ทุกวันนี้บางอย่างก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ เช่น
อาการร้อนผ่าวๆอยู่ในร่างกายเรา แต่เมื่อเราตรวจวัดด้วยปรอทวัดไข้ ปรอทวัดไข้ไม่สามารถตรวจจับอุณหภูมิที่สูงขึ้นมาได้ ผลคือเราไม่ได้เป็นไข้ ....
แต่ทำไมตัวเราถึงร้อนอยู่ภายใน เรารู้สึกร้อน คนรอบข้างเราก็รู้สึกว่าตัวเราร้อนเหมือนกัน แต่ร่างกายเราไม่มีไข้
อีกอาการหนึ่ง หลายๆคนคงมีอาการนี้อยู่ คือมีไฟฟ้าสถิตอยู่ในร่างกาย บางคนมีอาการขนลุก แต่ส่วนมากจะมีอาการสปาร์ค เหมือนไฟช็อต เป็นอาการไฟฟ้าสถิตเคลื่อนออกจากร่างกาย หลายๆคนจะรู้สึกเมื่ออยู่ในที่ๆเย็น ชื้น เช่นอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้วเราไปจับรถเข็น ก็จะเกิดอาการช็อตขึ้นมา บางคนแค่คนอื่นมาสัมผัสผิวกายของเรา เขาก็จะรู้สึกว่า มือเขาถูกไฟช็อต .... ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
จริงๆแล้ว ทั้งสองอาการที่ยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างนี้ เพื่อความเข้าใจในเรื่องพลังงานที่กระทบเข้ามาในร่างกาย แล้วออกนอกร่างกายเราไม่ได้ จึงทำให้เกิดการสั่งสมพลังงานนั้นตามแนวเส้น ภายในร่างกาย พลังงานเหล่านี้จะเคลื่อนออกนอกร่างกายเราได้ ที่ข้อกระดูก ที่ทวารต่างๆ และทุกๆรูขุมขนทั่วร่างกาย
เมื่อร่างกายเรามีปัญหา ธาตุลมในร่างกายไม่ไหลเวียนออกนอกร่างกายตามปกติ ทำให้พลังงานที่สั่งสมอยู่ภายในมีความเข้มข้น หนาแน่นมากขึ้น มีผลทำให้ธาตุไฟในร่างกายเกิดกำเริบขึ้นมา ตัวเราจึงร้อนขึ้นมา
พลังงานที่สั่งสมนี้ ได้ทำให้ธาตุไฟกำเริบ เกิดความร้อนขึ้นมาในร่างกาย แต่เมื่อใช้ปรอทวัดไข้วัดอุณหภูมิ อุณหภูมิภายในร่างกายปกติ คือไม่เป็นไข้
ความร้อนที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากปัญหาของธาตุดิน-ธาตุน้ำ แต่ความร้อนที่เกิดขึ้น เกิดจากไฟฟ้าสถิตในร่างกายเรานั้นเอง
เมื่อเราทราบว่า พลังงานที่สั่งสมภายในร่างกาย คือไฟฟ้าสถิต และทำให้เกิดอาการช็อตเมื่อมีการถ่ายประจุไฟฟ้าออกไป โดยการที่เราไปจับรถเข็น หรือคนอื่นมาจับผิวกายเรา ก็คือการเหนี่ยวนำพลังงานในร่างกายให้เคลื่อนออกนอกร่างกายนั่นเอง
จากเหตุผลดังกล่าว เมื่อเรากดนวดไล่ลม ทำให้ลมในแนวเส้นเคลื่อนไหลออกนอกร่างกาย พลังงานที่สั่งสมอยู่ภายใน หรือพลังงานสถิต ก็จะเคลื่อนตามออกมาด้วย
เมื่อพลังงานที่สั่งสมอยู่ภายใน ได้มีการคลายตัวออก ความเครียดภายในก็จะน้อยลง ธาตุไฟที่เคยกำเริบก็จะค่อยๆคลายตัวลง อุณหภูมิความร้อนในร่างกายก็จะกลับมาสู่สภาวะปกติ ( ตัวไม่ร้อน – ไข้ไม่มี )
เมื่อเรากดนวดไล่ลม-คลายพลังงาน ทำให้พลังงานสถิตนี้เคลื่อนไหลออกนอกร่างกาย ออกไปตามรูขุมขน หลังจากนั้นอาการไฟช็อตเมื่อมีการไปจับรถเข็น หรือคนอื่นมาจับผิวกายเรา ก็จะค่อยๆเบา และหายไปในที่สุด ........
26 พฤษภาคม 2562
พลังงานที่สั่งสมอยู่ภายในร่างกาย .... ไฟฟ้าสถิต
ปรากฎการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับร่างกายเรา ทุกวันนี้บางอย่างก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ เช่น
อาการร้อนผ่าวๆอยู่ในร่างกายเรา แต่เมื่อเราตรวจวัดด้วยปรอทวัดไข้ ปรอทวัดไข้ไม่สามารถตรวจจับอุณหภูมิที่สูงขึ้นมาได้ ผลคือเราไม่ได้เป็นไข้ ....
แต่ทำไมตัวเราถึงร้อนอยู่ภายใน เรารู้สึกร้อน คนรอบข้างเราก็รู้สึกว่าตัวเราร้อนเหมือนกัน แต่ร่างกายเราไม่มีไข้
อีกอาการหนึ่ง หลายๆคนคงมีอาการนี้อยู่ คือมีไฟฟ้าสถิตอยู่ในร่างกาย บางคนมีอาการขนลุก แต่ส่วนมากจะมีอาการสปาร์ค เหมือนไฟช็อต เป็นอาการไฟฟ้าสถิตเคลื่อนออกจากร่างกาย หลายๆคนจะรู้สึกเมื่ออยู่ในที่ๆเย็น ชื้น เช่นอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้วเราไปจับรถเข็น ก็จะเกิดอาการช็อตขึ้นมา บางคนแค่คนอื่นมาสัมผัสผิวกายของเรา เขาก็จะรู้สึกว่า มือเขาถูกไฟช็อต .... ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
จริงๆแล้ว ทั้งสองอาการที่ยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างนี้ เพื่อความเข้าใจในเรื่องพลังงานที่กระทบเข้ามาในร่างกาย แล้วออกนอกร่างกายเราไม่ได้ จึงทำให้เกิดการสั่งสมพลังงานนั้นตามแนวเส้น ภายในร่างกาย พลังงานเหล่านี้จะเคลื่อนออกนอกร่างกายเราได้ ที่ข้อกระดูก ที่ทวารต่างๆ และทุกๆรูขุมขนทั่วร่างกาย
เมื่อร่างกายเรามีปัญหา ธาตุลมในร่างกายไม่ไหลเวียนออกนอกร่างกายตามปกติ ทำให้พลังงานที่สั่งสมอยู่ภายในมีความเข้มข้น หนาแน่นมากขึ้น มีผลทำให้ธาตุไฟในร่างกายเกิดกำเริบขึ้นมา ตัวเราจึงร้อนขึ้นมา
พลังงานที่สั่งสมนี้ ได้ทำให้ธาตุไฟกำเริบ เกิดความร้อนขึ้นมาในร่างกาย แต่เมื่อใช้ปรอทวัดไข้วัดอุณหภูมิ อุณหภูมิภายในร่างกายปกติ คือไม่เป็นไข้
ความร้อนที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากปัญหาของธาตุดิน-ธาตุน้ำ แต่ความร้อนที่เกิดขึ้น เกิดจากไฟฟ้าสถิตในร่างกายเรานั้นเอง
เมื่อเราทราบว่า พลังงานที่สั่งสมภายในร่างกาย คือไฟฟ้าสถิต และทำให้เกิดอาการช็อตเมื่อมีการถ่ายประจุไฟฟ้าออกไป โดยการที่เราไปจับรถเข็น หรือคนอื่นมาจับผิวกายเรา ก็คือการเหนี่ยวนำพลังงานในร่างกายให้เคลื่อนออกนอกร่างกายนั่นเอง
จากเหตุผลดังกล่าว เมื่อเรากดนวดไล่ลม ทำให้ลมในแนวเส้นเคลื่อนไหลออกนอกร่างกาย พลังงานที่สั่งสมอยู่ภายใน หรือพลังงานสถิต ก็จะเคลื่อนตามออกมาด้วย
เมื่อพลังงานที่สั่งสมอยู่ภายใน ได้มีการคลายตัวออก ความเครียดภายในก็จะน้อยลง ธาตุไฟที่เคยกำเริบก็จะค่อยๆคลายตัวลง อุณหภูมิความร้อนในร่างกายก็จะกลับมาสู่สภาวะปกติ ( ตัวไม่ร้อน – ไข้ไม่มี )
เมื่อเรากดนวดไล่ลม-คลายพลังงาน ทำให้พลังงานสถิตนี้เคลื่อนไหลออกนอกร่างกาย ออกไปตามรูขุมขน หลังจากนั้นอาการไฟช็อตเมื่อมีการไปจับรถเข็น หรือคนอื่นมาจับผิวกายเรา ก็จะค่อยๆเบา และหายไปในที่สุด ........
26 พฤษภาคม 2562
วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
ฝาถังน้ำแข็งงับนิ้วมือ
นวดไล่ลม-คลายพลังงาน
ฝาถังน้ำแข็งงับนิ้วมือ
เมื่อวานนี้ บังเอิญได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ กรณีการบาดเจ็บจากการที่ถูกวัตถุหล่น กระแทกใส่นิ้วมือ ผู้ป่วยได้จัดการจะล้าง และเคลียร์ถังน้ำแข็ง หลังจากการใช้งานเสร็จสิ้นลง ปรากฎว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับนิ้วมือที่ไปวางพาด บริเวณที่ฝาถังปิดลงมา ผลก็คือฝาถังได้งับ กระแทกใส่นิ้วมือ 2-3 นิ้วมือ ตอนที่กระแทกมีอาการตึง ชา เข้าไปที่บริเวณแนวแขนท่อนล่าง ผ่านข้อศอก ไปตามแนวแขนท่อนบน ผู้ป่วยตะโกนตกใจ
เมื่อเห็นดังนั้น จึงได้เรียกผู้ป่วยที่คุ้นเคยกัน มาถามอาการ และได้ช่วยกดนวดไล่ลมคลายพลังงาน
อาการผู้ป่วย เจ็บ ชา ที่นิ้วที่โดนกระแทก กระดูกนิ้วไม่เป็นอะไร จึงได้บอกกล่าวเพื่อขอกดนวดแก้ไขอาการเจ็บนี้ ซึ่งผู้ป่วยก็ยินดี
นิ้วเมื่อโดนกระแทก พลังงานก็จะสะเทือนเข้ามาตามแนวเส้นนิ้วมือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง เมื่อพลังงานเข้ามาในแนวเส้นนิ้วมือ ก็จะส่งผ่านพลังงานไปที่เส้นแขนท่อนล่าง ถ้าโดนกระแทกแรงมากๆก็จะส่งผ่านพลังงานไปถึงแขนท่อนบน ถึงบริเวณโคนแขน ( รักแร้ )
ตอนโดนกระแทกจะมีความรู้สึกตึง ชา ขึ้นมาตามท่อนแขน มีอาการเต้นตุ๊บๆที่แนวเส้นด้วย นั่นแสดงว่าพลังงานที่กระแทกเข้ามา ได้เคลื่อนไปพร้อมกับลมที่เคลื่อนไหลอยู่ในแนวเส้น
จึงได้กดนวดไล่ลมบริเวณแนวเส้นแขนท่อนล่าง แนวเส้นนิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง บริเวณตำแหน่ง จุดกึ่งกลางหน้าปัดนาฬิกา ( บริเวณแนวนิ้วกลาง ) ใช้เวลากดนวด-คลายประมาณ 5 นาที
ครั้งแรกที่กดนวดลงไป เมื่อผมยกนิ้วมือผมขึ้น ไม่ปรากฎว่ามีลมเคลื่อนไหลออกที่ปลายนิ้วมือ จึงค่อยๆกดนวด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บริเวณเดิม บริเวณแขนท่อนล่าง จนเมื่อกดนวดไปที่แขนแต่จะปรากฎมีการปวด ตึงไปกระทุ้งที่นิ้วที่โดนกระแทก
กดที่แขนซ้ำหลายๆครั้ง ปรากฎว่าอาการปวดที่นิ้ว ค่อยๆ ลดลง อาการเต้นตุ๊บๆก็ค่อยๆเบาลง จนในที่สุด อาการตึง เจ็บ เต้นตุ๊บๆที่แนวเส้นก็หายไป จึงได้ลองให้ผู้ป่วย ลองกำมือดูปรากฎว่า อาการเจ็บตึง ที่นิ้วมือที่โดนกระแทก เบาลง และหายเจ็บไป ในเวลาประมาณ 5-10 นาทีของการกดนวด
สรุปว่า เป็นกรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน เป็นอาการที่เกิดขึ้นใหม่ๆเมื่อพลังงานกระแทกเข้ามาที่นิ้ว ก็จะแล่นไปตามแนวเส้น เข้าไปที่แขนท่อนล่าง ถ้าแรงกระแทกมากกว่านี้ก็อาจจะเคลื่อนไหลไปถึงแนวเส้นแขนท่อนบน
หลักของการบำบัด เพียงแค่เรากดนวดทำให้ลมที่อยู่ที่แขนท่อนล่าง เคลื่อนไหลไปออกที่ข้อกระดูกมือ อุ้งมือ ข้อกระดูกนิ้ว เมื่อลมไหลออกไปที่นิ้วมือได้ พลังงานก็จะคลายออกไปด้วย อาการป่วยเรื้อรังที่เกิดจากพลังงานเข้ามาแล้วออกนอกร่างกายไม่ได้ ก็จะไม่เกิดขึ้น
สรุปว่า หลังจากช่วยกดนวดไล่ลม-คลายพลังงาน กดนวดไปได้ประมาณ 5 -10 นาที อาการตึง เจ็บ ที่นิ้วที่โดนกระแทกได้ลดลง การงอนิ้วมือ ก็กลับมาปกติ อาการเต้นตุ๊บๆก็หายไป
ผ่านมาหนึ่งวัน อาการปวด เกร็ง ตึงนิ้วมือ อาการตุ๊บๆตามแนวเส้น ไม่มี ผู้ป่วยไม่มีอาการเจ็บที่นิ้ว
จึงสรุปว่า เมื่อพลังงานเคลื่อนเข้ามาในร่างกาย ถ้าเราสามารถเคลื่อนพลังงานนั้นให้ไหลออกนอกร่างกายไปกับลมที่เคลื่อนออกได้ทันที ไม่ทิ้งไว้นานเกินไป อาการป่วยเรื้อรังจะไม่เกิดขึ้น
15 พฤษภาคม 2562
ฝาถังน้ำแข็งงับนิ้วมือ
เมื่อวานนี้ บังเอิญได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ กรณีการบาดเจ็บจากการที่ถูกวัตถุหล่น กระแทกใส่นิ้วมือ ผู้ป่วยได้จัดการจะล้าง และเคลียร์ถังน้ำแข็ง หลังจากการใช้งานเสร็จสิ้นลง ปรากฎว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับนิ้วมือที่ไปวางพาด บริเวณที่ฝาถังปิดลงมา ผลก็คือฝาถังได้งับ กระแทกใส่นิ้วมือ 2-3 นิ้วมือ ตอนที่กระแทกมีอาการตึง ชา เข้าไปที่บริเวณแนวแขนท่อนล่าง ผ่านข้อศอก ไปตามแนวแขนท่อนบน ผู้ป่วยตะโกนตกใจ
เมื่อเห็นดังนั้น จึงได้เรียกผู้ป่วยที่คุ้นเคยกัน มาถามอาการ และได้ช่วยกดนวดไล่ลมคลายพลังงาน
อาการผู้ป่วย เจ็บ ชา ที่นิ้วที่โดนกระแทก กระดูกนิ้วไม่เป็นอะไร จึงได้บอกกล่าวเพื่อขอกดนวดแก้ไขอาการเจ็บนี้ ซึ่งผู้ป่วยก็ยินดี
นิ้วเมื่อโดนกระแทก พลังงานก็จะสะเทือนเข้ามาตามแนวเส้นนิ้วมือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง เมื่อพลังงานเข้ามาในแนวเส้นนิ้วมือ ก็จะส่งผ่านพลังงานไปที่เส้นแขนท่อนล่าง ถ้าโดนกระแทกแรงมากๆก็จะส่งผ่านพลังงานไปถึงแขนท่อนบน ถึงบริเวณโคนแขน ( รักแร้ )
ตอนโดนกระแทกจะมีความรู้สึกตึง ชา ขึ้นมาตามท่อนแขน มีอาการเต้นตุ๊บๆที่แนวเส้นด้วย นั่นแสดงว่าพลังงานที่กระแทกเข้ามา ได้เคลื่อนไปพร้อมกับลมที่เคลื่อนไหลอยู่ในแนวเส้น
จึงได้กดนวดไล่ลมบริเวณแนวเส้นแขนท่อนล่าง แนวเส้นนิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง บริเวณตำแหน่ง จุดกึ่งกลางหน้าปัดนาฬิกา ( บริเวณแนวนิ้วกลาง ) ใช้เวลากดนวด-คลายประมาณ 5 นาที
ครั้งแรกที่กดนวดลงไป เมื่อผมยกนิ้วมือผมขึ้น ไม่ปรากฎว่ามีลมเคลื่อนไหลออกที่ปลายนิ้วมือ จึงค่อยๆกดนวด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บริเวณเดิม บริเวณแขนท่อนล่าง จนเมื่อกดนวดไปที่แขนแต่จะปรากฎมีการปวด ตึงไปกระทุ้งที่นิ้วที่โดนกระแทก
กดที่แขนซ้ำหลายๆครั้ง ปรากฎว่าอาการปวดที่นิ้ว ค่อยๆ ลดลง อาการเต้นตุ๊บๆก็ค่อยๆเบาลง จนในที่สุด อาการตึง เจ็บ เต้นตุ๊บๆที่แนวเส้นก็หายไป จึงได้ลองให้ผู้ป่วย ลองกำมือดูปรากฎว่า อาการเจ็บตึง ที่นิ้วมือที่โดนกระแทก เบาลง และหายเจ็บไป ในเวลาประมาณ 5-10 นาทีของการกดนวด
สรุปว่า เป็นกรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน เป็นอาการที่เกิดขึ้นใหม่ๆเมื่อพลังงานกระแทกเข้ามาที่นิ้ว ก็จะแล่นไปตามแนวเส้น เข้าไปที่แขนท่อนล่าง ถ้าแรงกระแทกมากกว่านี้ก็อาจจะเคลื่อนไหลไปถึงแนวเส้นแขนท่อนบน
หลักของการบำบัด เพียงแค่เรากดนวดทำให้ลมที่อยู่ที่แขนท่อนล่าง เคลื่อนไหลไปออกที่ข้อกระดูกมือ อุ้งมือ ข้อกระดูกนิ้ว เมื่อลมไหลออกไปที่นิ้วมือได้ พลังงานก็จะคลายออกไปด้วย อาการป่วยเรื้อรังที่เกิดจากพลังงานเข้ามาแล้วออกนอกร่างกายไม่ได้ ก็จะไม่เกิดขึ้น
สรุปว่า หลังจากช่วยกดนวดไล่ลม-คลายพลังงาน กดนวดไปได้ประมาณ 5 -10 นาที อาการตึง เจ็บ ที่นิ้วที่โดนกระแทกได้ลดลง การงอนิ้วมือ ก็กลับมาปกติ อาการเต้นตุ๊บๆก็หายไป
ผ่านมาหนึ่งวัน อาการปวด เกร็ง ตึงนิ้วมือ อาการตุ๊บๆตามแนวเส้น ไม่มี ผู้ป่วยไม่มีอาการเจ็บที่นิ้ว
จึงสรุปว่า เมื่อพลังงานเคลื่อนเข้ามาในร่างกาย ถ้าเราสามารถเคลื่อนพลังงานนั้นให้ไหลออกนอกร่างกายไปกับลมที่เคลื่อนออกได้ทันที ไม่ทิ้งไว้นานเกินไป อาการป่วยเรื้อรังจะไม่เกิดขึ้น
15 พฤษภาคม 2562
วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
พลังงานเกี่ยวข้องอะไรกับลมในร่างกาย
นวดไล่ลม-คลายพลังงาน
พลังงานเกี่ยวข้องอะไรกับลมในร่างกาย
สงสัยไหมว่าเวลาผมพูดถึงนวดไล่ลม ผมจะมีคำต่อท้ายว่า “ คลายพลังงาน ” แล้วทำไมจึงต้องเป็น “ นวดไล่ลม-คลายพลังงาน ”
จากการสอนการทำกรรมฐานขององค์หลวงปู่เจือ สุภโร หลวงปู่ท่านสอนให้ทำสมาธิโดยให้ทำกสิณสีขาว ให้นึกเห็นท้องฟ้า เมื่อปฏิบัติต่อเนื่องไป กำลังสมาธิมีกำลังมากขึ้น ( ฌานมีกำลังสูงขึ้น ) ปฏิบัติต่อเนื่องไป ให้นึกเห็นท้องฟ้า แผ่นน้ำ แผ่นดิน กาย ลม ได้ในเวลาเดียวกัน ก็จะทำให้สมาธิ และฌานมีกำลังมากขึ้น แล้วเราจะรู้การเคลื่อนไหลของลมในร่างกายเรา เป็นลมหกกอง หนึ่งในนั้นคือลมหายใจ
“ หายใจเข้ารูจมูก ลมออกทั่วกาย ออกทุกรูขุมขนทั่วกาย “
“ หายใจออกรูจมูก ลมเข้าทั่วกาย เข้าทุกรูขุมขนทั่วกาย “
ดังนั้นร่างกายเรา ผิวกายเรา ในสภาวะปกติลมสามารถวิ่งเข้า – แล่นออกตามรูขุมขนทั่วร่างกายได้ ( เหมือนผึ้งที่บินเข้าบินออกที่รังผึ้ง )
เมื่อลมเข้ามาในร่างกาย แล้วลมก็ไหลออกจากร่างกายไปได้ ทำให้ร่างกายคนเราไม่บวม ไม่พองโตขึ้นมาจนเกินปกติ
แต่เมื่อใดที่ผิวกายเรา ลมไม่สามารถไหลออกตามรูขุมขนได้ จะเนื่องด้วยสาเหตุใดๆก็ตาม สภาพของร่างกายเราก็จะเหมือนลูกโป่ง เป็นลูกโป่งที่เป่าให้โตขึ้นเรื่อยๆ โตขึ้นจนผิวหนัง ผิวร่างกายเราบวม เปล่ง ผิวกายเราจะมันขึ้น ( บริเวณหน้าแข้ง )
ถ้าหากผิวกายเราเปราะบางเหมือนผิวลูกโป่ง ผิวหนังของเราก็คงปริ แตก ระเบิดไปแล้ว เมื่อผิวกายเราไม่แตก ไม่ระเบิด ลมที่ไหลเข้ามาในร่างกายก็จะยังไม่สามารถไหลออกที่รูขุมขนได้ ซึ่งเราเรียกว่าเป็นอาการขัดของลมนั่นเอง
สำหรับเรื่องพลังงานที่ซึมซับเข้ามา และสั่งสมอยู่ในร่างกายเรานั้น เป็นพลังงานที่เข้ามาในร่างกายเราจากการใช้ชีวิตประจำวัน ทุกๆอิริยาบทของร่างกายเรา จะมีพลังงานซึมซับเข้ามาในร่างกายเรา โดยธาตุลมในร่างกายเรา ซึ่งเป็นพลังงานเดิมๆที่มีอยู่แล้วในร่างกาย ลมในกายจะเคลื่อนไหลไปตามแนวเส้น ( การนวดเส้น คือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ ) ดังนั้นลมจึงเคลื่อนไหลไปตามแนวเส้น ก็คือเส้นเลือดนั่นเอง
ร่างกายเรา เส้นเลือดแดง เส้นเลือดดำ เส้นเลือดใหญ่ เส้นเลือดฝอย ก็คือแนวเส้น คือแนวที่ลมจะเคลื่อนไหลไปตลอดทั่วร่างกาย เคลื่อนไปตามแนวเส้น เส้นเลือด ลมวิ่งไปตามแนวเส้นที่ฝังอยู่ในกล้ามเนื้อ อยู่ใต้ผิวหนัง ใต้รูขุมขน ลมสามารถเคลื่อนไหลตามแนวเส้นผ่านกระดูกท่อนหนึ่งไปยังกระดูกอีกท่อนหนึ่ง ลมเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายตามทวารต่างๆ ตา หู คอ จมูก ปาก ทวารหนัก ทวารเบา และลมเคลื่อนไหลออกตามรูขุมขนทั่วร่างกาย
เรากดนวดไล่ลมที่ขาท่อนบน เมื่อเราผ่อน คลายแรงที่กดนวดไล่ลม ลมในกายจะค่อยๆเคลื่อนไหลไปตามแนวเส้น แล่นไป ผ่านข้อกระดูกหัวเข่า
ค่อยๆเคลื่อนไปตามแนวเส้นกระดูกขาท่อนล่าง แล่นไป ผ่านข้อกระดูกตาตุ่ม
ค่อยๆเคลื่อนไปตามแนวเส้นกระดูกเท้า แล่นไป ผ่านข้อกระดูกนิ้ว แล้วลมวิ่งออกปลายเท้า
เมื่อเรากดนวดไล่ลมไปเรื่อยๆ ลมก็จะค่อยๆเคลื่อนไหลไปออกที่ปลายเท้า ค่อยๆเคลื่อนไปด้านบนร่างกาย ไปออกที่แขน
และในที่สุดลมก็จะค่อยๆเคลื่อนไหลออกปลายเท้า ปลายมือ และลมจะเคลื่อนออกที่ศรีษะ โดยพร้อมเพรียงกัน ในเวลาเดียวกัน
เมื่อเรากดนวดไล่ลมจนลมเคลื่อนไหลออกที่ศรีษะแล้ว แนวเส้น ทั้งซีกของร่างกายที่เรากดนวด การกระทุ้งการไหลเวียนของลมในแนวเส้นจะสมบูรณ์ กลับมาปกติ รูขุมขนที่อุดตันก็จะคลายออก ลมก็จะสามารถไหลเวียนออกนอกร่างกายตามรูขุมขนได้ตามปกติ
สำหรับพลังงานที่ซึมซับเข้ามา แล้วเก็บสั่งสมอยู่ในแนวเส้นทั่วร่างกาย เก็บสั่งสมอยู่ในช่องท้อง อยู่ในกระโหลกศรีษะ พลังงานพวกนี้ทำให้ร่างกายเราเกิดอาการร้อนแต่ไม่มีไข้ เมื่อเรากดนวดทำให้ลมในเส้นเคลื่อนไหล ออกนอกร่างกายตามรูขุมขนทั่วร่างกายได้ จะเกิดการแพร่ของลม เป็นการไหลของลมตามแนวเส้น จากที่ๆยังมีความหนาแน่นของลมที่สูงกว่า เคลื่อนไหลไปตามแนวเส้นที่มีความหนาแน่นของลมต่ำกว่า
คือลมที่อยู่ในแนวเส้น ส่วนบนของร่างกายก็จะมีการไหลลงมาแทนที่บริเวณขาท่อนที่ถูกกดนวด และจะถูกดึงให้ไหลลงปลายเท้า แล้วออกนอกร่างกายไป
เมื่อลมเคลื่อนออกที่รูขุมขนได้ ลมคือพลังงานที่มีอยู่แล้วในร่างกาย ก็จะนำพาพลังงานต่างๆที่เคยเข้ามาและสั่งสมเก็บไว้ เช่น
อาการเริ่มจากด้านล่างขึ้นไปด้านบนลำตัว พลังงานจะเข้ามาทางฝ่าเท้า เช่นการเดิน การยืน การกระโดด การนั่งนานๆ ล้มก้นกระแทก ล้มหลังฟาดพื้น ฯลฯ ( นวดแก้โดยท่านอนคว่ำ )
อาการเริ่มจากด้านล่างขึ้นไปด้านบนลำตัว พลังงานเข้ามาทางหลังเท้าและตาตุ่ม เช่น อาการขาพลิก ขาแพลง ตึงหน้าแข้ง เข่ามีเสียง เมื่อยหน้าขา เส้นท้องตึง ฯลฯ ( นวดแก้โดยท่านอนหงาย )
อาการเริ่มจากด้านบนเคลื่อนลงมาด้านล่างลำตัว พลังงานเข้ามาทางศรีษะ บ่า ไหล่ แขน มือ อาการทุกอย่างที่เริ่มมาจากด้านบนคอบ่าไหล่ จะเคลื่อนลงมาที่สะบัก แนวหลังใต้แนวสะบัก แนวตัดขวางเข้าเอว แนวกระเบนเหน็บ แนวข้างขาด้านใน แนวหน้าแข้งด้านใน แนวตาตุ่มด้านใน แนวร่องเส้นใต้ฝ่าเท้าบริเวณนิ้วโป้ง-นิ้วชี้ ทำให้เกิดอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทแขน-ขา ( นวดแก้โดยท่านอนตะแคง )
อาการที่เริ่มจากมือ แขน บ่า เช่น ล้มแขนยันฟื้น แขนกระชาก ( นวดแก้โดยท่านอนหงาย-นวดแขน )
อาการที่เริ่มจากศรีษะ ( นวดแก้โดยท่านั่ง นวดคอบ่าไหล่ )
เมื่อเรากดนวดไล่ลม ให้ลมไหลเวียนออกนอกกายได้ ลมจะดึงพลังงานเหล่านี้ออกไปด้วย อาการเรื้อรังต่างๆก็จะค่อยๆคลายออกไป แต่สิ่งที่เห็นและสัมผัสได้แน่ๆคือ พลังงานที่สั่งสมมาค่อยๆลดลงไป อาการตัวร้อนรุมๆแต่ไม่มีไข้ ก็จะคลายแล้วหายในขณะนั้นเลย
02 พฤษภาคม 2562
พลังงานเกี่ยวข้องอะไรกับลมในร่างกาย
สงสัยไหมว่าเวลาผมพูดถึงนวดไล่ลม ผมจะมีคำต่อท้ายว่า “ คลายพลังงาน ” แล้วทำไมจึงต้องเป็น “ นวดไล่ลม-คลายพลังงาน ”
จากการสอนการทำกรรมฐานขององค์หลวงปู่เจือ สุภโร หลวงปู่ท่านสอนให้ทำสมาธิโดยให้ทำกสิณสีขาว ให้นึกเห็นท้องฟ้า เมื่อปฏิบัติต่อเนื่องไป กำลังสมาธิมีกำลังมากขึ้น ( ฌานมีกำลังสูงขึ้น ) ปฏิบัติต่อเนื่องไป ให้นึกเห็นท้องฟ้า แผ่นน้ำ แผ่นดิน กาย ลม ได้ในเวลาเดียวกัน ก็จะทำให้สมาธิ และฌานมีกำลังมากขึ้น แล้วเราจะรู้การเคลื่อนไหลของลมในร่างกายเรา เป็นลมหกกอง หนึ่งในนั้นคือลมหายใจ
“ หายใจเข้ารูจมูก ลมออกทั่วกาย ออกทุกรูขุมขนทั่วกาย “
“ หายใจออกรูจมูก ลมเข้าทั่วกาย เข้าทุกรูขุมขนทั่วกาย “
ดังนั้นร่างกายเรา ผิวกายเรา ในสภาวะปกติลมสามารถวิ่งเข้า – แล่นออกตามรูขุมขนทั่วร่างกายได้ ( เหมือนผึ้งที่บินเข้าบินออกที่รังผึ้ง )
เมื่อลมเข้ามาในร่างกาย แล้วลมก็ไหลออกจากร่างกายไปได้ ทำให้ร่างกายคนเราไม่บวม ไม่พองโตขึ้นมาจนเกินปกติ
แต่เมื่อใดที่ผิวกายเรา ลมไม่สามารถไหลออกตามรูขุมขนได้ จะเนื่องด้วยสาเหตุใดๆก็ตาม สภาพของร่างกายเราก็จะเหมือนลูกโป่ง เป็นลูกโป่งที่เป่าให้โตขึ้นเรื่อยๆ โตขึ้นจนผิวหนัง ผิวร่างกายเราบวม เปล่ง ผิวกายเราจะมันขึ้น ( บริเวณหน้าแข้ง )
ถ้าหากผิวกายเราเปราะบางเหมือนผิวลูกโป่ง ผิวหนังของเราก็คงปริ แตก ระเบิดไปแล้ว เมื่อผิวกายเราไม่แตก ไม่ระเบิด ลมที่ไหลเข้ามาในร่างกายก็จะยังไม่สามารถไหลออกที่รูขุมขนได้ ซึ่งเราเรียกว่าเป็นอาการขัดของลมนั่นเอง
สำหรับเรื่องพลังงานที่ซึมซับเข้ามา และสั่งสมอยู่ในร่างกายเรานั้น เป็นพลังงานที่เข้ามาในร่างกายเราจากการใช้ชีวิตประจำวัน ทุกๆอิริยาบทของร่างกายเรา จะมีพลังงานซึมซับเข้ามาในร่างกายเรา โดยธาตุลมในร่างกายเรา ซึ่งเป็นพลังงานเดิมๆที่มีอยู่แล้วในร่างกาย ลมในกายจะเคลื่อนไหลไปตามแนวเส้น ( การนวดเส้น คือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ ) ดังนั้นลมจึงเคลื่อนไหลไปตามแนวเส้น ก็คือเส้นเลือดนั่นเอง
ร่างกายเรา เส้นเลือดแดง เส้นเลือดดำ เส้นเลือดใหญ่ เส้นเลือดฝอย ก็คือแนวเส้น คือแนวที่ลมจะเคลื่อนไหลไปตลอดทั่วร่างกาย เคลื่อนไปตามแนวเส้น เส้นเลือด ลมวิ่งไปตามแนวเส้นที่ฝังอยู่ในกล้ามเนื้อ อยู่ใต้ผิวหนัง ใต้รูขุมขน ลมสามารถเคลื่อนไหลตามแนวเส้นผ่านกระดูกท่อนหนึ่งไปยังกระดูกอีกท่อนหนึ่ง ลมเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายตามทวารต่างๆ ตา หู คอ จมูก ปาก ทวารหนัก ทวารเบา และลมเคลื่อนไหลออกตามรูขุมขนทั่วร่างกาย
เรากดนวดไล่ลมที่ขาท่อนบน เมื่อเราผ่อน คลายแรงที่กดนวดไล่ลม ลมในกายจะค่อยๆเคลื่อนไหลไปตามแนวเส้น แล่นไป ผ่านข้อกระดูกหัวเข่า
ค่อยๆเคลื่อนไปตามแนวเส้นกระดูกขาท่อนล่าง แล่นไป ผ่านข้อกระดูกตาตุ่ม
ค่อยๆเคลื่อนไปตามแนวเส้นกระดูกเท้า แล่นไป ผ่านข้อกระดูกนิ้ว แล้วลมวิ่งออกปลายเท้า
เมื่อเรากดนวดไล่ลมไปเรื่อยๆ ลมก็จะค่อยๆเคลื่อนไหลไปออกที่ปลายเท้า ค่อยๆเคลื่อนไปด้านบนร่างกาย ไปออกที่แขน
และในที่สุดลมก็จะค่อยๆเคลื่อนไหลออกปลายเท้า ปลายมือ และลมจะเคลื่อนออกที่ศรีษะ โดยพร้อมเพรียงกัน ในเวลาเดียวกัน
เมื่อเรากดนวดไล่ลมจนลมเคลื่อนไหลออกที่ศรีษะแล้ว แนวเส้น ทั้งซีกของร่างกายที่เรากดนวด การกระทุ้งการไหลเวียนของลมในแนวเส้นจะสมบูรณ์ กลับมาปกติ รูขุมขนที่อุดตันก็จะคลายออก ลมก็จะสามารถไหลเวียนออกนอกร่างกายตามรูขุมขนได้ตามปกติ
สำหรับพลังงานที่ซึมซับเข้ามา แล้วเก็บสั่งสมอยู่ในแนวเส้นทั่วร่างกาย เก็บสั่งสมอยู่ในช่องท้อง อยู่ในกระโหลกศรีษะ พลังงานพวกนี้ทำให้ร่างกายเราเกิดอาการร้อนแต่ไม่มีไข้ เมื่อเรากดนวดทำให้ลมในเส้นเคลื่อนไหล ออกนอกร่างกายตามรูขุมขนทั่วร่างกายได้ จะเกิดการแพร่ของลม เป็นการไหลของลมตามแนวเส้น จากที่ๆยังมีความหนาแน่นของลมที่สูงกว่า เคลื่อนไหลไปตามแนวเส้นที่มีความหนาแน่นของลมต่ำกว่า
คือลมที่อยู่ในแนวเส้น ส่วนบนของร่างกายก็จะมีการไหลลงมาแทนที่บริเวณขาท่อนที่ถูกกดนวด และจะถูกดึงให้ไหลลงปลายเท้า แล้วออกนอกร่างกายไป
เมื่อลมเคลื่อนออกที่รูขุมขนได้ ลมคือพลังงานที่มีอยู่แล้วในร่างกาย ก็จะนำพาพลังงานต่างๆที่เคยเข้ามาและสั่งสมเก็บไว้ เช่น
อาการเริ่มจากด้านล่างขึ้นไปด้านบนลำตัว พลังงานจะเข้ามาทางฝ่าเท้า เช่นการเดิน การยืน การกระโดด การนั่งนานๆ ล้มก้นกระแทก ล้มหลังฟาดพื้น ฯลฯ ( นวดแก้โดยท่านอนคว่ำ )
อาการเริ่มจากด้านล่างขึ้นไปด้านบนลำตัว พลังงานเข้ามาทางหลังเท้าและตาตุ่ม เช่น อาการขาพลิก ขาแพลง ตึงหน้าแข้ง เข่ามีเสียง เมื่อยหน้าขา เส้นท้องตึง ฯลฯ ( นวดแก้โดยท่านอนหงาย )
อาการเริ่มจากด้านบนเคลื่อนลงมาด้านล่างลำตัว พลังงานเข้ามาทางศรีษะ บ่า ไหล่ แขน มือ อาการทุกอย่างที่เริ่มมาจากด้านบนคอบ่าไหล่ จะเคลื่อนลงมาที่สะบัก แนวหลังใต้แนวสะบัก แนวตัดขวางเข้าเอว แนวกระเบนเหน็บ แนวข้างขาด้านใน แนวหน้าแข้งด้านใน แนวตาตุ่มด้านใน แนวร่องเส้นใต้ฝ่าเท้าบริเวณนิ้วโป้ง-นิ้วชี้ ทำให้เกิดอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทแขน-ขา ( นวดแก้โดยท่านอนตะแคง )
อาการที่เริ่มจากมือ แขน บ่า เช่น ล้มแขนยันฟื้น แขนกระชาก ( นวดแก้โดยท่านอนหงาย-นวดแขน )
อาการที่เริ่มจากศรีษะ ( นวดแก้โดยท่านั่ง นวดคอบ่าไหล่ )
เมื่อเรากดนวดไล่ลม ให้ลมไหลเวียนออกนอกกายได้ ลมจะดึงพลังงานเหล่านี้ออกไปด้วย อาการเรื้อรังต่างๆก็จะค่อยๆคลายออกไป แต่สิ่งที่เห็นและสัมผัสได้แน่ๆคือ พลังงานที่สั่งสมมาค่อยๆลดลงไป อาการตัวร้อนรุมๆแต่ไม่มีไข้ ก็จะคลายแล้วหายในขณะนั้นเลย
02 พฤษภาคม 2562
วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562
ปรับสมดุลธาตุทั้งสี่ ร่างกายเราจะได้อะไร
นวดไล่ลม-คลายพลังงาน
ปรับสมดุลธาตุทั้งสี่ ร่างกายเราจะได้อะไร
เปรียบผิวกาย ร่างกายคนเราเหมือนสายดับเพลิง จากสายดับเพลิงที่แบน ราบ ที่ม้วนเก็บได้ ถ้าเราเปิดน้ำให้ไหลเข้าไปเต็มในสายดับเพลิง สายดับเพลิงก็จะตึง บวมเป่ง น้ำหนักมากขึ้น และสายดับเพลิงจะแข็งจนเราไม่สามารถม้วนหรือหักงอ สายนั้นได้อีก
เมื่อมีน้ำอยู่เต็มในสายดับเพลิง ความดันของน้ำ ความหนาแน่นของน้ำที่อยู่เต็มในสาย ก็ไปดัน ทำให้สายดับเพลิงโป่งพองขึ้น พลังงานน้ำที่อยู่ในสายดับเพลิง ทำให้สายแข็ง ตรง จะงอหรือหักไม่ได้ และเมื่อใดที่เราปิดไม่ให้มีน้ำไหลเข้ามาที่สายดับเพลิงอีก น้ำที่ค้างคาสายอยู่ ก็จะค่อยๆไหลออกที่ปลายสาย เมื่อน้ำไหลออกไปจนหมด สายดับเพลิงก็จะแบน แฟบลงมา แฟบจนเราสามารถม้วนเก็บได้
ที่เปรียบร่างกายเรา ผิวกายเราเหมือนสายดับเพลิงเพราะ สายดับเพลิงเมื่อมีพลังงานน้ำอยู่ในสาย ก็จะทำให้หนัก แข็ง ตึง จนงอสายไม่ได้ ต่อเมื่อเราให้น้ำไหลออก สายดับเพลิงก็ค่อยๆยุบ แฟบลง งอสาย ม้วนเก็บได้
การนวดเส้น คือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ ในสภาวะที่เลือดและลมไหลเวียนเป็นปกติ คือเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้ และลมสามารถไหลเวียนออกนอกร่างกายตามรูขุมขนต่างๆได้ ร่างกายคนเราก็จะมีสภาพปกติ เส้นไม่ตึง การดัด การงอตามข้อกระดูกต่างๆ ก็จะทำได้เป็นปกติ
แต่เมื่อใดที่ลมในร่างกายไม่สามารถไหลเวียนออกนอกร่างกายตามรูขุมขนได้ ลมก็จะค้างอยู่ในแนวเส้น ( เส้นเลือด ) ลมก็คือพลังงาน ลมจะสั่งสมอยู่ในแนวเส้น จะทำให้แนวเส้น บวม ตึง พองแข็งขึ้นมา
เมื่อใดที่เราสามารถกระทุ้งแนวเส้นทำให้ลมไหลเวียนออกนอกร่างกายได้ อาการบวม ตึง พองแข็งขึ้นของแนวเส้นก็จะคลายตัวลง
เมื่อใดที่ลมในแนวเส้นเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ ความหนาแน่นของพลังงาน (ลม)ในแนวเส้นก็จะลดลงไปด้วย อาการเส้นตึง หนักตัว มือเท้าแข็ง งอข้อไม่ค่อยได้ ก็จะทุเลาลงไปเอง
และเมื่อใดที่เรากดนวดแล้วทำให้ลมที่ขัด ที่อั้นอยู่ภายในช่องท้อง ทำให้ลมนั้นเคลื่อนไหลออกจากร่างกายไป ลมที่เคยห่อหุ้ม เคยบีบอวัยวะต่างๆในช่องท้อง เช่นหัวใจ ปอด กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ตับ ไต มดลูก ฯลฯ เมื่อไม่มีลมไปบีบ กดทับ การทำงานของอวัยวะในช่องท้อง ก็จะฟื้นตัวกลับมา กลับมาทำงานได้ตามปกติ เช่น
เมื่อลมเคลื่อนออกจากช่องท้อง แรงที่ลมเคยกด บีบไปที่ปอดจะค่อยๆลดลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อปอดขยับ เคลื่อนไหวได้เป็นปกติ เมื่อเราหายใจเข้าไปได้เต็มปอด ร่างกายก็จะมีออกซิเจนเข้ามามากขึ้น
เมื่อเลือดแดงไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้มาก ก็จะเกิดการนำออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อ เซลล์ต่างๆ แล้วจะแลกเปลี่ยนของเสียคาร์บอนไดออกไซด์กลับมาตามเส้นเลือดดำ เลือดดำเมื่อไปที่ปอดเมื่อเราหายใจเข้าปอดได้เต็มปอด ก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดซ์ออกไซด์ แล้วส่งออกนอกร่างกายเรา
ทั้งนี้ อาการป่วยต่างๆเกิดจากการที่เลือดมีสภาวะที่เป็นกรด ดังนั้นเมื่อเราสามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้ามาในร่างกายได้มาก และเราสามารถขับคาร์บอนไดซ์ออกไซด์ให้ออกไปจากร่างกายได้มากเช่นกัน อาการเจ็บป่วยหลายๆอย่างเช่น โรคเก๊าส์ รูมาตอยส์ เบาหวาน ฯลฯ ก็จะทุเลาและหายไปได้ในที่สุด
27 เมษายน 2562
ปรับสมดุลธาตุทั้งสี่ ร่างกายเราจะได้อะไร
เปรียบผิวกาย ร่างกายคนเราเหมือนสายดับเพลิง จากสายดับเพลิงที่แบน ราบ ที่ม้วนเก็บได้ ถ้าเราเปิดน้ำให้ไหลเข้าไปเต็มในสายดับเพลิง สายดับเพลิงก็จะตึง บวมเป่ง น้ำหนักมากขึ้น และสายดับเพลิงจะแข็งจนเราไม่สามารถม้วนหรือหักงอ สายนั้นได้อีก
เมื่อมีน้ำอยู่เต็มในสายดับเพลิง ความดันของน้ำ ความหนาแน่นของน้ำที่อยู่เต็มในสาย ก็ไปดัน ทำให้สายดับเพลิงโป่งพองขึ้น พลังงานน้ำที่อยู่ในสายดับเพลิง ทำให้สายแข็ง ตรง จะงอหรือหักไม่ได้ และเมื่อใดที่เราปิดไม่ให้มีน้ำไหลเข้ามาที่สายดับเพลิงอีก น้ำที่ค้างคาสายอยู่ ก็จะค่อยๆไหลออกที่ปลายสาย เมื่อน้ำไหลออกไปจนหมด สายดับเพลิงก็จะแบน แฟบลงมา แฟบจนเราสามารถม้วนเก็บได้
ที่เปรียบร่างกายเรา ผิวกายเราเหมือนสายดับเพลิงเพราะ สายดับเพลิงเมื่อมีพลังงานน้ำอยู่ในสาย ก็จะทำให้หนัก แข็ง ตึง จนงอสายไม่ได้ ต่อเมื่อเราให้น้ำไหลออก สายดับเพลิงก็ค่อยๆยุบ แฟบลง งอสาย ม้วนเก็บได้
การนวดเส้น คือการนวดเส้นที่มีเลือดและลมแล่นอยู่ ในสภาวะที่เลือดและลมไหลเวียนเป็นปกติ คือเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้ และลมสามารถไหลเวียนออกนอกร่างกายตามรูขุมขนต่างๆได้ ร่างกายคนเราก็จะมีสภาพปกติ เส้นไม่ตึง การดัด การงอตามข้อกระดูกต่างๆ ก็จะทำได้เป็นปกติ
แต่เมื่อใดที่ลมในร่างกายไม่สามารถไหลเวียนออกนอกร่างกายตามรูขุมขนได้ ลมก็จะค้างอยู่ในแนวเส้น ( เส้นเลือด ) ลมก็คือพลังงาน ลมจะสั่งสมอยู่ในแนวเส้น จะทำให้แนวเส้น บวม ตึง พองแข็งขึ้นมา
เมื่อใดที่เราสามารถกระทุ้งแนวเส้นทำให้ลมไหลเวียนออกนอกร่างกายได้ อาการบวม ตึง พองแข็งขึ้นของแนวเส้นก็จะคลายตัวลง
เมื่อใดที่ลมในแนวเส้นเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ ความหนาแน่นของพลังงาน (ลม)ในแนวเส้นก็จะลดลงไปด้วย อาการเส้นตึง หนักตัว มือเท้าแข็ง งอข้อไม่ค่อยได้ ก็จะทุเลาลงไปเอง
และเมื่อใดที่เรากดนวดแล้วทำให้ลมที่ขัด ที่อั้นอยู่ภายในช่องท้อง ทำให้ลมนั้นเคลื่อนไหลออกจากร่างกายไป ลมที่เคยห่อหุ้ม เคยบีบอวัยวะต่างๆในช่องท้อง เช่นหัวใจ ปอด กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ตับ ไต มดลูก ฯลฯ เมื่อไม่มีลมไปบีบ กดทับ การทำงานของอวัยวะในช่องท้อง ก็จะฟื้นตัวกลับมา กลับมาทำงานได้ตามปกติ เช่น
เมื่อลมเคลื่อนออกจากช่องท้อง แรงที่ลมเคยกด บีบไปที่ปอดจะค่อยๆลดลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อปอดขยับ เคลื่อนไหวได้เป็นปกติ เมื่อเราหายใจเข้าไปได้เต็มปอด ร่างกายก็จะมีออกซิเจนเข้ามามากขึ้น
เมื่อเลือดแดงไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้มาก ก็จะเกิดการนำออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อ เซลล์ต่างๆ แล้วจะแลกเปลี่ยนของเสียคาร์บอนไดออกไซด์กลับมาตามเส้นเลือดดำ เลือดดำเมื่อไปที่ปอดเมื่อเราหายใจเข้าปอดได้เต็มปอด ก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดซ์ออกไซด์ แล้วส่งออกนอกร่างกายเรา
ทั้งนี้ อาการป่วยต่างๆเกิดจากการที่เลือดมีสภาวะที่เป็นกรด ดังนั้นเมื่อเราสามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้ามาในร่างกายได้มาก และเราสามารถขับคาร์บอนไดซ์ออกไซด์ให้ออกไปจากร่างกายได้มากเช่นกัน อาการเจ็บป่วยหลายๆอย่างเช่น โรคเก๊าส์ รูมาตอยส์ เบาหวาน ฯลฯ ก็จะทุเลาและหายไปได้ในที่สุด
27 เมษายน 2562
วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2562
นวดเพื่อปรับธาตุทั้งสี่
นวดไล่ลม-คลายพลังงาน
นวดเพื่อปรับธาตุทั้งสี่
ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟมีอยู่ในทุกอณูของร่างกาย ผมถึงได้เน้นว่าการกดนวดนั้น เป็นการกดนวดเพื่อปรับสมดุลของธาตุทั้งสี่ ในร่างกาย ธาตุทั้งสี่นั้นถ้าธาตุใดธาตุหนึ่งเกิดความไม่ปกติขึ้นมา ก็จะส่งผลกระทบไปยังธาตุอื่นๆด้วย
ที่ผ่านมาเราเคยโดนกดนวด ลองคิดดูว่า เราได้เคยบำบัดอาการขัดของธาตุลมแล้วหรือยัง ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ธาตุดิน – อาการเจ็บป่วยที่จะเกิดขึ้น ธาตุดินเป็นธาตุที่เราเห็นได้ด้วยตา สัมผัสได้ด้วยมือ ตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์แผนปัจจุบัน เช่น กล้ามเนื้อ อวัยวะต่างๆ แขน ขา ศรีษะ
อวัยวะที่อยู่ในกระโหลกศรีษะ เช่น ตา หู คอ จมูก ปาก สมอง
อวัยวะในช่องท้อง เช่น หัวใจ ตับ ไต กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ รังไข่ มดลูก อัณฑะ องคชาติ
กระดูก พังผืด เส้นเลือด เส้นเอ็น เส้นประสาท เส้นผม ผิวหนัง
การบำบัดรักษาอาการที่เกิดจากธาตุดิน ในวิธีการนวดแผนไทย เราทำได้โดยการกดนวดกล้ามเนื้อ กดนวดเพื่อคลายพังผืด การคลึง การดัด การยืดให้กล้ามเนื้อและพังผืดคลายตัว
ธาตุน้ำ เป็นธาตุที่เราเห็นได้ด้วยตา สัมผัสได้ด้วยมือ ตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์แผนปัจจุบัน เช่น โลหิตแดง โลหิตดำ น้ำเหลือง น้ำปัสสาวะ
การบำบัดธาตุน้ำ การกดนวดที่กล้ามเนื้อและแนวพังผืด ช่วยทำให้การไหลเวียนของโลหิตแดง และโลหิตดำ ไหลเวียนได้ดีขึ้น การติดเชื้อในกระแสเลือด อาการที่เกิดจากของเสียในกระแสเลือดไม่สามารถขับออกไปได้เต็มที่ ( คาร์บอนไดออกไซด์ ) จึงตกค้างอยู่ในกระแสเลือด เลือดจึงมีความเป็นกรด ทำให้เกิดอาการเบาหวาน โรคเก๊าส์ รูมาตอยด์ มะเร็ง
ธาตุลม เป็นธาตุที่เราไม่สามารถเห็นได้ด้วยตา และไม่สามารถตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ธาตุลมมีอยู่ทุกอณูในร่างกาย
ลมในกายเราเคลื่อนไหลไปตามแนวเส้น ( เส้นเลือด )
ลมคือพลังงาน ลมในกายจึงเคลื่อนที่ตลอดเวลา เคลื่อนจากบริเวณที่มีความหนาแน่นของพลังงานลมสูง ไหลไปยังที่ๆมีความหนาแน่นของพลังงานลมที่ต่ำกว่า เมื่อเราทำการกดนวดไล่ลมทำให้ลมที่อยู่บริเวณที่กดนวด สามารถเคลื่อนไหลออกนอกร่างกาย ตามทวาร ตามข้อกระดูก ตามรูขุมขุน ก็จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหล โดยการแพร่ การเฉื่อยของพลังงาน จากแนวเส้นที่กดนวด ให้ไหลออกนอกร่างกายได้
เมื่อธาตุลมในร่างกายเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ ก็จะนำพาพลังงานที่สั่งสมเข้ามาในร่างกายจากการใช้ชีวิตประจำวัน จากอุบัติเหตุ ให้เคลื่อนไหลออกไปด้วย อาการเจ็บป่วยเรื้อรัง ก็จะค่อยๆทุเลา และหายได้ในที่สุด
ธาตุไฟ เป็นธาตุที่เราไม่สามารถเห็นได้ด้วยตา สัมผัสได้ด้วยมือ แต่บางครั้งไม่สามารถตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์แผนปัจจุบัน
อาการที่เกิดจากธาตุดิน ธาตุน้ำ ไม่ปกติ เช่นกล้ามเนื้ออักเสบ มีฝี หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด จะทำให้ร่างกายเกิดไข้ มีอุณหภูมิในร่างกายสูงกว่าปกติ เมื่อเราใช้ปรอทวัดไข้ ซึ่งเป็นธาตุดินไปตรวจวัดอุณหภูมิ ก็จะสามารถตรวจวัดอุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้ได้ ( เพราะปรอทวัดไข้ก็คือธาตุดิน ใช้ตรวจวัดสัมผัสธาตุดิน ธาตุน้ำได้ จึงสามารถตรวจวัดการกำเริบของธาตุไฟได้ )
ในอีกกรณีหนึ่ง เมื่อธาตุลมขัดในร่างกาย ลมออกตามรูขุมขนไม่ได้ เราจะมีความรู้สึกแน่นเนื้อแน่นตัว ลมแน่นท้อง ปวดมึนศรีษะ จะรู้สึกร้อนๆอยู่ในร่างกาย บางครั้งวูบวาบ ปวดแสบปวดร้อน เมื่อเราใช้ปรอทวัดไข้ ซึ่งเป็นธาตุดินไปตรวจวัดอุณหภูมิ ก็ไม่สามารถตรวจวัดอุณหภูมิที่สูงขึ้นมานี้ได้ ( เพราะปรอทวัดไข้ก็คือธาตุดิน ใช้ตรวจวัดสัมผัสธาตุลมไม่ได้ ) ปรอทวัดไข้จึงไม่สามารถตรวจวัดการกำเริบของธาตุไฟที่เกิดจากการขัดของธาตุลมได้
ปรับสมดุลธาตุทั้งสี่ ร่างกายเราจะได้อะไร
25 เมษายน 2562
นวดเพื่อปรับธาตุทั้งสี่
ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟมีอยู่ในทุกอณูของร่างกาย ผมถึงได้เน้นว่าการกดนวดนั้น เป็นการกดนวดเพื่อปรับสมดุลของธาตุทั้งสี่ ในร่างกาย ธาตุทั้งสี่นั้นถ้าธาตุใดธาตุหนึ่งเกิดความไม่ปกติขึ้นมา ก็จะส่งผลกระทบไปยังธาตุอื่นๆด้วย
ที่ผ่านมาเราเคยโดนกดนวด ลองคิดดูว่า เราได้เคยบำบัดอาการขัดของธาตุลมแล้วหรือยัง ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ธาตุดิน – อาการเจ็บป่วยที่จะเกิดขึ้น ธาตุดินเป็นธาตุที่เราเห็นได้ด้วยตา สัมผัสได้ด้วยมือ ตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์แผนปัจจุบัน เช่น กล้ามเนื้อ อวัยวะต่างๆ แขน ขา ศรีษะ
อวัยวะที่อยู่ในกระโหลกศรีษะ เช่น ตา หู คอ จมูก ปาก สมอง
อวัยวะในช่องท้อง เช่น หัวใจ ตับ ไต กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ รังไข่ มดลูก อัณฑะ องคชาติ
กระดูก พังผืด เส้นเลือด เส้นเอ็น เส้นประสาท เส้นผม ผิวหนัง
การบำบัดรักษาอาการที่เกิดจากธาตุดิน ในวิธีการนวดแผนไทย เราทำได้โดยการกดนวดกล้ามเนื้อ กดนวดเพื่อคลายพังผืด การคลึง การดัด การยืดให้กล้ามเนื้อและพังผืดคลายตัว
ธาตุน้ำ เป็นธาตุที่เราเห็นได้ด้วยตา สัมผัสได้ด้วยมือ ตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์แผนปัจจุบัน เช่น โลหิตแดง โลหิตดำ น้ำเหลือง น้ำปัสสาวะ
การบำบัดธาตุน้ำ การกดนวดที่กล้ามเนื้อและแนวพังผืด ช่วยทำให้การไหลเวียนของโลหิตแดง และโลหิตดำ ไหลเวียนได้ดีขึ้น การติดเชื้อในกระแสเลือด อาการที่เกิดจากของเสียในกระแสเลือดไม่สามารถขับออกไปได้เต็มที่ ( คาร์บอนไดออกไซด์ ) จึงตกค้างอยู่ในกระแสเลือด เลือดจึงมีความเป็นกรด ทำให้เกิดอาการเบาหวาน โรคเก๊าส์ รูมาตอยด์ มะเร็ง
ธาตุลม เป็นธาตุที่เราไม่สามารถเห็นได้ด้วยตา และไม่สามารถตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ธาตุลมมีอยู่ทุกอณูในร่างกาย
ลมในกายเราเคลื่อนไหลไปตามแนวเส้น ( เส้นเลือด )
ลมคือพลังงาน ลมในกายจึงเคลื่อนที่ตลอดเวลา เคลื่อนจากบริเวณที่มีความหนาแน่นของพลังงานลมสูง ไหลไปยังที่ๆมีความหนาแน่นของพลังงานลมที่ต่ำกว่า เมื่อเราทำการกดนวดไล่ลมทำให้ลมที่อยู่บริเวณที่กดนวด สามารถเคลื่อนไหลออกนอกร่างกาย ตามทวาร ตามข้อกระดูก ตามรูขุมขุน ก็จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหล โดยการแพร่ การเฉื่อยของพลังงาน จากแนวเส้นที่กดนวด ให้ไหลออกนอกร่างกายได้
เมื่อธาตุลมในร่างกายเคลื่อนไหลออกนอกร่างกายได้ ก็จะนำพาพลังงานที่สั่งสมเข้ามาในร่างกายจากการใช้ชีวิตประจำวัน จากอุบัติเหตุ ให้เคลื่อนไหลออกไปด้วย อาการเจ็บป่วยเรื้อรัง ก็จะค่อยๆทุเลา และหายได้ในที่สุด
ธาตุไฟ เป็นธาตุที่เราไม่สามารถเห็นได้ด้วยตา สัมผัสได้ด้วยมือ แต่บางครั้งไม่สามารถตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์แผนปัจจุบัน
อาการที่เกิดจากธาตุดิน ธาตุน้ำ ไม่ปกติ เช่นกล้ามเนื้ออักเสบ มีฝี หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด จะทำให้ร่างกายเกิดไข้ มีอุณหภูมิในร่างกายสูงกว่าปกติ เมื่อเราใช้ปรอทวัดไข้ ซึ่งเป็นธาตุดินไปตรวจวัดอุณหภูมิ ก็จะสามารถตรวจวัดอุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้ได้ ( เพราะปรอทวัดไข้ก็คือธาตุดิน ใช้ตรวจวัดสัมผัสธาตุดิน ธาตุน้ำได้ จึงสามารถตรวจวัดการกำเริบของธาตุไฟได้ )
ในอีกกรณีหนึ่ง เมื่อธาตุลมขัดในร่างกาย ลมออกตามรูขุมขนไม่ได้ เราจะมีความรู้สึกแน่นเนื้อแน่นตัว ลมแน่นท้อง ปวดมึนศรีษะ จะรู้สึกร้อนๆอยู่ในร่างกาย บางครั้งวูบวาบ ปวดแสบปวดร้อน เมื่อเราใช้ปรอทวัดไข้ ซึ่งเป็นธาตุดินไปตรวจวัดอุณหภูมิ ก็ไม่สามารถตรวจวัดอุณหภูมิที่สูงขึ้นมานี้ได้ ( เพราะปรอทวัดไข้ก็คือธาตุดิน ใช้ตรวจวัดสัมผัสธาตุลมไม่ได้ ) ปรอทวัดไข้จึงไม่สามารถตรวจวัดการกำเริบของธาตุไฟที่เกิดจากการขัดของธาตุลมได้
ปรับสมดุลธาตุทั้งสี่ ร่างกายเราจะได้อะไร
25 เมษายน 2562
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







